ตอนที่แล้วตอนที่ 157 หลับตาไว้(อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 159 กำเนิดอัศวินรุ่งอรุณ(อ่านฟรี)

นิยาย เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

ตอนที่ 158 ท่าทีของแต่ละฝ่าย(อ่านฟรี)


ตอนที่ 158 ท่าทีของแต่ละฝ่าย

เบื้องลึกหลังป่าทมิฬ

แวมไพร์ระดับ 5 ตัวหนึ่งบินด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะพุ่งทะยานลงไปที่อาคารสูง 33 ชั้นเบื้องล่าง มันรีบเข้าไปรายงานเจ้านายของตนในทันที

“นายท่านผีดูดเลือด เกิดเรื่องที่หมู่บ้านแวมไพร์แล้วขอรับ” แวมไพร์ตนนั้นก้มหน้ากล่าวไปยังบัลลังก์หลังม่านเงา

“ข้าให้เจ้าไปรวบรวมแวมไพร์ระดับต่ำจากหมู่บ้านในป่าทมิฬมาไม่ใช่หรือไง แล้วมันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้” เสียงไม่พอใจดังมาจากบัลลังก์

“เออคือว่า ข้าไปถึงหมู่บ้านนั้น แต่อยู่ ๆ ก็เกิดแสงสว่างขึ้นฆ่าคนทั้งหมู่บ้านตายไป หลังจากนั้นก็เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง แต่ข้าเผชิญหน้ากับศัตรูและก็โจมตีจนมันถอยหนีไปก่อน” แวมไพร์รายงานแบบแต่งเติมนิดหน่อย เพราะถ้าบอกว่ามันหนีมาคงโดนเชือดทันที

แต่ทุกคนแต่งของมันก็ระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าจับได้ก็ตายไม่ต่างกัน

“ศาสนจักรอย่างนั้นเหรอ พวกมันกล้าเข้ามาป่วนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันเดดหรือยังไงกัน” เสียงจากบัลลังก์ตวาดลั่นทำเอาแวมไพร์ระดับ 5 ดาวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

“เรียนนายท่าน ข้าว่าน่าจะไม่เกี่ยวกับพวกศาสนจักรแสงพิสุทธิ์ เพราะดูแล้วพวกนั้นน่าจะเป็นมนุษย์ที่อยู่ใกล้กลับป่าทมิฬมากกว่า แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นเด็กกลิ่นของมันคล้ายกับเด็กอัจฉริยะมาก ถ้านายท่านอนุญาตข้าขอกองกำลังแวมไพร์สัก 500 ตัวไปจับมันมาให้ท่านกิน ถึงตอนนั้นท่านจะต้องเพิ่มอีกระดับหนึ่งแน่นอน” แวมไพร์ก้มหน้าขอโอกาส

“เด็กอัจฉริยะอย่างนั้นเหรอ ส่งคนไปสืบที่อยู่ของมันก็พอและอย่าให้ตนอื่น ๆ รู้ แล้วก็อย่าพึ่งเคลื่อนไหวอะไรใหญ่ ๆ ตอนนี้กำลังมีงานใหญ่ ไม่อาจจะเคลื่อนไหวโดยพลการได้ เอาไว้จบเรื่อง เมืองมนุษย์ทั้งหมดในบริเวณใกล้กับป่าทมิฬจะกลายเป็นสนามล่าของพวกเราได้อย่างเต็มกำลัง” ผีดูดเลือดที่บัลลังก์กล่าวอย่างกระหายเลือด

ส่วนแวมไพร์ 5 ดาวตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินว่าจะทำให้เมืองมนุษย์รอบ ๆ เป็นสนามล่า มันจะฆ่าได้อย่างอิสระ

“ข้าน้อยจะรีบส่งแวมไพร์ไปตรวจสอบดูขอรับ”

แวมไพร์ 5 ดาวหายไปอย่างรวดเร็ว

“มนุษย์เจ้าปิดบังเส้นทางในอาณาจักรเรบีดาสจากอันเดดอย่างพวกเรานั้นเหรอ หึ ฝันไปเถอะ ถึงตอนนั้นพวกเราจะเปิดฉากนองเลือดกัน” ผีดูดเลือดบนบัลลังก์แสยะยิ้มกล่าวอย่างดูแคลน

...

เช้าวันต่อมาดวงตะวันยังไม่ขึ้นดี ลูอิสใช้วาร์ปเดินทางอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยกลับมาที่เมืองเอลดิล เขาไม่แวะที่ใด แต่ตรงไปที่คฤหาสน์โดยตรงในทันที

ลูอิสและพวกมาโผล่ที่บริเวณโรงงานด้านหลังคฤหาสน์ เขาไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ เห็นว่าเขาหายออกไปด้านนอกมา

“ไปพักผ่อนกันก่อน” ลูอิสกล่าว ก่อนจะเดินตรงไปที่คฤหาสน์

อาร์มันโด้ เจียน่า ไอแวนและคามิลลาไม่พูดอะไร เพราะพวกเขากำลังตั้งสติเนื่องจากการวาร์ปต่อเนื่องทำให้พวกเขาหัวหมุน

“แยกกันไปพักเถอะ” อาร์มันโด้กล่าวด้วยหน้าซีดเล็กน้อย

ทุกคนไม่พูดมากรีบแยกกันไปทันที

เมื่อเขากลับมาถึงคฤหาสน์ลูอิสก็เห็นว่าช่องโหว่บนกำแพงนั้นได้รับการซ่อมแซมแล้วหลังจากผ่านไป 2 วัน เขาตรงไปยังห้องทำงานในทันที ก็เห็นว่าพ่อบ้านเฟรดกำลังเคลียร์เอกสารต่าง ๆ อยู่

“ท่านลูอิส ท่านกลับมาแล้ว” พ่อบ้านเฟรดทำความเคารพ

“ลำบากพ่อบ้านแล้ว ว่าแต่เรื่องของแสงม่วงเป็นอย่างไรบ้าง”

“พวกนั้นถูกจับหมดแล้วโดยส่วนกลาง ตอนนี้รอให้ตัดสินโทษอยู่ แต่โทษฐานลอบโจมตีขุนนางนั้นมีแต่ความตายเท่านั้น พวกเขาจึงไม่มีใครรอดแน่นอน” พ่อบ้านเฟรดรายงาน

ก่อนจะจากไปลูอิสให้พ่อบ้านเฟรดจัดการเรื่องกองกำลังนักล่าแสงม่วง ซึ่งทางไวเคานต์คาริสก็ส่งผู้ครองพลังของตนเองมาช่วยเช่นกัน

“ท่านลูอิสขอรับ นอกจากเรื่องนี้ ขุนนางในเมืองเหมือนจะทราบเรื่องการปะทะของท่านกับนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนแล้ว บารอนมิเกลกับบารอนเลนนี่ส่งคนมาขอพบท่านด้วย”

“ปฏิเสธไปให้หมด บอกไปว่าฉันจะไม่ขอพบใครไปสักพักเนื่องจากอาการบาดเจ็บ” ลูอิสสั่งออกไป เขากำลังลดปัญหายุ่งยาก

บารอนมิเกลนั้นลูอิสเดาว่าเขาต้องการผูกมิตร แต่บารอนแลนนี่คงจะกลัวขึ้นมาจึงคิดจะมาเจรจากับเขาแน่ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาขนาดนั้น

“ท่านลูอิสจะพักสักหน่อยไหม”

“ยังดีกว่า ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ จริงสิช่วยรวบรวมข้อมูลเรื่องป่าทมิฬ แวมไพร์กับผีดูดเลือดมาให้หน่อย” ลูอิสกล่าว ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ แต่ครั้งนี้ลูอิสรู้สึกนั่งไม่สะดวกนัก

ลูอิสกระโดดลงจากเก้าอี้ ก่อนจะหยิบแผ่นเสริมเบาะออกหลายแผ่นและลองขึ้นไปนั่งใหม่อีกครั้ง

‘อืม แบบนี้ค่อยถนัดหน่อย’

“พ่อบ้านเฟรดช่วยหาเสื้อผ้ามาให้ฉันหน่อย เอาแค่ไม่กี่สิบชุดก็พอ ไม่ต้องราคาแพงมากก็ได้” ลูอิสเงยหน้าบอกพ่อบ้าน

“ขอรับ” พ่อบ้านพยักหน้ารับ

ลูอิสเห็นเช่นนั้นก็ก้มหน้าอ่านเอกสารในมือของตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายงานการก่อสร้าง รายจ่าย รายรับ และจำนวนประชากรภายในเขตผู้อพยพ รวมถึงรายชื่อคนที่ลงทะเบียนเพื่อขอเป็นชาวเมืองเอลดิลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เอกสารแทบทั้งหมดอยู่ในแบบสรุปรายละเอียดมาแล้ว เขาเพียงอ่านเพื่อรับรู้เท่านั้น ก่อนจะทำการอนุมัติไป

“หืม...นี่คือ” ลูอิสสะดุดกับเอกสารฉบับหนึ่ง

“นั้นคือรายชื่อสามารถเป็นอัศวินฝึกหัดในกองกำลังที่ท่านลูอิสเคยพูดกับเจียน่าไว้ เห็นว่าท่านลูอิสออกไปพร้อมกับเจียน่า เธอไม่น่าจะมีเวลามาจัดการทัน ผมจึงได้จัดการไว้ให้ขอรับ” พ่อบ้านเฟรดอธิบาย

“อืม ขอบคุณนะ” ลูอิสเปิดอ่านเอกสารรายชื่อ ส่วนใหญ่แล้วเขาเคยทดสอบมาก่อน แต่ละคนมีแต้มศักยภาพแฝงในร่างกายอยู่ที่ 6 แต้มเลย ซึ่งถือว่าดีกว่าของไอแวนและคามิลลาซะอีก

แถมช่วงวัยของแต่ละคนก็อยู่ในเกณฑ์นักรบด้วย

“ฝากเอาไปให้เจียน่าเรียกคนเหล่านี้มารายงานด้วย” ลูอิสบอก

“ทั้งหมดเลยใช่ไหมขอรับ” พ่อบ้านเฟรดถามเพื่อยืนยัน เพราะในรายชื่อของเขานั้นเป็นจำนวนที่มากจริง ๆ

“ใช่ ทั้งหมด” ลูอิสตอบไปสั่น ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “พรุ่งนี้บอกให้อาร์มันโด้คัดนักล่าที่มีพรสวรรค์มาด้วย ไม่สิให้เขามอบให้คามิลลาคัดคนมาก็แล้ว เธอน่าจะละเอียดรอบครอบและทำงานนี้ได้ดี”

“ขอรับ” พ่อบ้านเฟรดพยักหน้ารับ

“ยังมีเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมาก ให้คุณพ่อบ้าน อาร์มันโด้ เจียน่า ไอแวน คามิลลาและดีแลน ทั้งหมดต้องหาคนมาทำงานแทนในส่วนของตัวเองให้ได้ จากนั้นก็ใช้เวลาทั้งหมดในการเพิ่มเลเวลไปที่ 30 ให้ได้ในเวลา 1 เดือน” ลูอิสยื่นคำขาด

สีหน้าของพ่อบ้านเฟรดจริงจังขึ้นมาในทันที ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเคร่งขรึมถามลูอิส “ท่านลูอิส สถานการณ์คับขันขนาดนั้นเลยหรือขอรับ”

ลูอิสพยักหน้าจริงจัง

“เข้าใจแล้วขอรับ” พ่อบ้านเฟรดเดินออกไปเหลือเพียงลูอิสเพียงเดียว

แสงของยามเช้าค่อย ๆ สาดเข้ามาในห้องทำงานของเขา ลูอิสบิดตัวไปมาเล็กน้อย

“ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”

...

7 วันต่อมา

สถานการณ์ในเมืองเอลดิลนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงบเรียบร้อย แม้แต่โบสถ์แสงพิสุทธิ์ของเมืองเอลดิลก็ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแสดงออกใด ๆ กับสถานการณ์ในตอนนี้ พวกนักบวชเอาแต่เก็บตัวนิ่งเงียบ

ซึ่งลูอิสรู้ว่าสิ่งนี้นับเป็นความผิดปกติแน่นอน

แต่แม้จะรู้ลูอิสก็ไม่ได้ไปถล่มโบสถ์ในทันที เพราะการทำแบบนั้นไม่เป็นผลดีต่อเขา แต่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนมากเกินไป ซึ่งเขาจะสูญเสียแหล่งเก็บเกี่ยวพลังงานศรัทธาไปได้

ลูอิสหันมาสนใจเพิ่มความแข็งแกร่งให้กองกำลังของตัวเองมากกว่า เพราะรู้ว่านี่คือช่วงเวลาสงบก่อนพายุจะมา

ทั้งพ่อบ้านเฟรด เจียน่า อาร์มันโด้ ไอแวน คามิลลา ดีแลน ทุกคนต่างก็ออกไปด้านนอกและฟาร์มทั้งวันทั้งคืนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทันกับลูอิส ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์สู้ในระดับของลูอิสอีกต่อไป

ตอนนี้กองกำลังทหารของลูอิสที่รับคนเข้ามาเป็น 500 คนในตอนนี้พวกเขามีสถานะเป็นพลทหารฝึกหัดหัดเท่านั้น

ลูอิสได้จ้างให้ทหารเก่าที่มีความสามารถมาช่วยดูแลและฝึกพลทหารฝึกหัดไปชั่วคราวก่อน ส่วนตัวเขานั้นก็ไปสนใจฝึกกองกำลังอัศวินฝึกหัดจำนวน 300 คนที่พ่อบ้านเฟรดคัดมาในวันนั้น

ในอัศวินฝึกหัดพวกนี้ยังมีเฟดี้รวมอยู่ด้วย ซึ่งเธอนั้นจริงจังมากกับการฝึกฝน

สถานที่ฝึกของพวกเขานั้นไม่ได้ฝึกรวมกับกำลังพลทหารฝึกหัด แต่เป็นพื้นที่ด้านหลังเขตชุมชนผู้อพยพที่ซึ่งเคยเป็นดินแดนขยายออกมาของบารอนเมสัน ติดกับกำแพงก่อสร้างใหม่ที่ยังค้างคาอยู่

ลูอิสได้รับอาณาเขตนี้มาจากการเอาหินผู้ครองพลังผู้พิทักษ์สามดาวไปแลกกับไวเคานต์คาริส ซึ่งไวเคานต์คาริสจอมเจ้าเล่ห์ก็ตอบรับแลกทันที โดยไม่สนใจว่าสิ่งนี้จะมีที่มาที่ไปอย่างไร

สำหรับตาแก่คาริสแล้ว เขาสนแต่การเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง ที่จริงลูอิสคิดว่าตาแก่นั้นรู้ว่าเขาได้มาจากไหน แต่ก็ไม่พูดออกมาเท่านั้น เพราะคนที่จมูกไว้อย่างนั้นต้องทราบบางสิ่งมาจากโบสถ์แสงพิสุทธิ์แน่นอน

ลูอิสเคยแอบถามข้อมูลเรื่องโบสถ์แสงพิสุทธิ์ แต่ไวเคานต์คาริสกลับปิดปากเงียบไม่พูดอะไร

หลังจากไวเคานต์คาริสได้หินผู้ครองพลังผู้พิทักษ์ไปแล้ว แน่นอนว่าเขาจะต้องให้ผู้พิทักษ์รีดินอย่างแน่นอน แต่ลูอิสก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะสำหรับเขาในตอนนี้ระดับ 3 ดาวไม่นับเป็นอะไรได้

สถานะของลูอิสนั้นมั่นคงมามากในเมืองเอลดิลแห่งนี้

ขณะที่ลูอิสย้อนนึกไปถึงเรื่องที่ผ่านมา พวกอัศวินฝึกหัดที่ถือดาบและโล่พร้อมสวมใส่เกราะหนักก็ฝึกกันแทบรากเลือด นี่เป็นวันที่ 7 แล้วที่พวกเขาฝึกกันไม่หยุดลากยาวมาขนาดนี้

แต่แม้จะฝึกมา 7 วันก็ยังไม่มีใครเลือกจะยอมแพ้สักคน เพราะก่อนฝึกลูอิสได้บอกพวกเขาไปตรง ๆ ว่าใครที่ผ่านการฝึกจะได้รับพลังแบบผู้ครองพลัง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทุกคนเหมือนได้กินยาชูกำลังไป พวกเขาฝึกกันอย่างขยันขันแข็งและมีการแข่งขันกันเป็นอย่างมาก

นั้นก็เพราะว่าทุกคนนั้นคิดว่าสิทธิ์ในการเป็นผู้ครองพลังนั้นจะจำกัด แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าลูอิสนั้นคิดจะเปลี่ยนมันทุกคนที่ผ่านไปได้

“ฟันต่อไป” เสียงของลูอิสดังขึ้น ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวเองอีก เพราะหลังจากการต่อสู้วันนั้นก็มีข่าวเกี่ยวกับเขาที่เป็น เด็กอัจฉริยะกระจายไปทั่วทั้งเมืองราวกับมีคนกระพือไฟอยู่ด้านหลังข่าวลือนี้

ลูอิสเดาได้สองสามคนว่าเป็นใคร แต่เขาก็ไม่สนใจมากนัก เพราะแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีกับตัวเขาเช่นกันที่จะทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น

“หนึ่งพันหนึ่ง”

“หนึ่งพันสองรอย”

“หนึ่งพันสามร้อย”

กองกำลังอัศวินฝึกหัดทั้ง 300 คนยกดาบขึ้นมาฟันไปเบื้องหน้าพร้อมกับสลับใช้โล่กระแทกไปในอากาศสลับกันไปมากกว่า 1000 ครั้งแล้ว

นอกจากนั้นยังมีการฝึกรูปแบบอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะฝึกพละกำลัง ความชำนาญ และความทนทาน ซึ่งนับเป็นพื้นฐานของอัศวินที่เน้นไปที่การสร้างสมดุลของทุกด้าน

การฝึกแบบนี้ทำให้ค่าสถานะของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดีคนปกติมาก ลูอิสต้องใช้วิธีนี้เพื่อดึงศักยภาพออกมาจากพวกเขาให้มากที่สุด เพราะลูอิสไม่มีหินอัศวินครึ่งดาวมากพอสำหรับคนทั้งสามร้อยคน

แน่นอนว่าวิธีนี้ก็ใช่ว่าจะทำให้คนธรรมดาแข็งแกร่งแบบครึ่งดาว มันเป็นได้ยากเกินไป ลูอิสเชื่อว่าถ้าฝึกสัก 20 ปีภายใต้การสอนของอัศวินศักดิ์สิทธิ์แบบเขาก็อาจจะทำได้ แต่เขาคงไม่มีเวลามากขนาดนั้น

นอกจากการเพิ่มค่าสถานะแล้วลูอิสยังเห็นถึงสายตาในความเคารพจากอัศวินเหล่านี้ มันเป็นสายตาทั้งการเคารพ ชื่นชม และยำเกรง ในตัวของลูอิส

เนื่องจากในเวลาการฝึกลูอิสจะเสนอให้พวกเขาสามารถท้าสู้กับเขาได้โดยถ้าชนะลูอิสจะยอมให้พวกเขาขอร้องสิ่งหนึ่งได้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เขาทำได้

ซึ่งผลมันก็แน่อยู่แล้วว่าไม่มีใครทำได้

ในช่วงแรกมีคนไม่เชื่อว่าลูอิสที่เป็นเด็กอัจฉริยะจะทรงพลังขนาดสู้กับสามดาวได้ เพราะตามตำนานก็แค่บอกว่าเด็กอัจฉริยะฉลาดกว่าคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้บอกถึงความแข็งแกร่งรวมอยู่ด้วย

สำหรับลูอิสเขานับว่าเป็นประเภทที่แปลกออกไป

พวกอัศวินฝึกหัดที่เย่อหยิ่งหรือไม่ก็มั่นใจในพลังของตนเอง ต่างก็ลุกขึ้นท้าทายลูอิส ซึ่งในช่วงแรกนั้นบางคนยังคิดออมมือให้ลูอิสเลยก็มีหวังจะเอาใจเขาทางอ้อม แต่สุดท้ายไม่ว่าใครที่ลุกขึ้นมาท้าสู้กับเขา ลูอิสก็อัดให้จนสภาพพวกเขาเละไม่มีชิ้นดี จนถึงขั้นกระดูกพักกันหลายท่อนเลย

ซึ่งหลังจากจบการต่อสู้ลูอิสก็ทำการใช้ทักษะ คำอธิษฐาน รักษาพวกเขาให้และก็อัดใหม่ได้อีกครั้ง

ทำให้อัศวินฝึกหัดที่ในตอนแรกมองลูอิสเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ต้องเปลี่ยนเป็นยำเกรงและเคารพในพลังของเขากันที ลูอิสยังแอบจงใจบอกพวกเขาเพิ่มไปด้วยว่า นี่คือพลังที่พวกเขาจะได้ ถ้าผ่านการฝึกทำให้ทุกคนเหมือนกินยาชูกำลังรอบสองเข้าไป

วิธีการทำให้เห็น ดีกว่าการอธิบายปากเปล่าแน่นอน

พลังศรัทธาของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงที่ 90 กันแล้ว บางคนก็ไปถึง 100 แล้วด้วย ทำให้ลูอิสพึงพอใจเป็นอย่างมากกับการฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

แต่เขาต้องการให้ทุกคนถึง 100 จึงต้องฝึกกันต่อไปอีก

หลังจากผ่านการสังเกตมาหลายครั้งทำให้ลูอิสเริ่มเข้าใจตัวเลข 100 มากขึ้น มันไม่ใช่การล้างสมองโดยตรง จนทุกคนสูญเสียความคิดของตัวเองแต่อย่างใด แต่มันคือการที่ทำให้พวกเขานั้นศรัทธาในตัวของลูอิสจากใจจริง ซึ่งนับว่าดีกว่ามาก

ก็เหมือนเช่นที่พ่อบ้านเฟรด เจียน่า อาร์มันโด้ ไอแวน คามิลลา ดีแลน จะศรัทธาและเชื่อมันในตัวเขา แต่ทุกคนก็ไม่ได้สูญเสียความคิดของตัวเองไป เพราะบางครั้งพวกเขาก็เสนอความคิดของตัวออกมาเช่นกัน

พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ตั้งแต่กลับมาจากฝ่าทมิฬ ในที่สุดกองกำลังอัศวินฝึกหัดของลูอิสก็พร้อมแล้ว

คนทั้งสามร้อยนั้นเริ่มผสานกันเป็นหนึ่งมากขึ้น การออกอาวุธก็แข็งแกร่ง ทรงพลัง สง่างามด้วย พวกเขาไม่ได้มีท่าทีเหนื่อยล้าเหมือนกับการฝึกในตอนแรก ๆ ลูอิสรู้ดีว่าตอนนี้ต่อให้ฝึกไปอีกก็ไม่มีผลมากมายอะไรแล้ว

“พักได้ ไปดื่มน้ำแล้วมาเข้าแถว” ลูอิสสั่ง

น้ำที่อัศวินฝึกหัดพวกนี้ดื่มคือน้ำที่ผสมโพชั่นพลังงานและโพชั่นพลังชีวิตลงไป ที่ต้องทำแบบนี้ เพราะว่าลูอิสไม่ต้องการให้การฝึกสุดรากเลือดพวกนี้ต้องทำให้พวกเขาสูญเสียศักยภาพไป

5 1 โหวต
Article Rating
2 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด