ตอนที่แล้วบทที่ 39: อาวุธขอบเขตราชันยุทธ์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 41: งานชุมนุม

นิยาย ยอดอาจารย์เย้ยยุทธจักร

บทที่ 40: แผนการแก้แค้นของหลี่เต๋าหรัน


“ข้าบอกพวกเจ้าไปกี่ครั้งแล้ว ถ้าพวกเจ้าเอาชนะพวกมันได้ก็สู้ แต่ถ้าทำไม่ได้ พวกเจ้าก็หนีไปซะ ถึงอย่างนั้นพวกเจ้ากลับมัวทำอะไรอยู่? พวกเจ้าเอาชนะพวกมันไม่ได้ แต่พวกเจ้าก็ยังจะยืนหยัดสู้ต่อไป พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเจ๋งมากหรอ? หรือพวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นแมลงสาบที่ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย? ถ้าพวกเจ้าเจ๋งจริงๆ พวกเจ้าก็คงจะไม่โดนดูหมิ่นและลงเอยด้วยการกลายมาเป็นศิษย์ของข้าหรอก!”

ลู่เสี่ยวหรันโกรธมาก

โชคดีที่เขามาทันเวลาก่อนที่พวกผู้อาวุโสนิกายอสูรกระดูกขาวจะโจมตีโดน มิฉะนั้นแล้ว ศิษย์ทั้งสามคนของเขาก็คงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสและอาจถึงตายได้

เขาต้องการให้พวกเขาฝึกฝนและหยุดอยู่แค่นั้น อย่างไรก็ตาม ศิษย์เหล่านี้ก็ดื้อรั้นและยืนกรานที่จะต่อสู้แลกชีวิตกับพวกศัตรู

ทำไมพวกเขาถึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย?

ศิษย์ทั้งสามคนนั่งคุกเข่าอย่างเชื่อฟังและปล่อยให้ลู่เสี่ยวหรันฟาดพวกเขาต่อไป

ลู่เสี่ยวหรันลงโทษหยุนหลี่เกอและฟางเทียนหยวนก่อนที่จะไปถึงจื่ออู๋เซีย

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าชายและหญิงนั้นก็มีความแตกต่างกันอย่างแท้จริง

ในตอนที่เขาทุบตีหยุนหลี่เกอและฟางเทียนหยวน เขาก็ฟาดราวกับว่าร่างกายของพวกเขาทำมาจากหิน

อย่างไรก็ตาม สำหรับจื่ออู๋เซียแล้ว เขาก็ฟาดเธอแรงกว่าจนแส้เด้งกลับมาทุกครั้งราวกับเขากำลังตีลูกชิ้นเด้ง เสียงแส้ที่กระทบเนื้อนั้นดังชัดแจ่มแจ้ง

ลู่เสี่ยวหรันไม่สามารถอ่อนข้อต่อเธอได้

“อ้า!”

จื่ออู๋เซียเจ็บปวดมากจนน้ำตาไหล เธออดไม่ได้ที่จะกรีดร้องก่อนที่ลู่เสี่ยวหรันจะหยุด

เขาโยนแส้ทิ้งและพูดอย่างโกรธเคืองว่า “พวกเจ้าทั้งสามคนไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกตนในวันนี้ จงไปคัดลอกกฎของยอดเขาจื่อฉุ่ยมาให้ข้าหมื่นครั้ง หากพวกเจ้าไม่ทำภารกิจนี้ให้เสร็จ งั้นก็อย่ามาเรียกข้าว่าอาจารย์อีกต่อไป”

ทั้งสามคนมองดูลู่เสี่ยวหรันอย่างน่าสงสารเหมือนกับเด็กที่รู้สึกผิด

“ท่านอาจารย์ พวกเราขอโทษจริงๆ พวกเราไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว”

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว ข้าไม่สนใจคำสัญญาใดๆ ทั้งนั้น รู้ไว้ซะว่าคำสัญญานั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุด พวกเจ้าทุกคนจะต้องคัดลอกกฎให้เสร็จ ถ้าคัดลอกไม่เสร็จ พวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้จากไปไหนทั้งสิ้น”

หลังจากที่กล่าวจบ ลู่เสี่ยวหรันก็โยนขวดยาให้กับพวกเขา

“นี่คือยาฟื้นฟูแก่นแท้ที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บ พวกเจ้าแต่ละคนกินมันแค่สองสามเม็ดก็พอ มันจะสามารถช่วยให้พวกเจ้าฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น แล้วทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกล่ะ!”

ลู่เสี่ยวหรันส่ายหัวด้วยความผิดหวัง จากนั้นเขาก็เอามือไขว้ไว้ด้านหลังก่อนที่จะก้าวออกจากบ้านไปด้วยท่าทางผิดหวัง

เขายังต้องจัดการเรื่องค่ายกลใหม่สำหรับยอดเขาจื่อฉุ่ย

สำหรับหยุนหลี่เกอและอีกสองคน หัวใจของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นขึ้นในขณะที่มองดูเม็ดยาที่ได้รับมา

ลู่เสี่ยวหรันทุบตีพวกเขาก็เพราะเขาต้องการที่จะลงโทษพวกเขา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาลงโทษพวกเขาเสร็จ เขาก็ไม่ลืมที่จะให้ยารักษาอาการบาดเจ็บแก่พวกเขา

อาจารย์ของพวกเขายังคงเป็นห่วงพวกเขาจริงๆ!

“กินยาให้เสร็จแล้วคัดลอกกฎกันเถอะ!”

หยุนหลี่เกอเป็นคนแรกที่กลืนเม็ดยาเข้าปาด จากนั้นเขาก็เริ่มคัดลอกกฎในทันที

จื่ออู๋เซียเป็นคนที่สองและฟางเทียนหยวนเป็นคนที่สาม ทั้งสามคนเริ่มคัดลอกกฎตามคำสั่ง

...

ในขณะนี้ ลู่เสี่ยวหรันก็ได้มาถึงที่เชิงเขาจื่อฉุ่ยแล้ว เขากำลังเริ่มสร้างค่ายกล

“ข้าจะใช้ค่ายกลตรวจสอบสำหรับค่ายกลชั้นนอกสุด เมื่อมีคนพยายามบุกรุกเข้ามา ข้าก็จะเป็นคนแรกที่ค้นพบพวกเขา ส่วนใหญ่แล้ว คนที่มาที่ยอดเขาจื่อฉุ่ยก็มักจะมาจากในนิกายอสูรสวรรค์ มันไม่ค่อยจะมีคนนอกเข้ามา”

“สำหรับชั้นที่สอง ข้าก็จะจัดตั้งค่ายกลโจมตี ด้วยวิธีนี้ หากข้าพบใครน่าสงสัย ข้าก็จะสามารถควบคุมการโจมตีจากระยะไกลได้โดยตรง”

หลังจากจัดตั้งค่ายกลทั้งสองชั้นเสร็จแล้ว ลู่เสี่ยวหรันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกในที่สุด

และที่สำคัญที่สุด ค่ายกลผนึกสวรรค์แปดทิศก็ยังสามารถเปิดใช้งานได้ตลอดเวลา แค่นี้มันก็มากเกินพอแล้วที่จะรับรองความปลอดภัยของยอดเขาจื่อฉุ่ย

ก่อนหน้านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาถูกค้นพบโดยนิกาย เขาก็ได้ปิดการใช้งานค่ายกลผนึกสวรรค์แปดทิศลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันไร ยอดเขาของเขาก็ถูกโจมตี ในตอนนั้น ลู่เสี่ยวหรันก็กระวนกระวายใจและวิตกกังวลมาก

ในปัจจุบัน เขาก็สามารถควบคุมค่ายกลทั้งหมดได้จากระยะไกล ตราบใดที่เขาพบศัตรู เขาก็จะสามารถเปิดใช้งานค่ายกลโจมตีได้ในทันที นี่อาจถือเป็นวิธีหนึ่งสำหรับเขาในการรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง

เมื่อเขาพูดจบ ลู่เสี่ยวหรันก็ปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของเขา ในขณะเดียวกัน ศิษย์ที่อยู่ตรงเชิงเขาก็ตะโกนขึ้น

“ผู้อาวุโสลู่ ผู้อาวุโสลู่ ผู้นำนิกายได้สั่งให้ผู้อาวุโสทั้งหมดไปรวมตัวกันที่ห้องโถงหลักของนิกาย”

“เข้าใจแล้ว”

ลู่เสี่ยวหรันโยนขวดยารวบรวมปราณขนาดเล็กให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นร่างของเขาก็หายไปจากจุดนั้นในทันที

อันที่จริง แม้ว่าจะยังไม่ได้พูดคุยกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ แต่ลู่เสี่ยวหรันก็พอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แน่นอนว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับการพังพินาศของนิกายอสูรกระดูกขาวอย่างแน่นอน!

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นข่าวใหญ่โตมาก ยิ่งไปกว่านั้น นิกายอสูรกระดูกขาวก็ยังอยู่ใกล้กับนิกายอสูรสวรรค์มาก ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นิกายอสูรสวรรค์จะไม่ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ไม่นาน เขาก็มาถึงห้องโถงหลักของนิกาย เมื่อมาถึงทางเข้าห้องโถง ลู่เสี่ยวหรันก็เห็นหลี่เต๋าหรันกำลังยืนรออยู่ ชายคนนี้เพิ่งจะทำงานชดใช้โทษได้ไม่กี่วัน แต่ผิวของเขาก็ดำคล้ำขึ้นมากราวกับว่าเขาได้ไปอาบแดดที่ริมทะเลมานานกว่าครึ่งปี มันมีความตัดของสีผิวอย่างเห็นได้ชัด

“เสี่ยวหรัน ฮือ… ข้าคิดถึงเจ้าจริงๆ”

“อะไรเนี่ย! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”

ลู่เสี่ยวหรันรู้สึกตกใจ

หลี่เต๋าหรันพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “อย่าไปพูดถึงมันเลย หลังจากที่การนัดดูตัวของผู้อาวุโสฮวงถูกทำลายลง เขาก็เอาความโกรธทั้งหมดมาระบายลงที่ข้า เต๋าสวรรค์ช่างโหดเหี้ยมอำมหิต เจ้าแก่นั่นลงโทษข้าทั้งวันทั้งคืนและบีบบังคับให้ข้าทำงานจนสายตัวแทบขาด หลังจากทำงานไปได้เพียงไม่กี่วัน ข้าก็เกือบจะตายเนื่องด้วยอาการอ่อนเพลีย”

“เอ่อ... แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ข้าได้ยินมาว่าเกิดเรื่องใหญ่กับนิกายอสูรกระดูกขาว นิกายยกเลิกการลงโทษผู้อาวุโสทั้งหมดและเรียกรวมทุกคนให้มาที่ห้องโถงหลักของนิกายเพื่อประชุม และข้าก็เป็นผู้อาวุโสคนเดียวที่กำลังถูกลงโทษอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมปล่อยข้าออกมา”

“เอ่อ... งั้นก็ดีแล้ว”

“มันจะไปดีได้ยังไง! ผิวอันบอบบางของข้าได้จากไปแล้วตลอดกาล เสี่ยวหรัน สติปัญญาของเจ้าช่างฉลาดล้ำเหลือ เจ้าช่วยข้าคิดหาทางแก้แค้นหน่อยเถอะ ถ้าข้าไม่ทำ ข้าก็คงจะเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งหมดไปแน่ และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น หัวใจเต๋าของข้าก็อาจจะแหลกสลายไปตลอดกาล!!!”

หลี่เต๋าหรันกำหมัดและกัดฟันแน่น ความโกรธแค้นในดวงตาของเขากำลังปะทุอยุ่ภายในอย่างบ้าคลั่ง

ลู่เสี่ยวหรันลูบจมูกของเขา

“ข้าไม่รู้จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงจริงๆ ท้ายที่สุดแล้วการฝึกตนของผู้อาวุโสฮวงก็อยู่ที่ขอบเขตวิญญาณขั้นสิบแล้ว เขามีพลังมากกว่าเราทั้งคู่และเราก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้ เว้นซะแต่ว่าเราจะมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่ข้างกายและเต็มใจที่จะช่วยเจ้าจัดการกับเขา”

“แข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสฮวง... และต้องเต็มใจที่จะช่วยข้าจัดการกับเขา?”

หลี่เต๋าหรันก้มศีรษะลงและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย และเขาก็ยกนิ้วให้ลู่เสี่ยวหรันในทันที

“น่าประทับใจ! น่าประทับใจจริงๆ! สมแล้วที่เป็นเสี่ยวหรัน เจ้าฉลาดจริงๆ ข้าก็แค่ต้องจ้างคนอื่นมาทำงานสกปรกแทนข้า ข้ามีแผนแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า…”

“จริงหรอ? แล้วแผนของเจ้าคืออะไร?”

ลู่เสี่ยวหรันค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น?

เมื่อเห็นท่าทีสงสัยของลู่เสี่ยวหรัน หลี่เต๋าหรันก็ยืดอกขึ้นและไขว้มือไว้ด้านหลังก่อนจะยิ้มอย่างชั่วร้าย “ความลับของสวรรค์จะรั่วไหลไปไม่ได้ แต่เจ้าก็สามารถรอฟังข่าวดีของข้าได้เลย ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า… คราวนี้ ถ้าเจ้าแก่ฮวงไม่ได้เพลิดเพลินไปกับการดูแลที่”ดีที่สุด“ได้ ข้าก็จะยอมใช้นามสกุลของเขาเลย”

เมื่อพูดจบ หลี่เต๋าหรันก็เดินเข้าไปในห้องโถง

ลู่เสี่ยวหรันส่ายหัวอย่างหมดหนทาง

“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้ แต่ฉันก็คิดว่ามันน่าจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ฉันหวังว่าเขาจะไม่สร้างปัญหาอะไรอีกนะ”

เมื่อพูดจบ เขาก็เดินเข้าไปด้วย

ในห้องโถง บรรยากาศกำลังเคร่งขรึมจนถึงขีดสุด แม้ว่ามันจะเงียบมาก แต่ผู้อาวุโสหลายคนในฝูงชนก็ยังแอบส่งข้อความคุยกัน การแสดงออกของพวกเขาแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็ดูเคร่งขรึมมาก

เมื่อลู่เสี่ยวหรันมาถึง ผู้นำนิกายก็พูดขึ้นทันทีว่า “เสี่ยวหรัน ในที่สุดเจ้าก็มาถึง เร็วเข้า มานี่และนั่งลงซะ”

“ขอบคุณท่านผู้นำนิกาย”

การเป็นสมาชิกของสมาคมผู้อาวุโสมีสิทธิประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือในห้องโถงหลัก ผู้อาวุโสจากสมาคมผู้อาวุโสก็จะมีที่นั่งเป็นของตนเองและไม่จำเป็นจะต้องยืนเหมือนกับพวกผู้อาวุโสคนอื่นๆ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด