ตอนที่แล้วบทที่ 33: นิกายอสูรกระดูกสีขาว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 35: อาจารย์ผู้เย็นชา

นิยาย ยอดอาจารย์เย้ยยุทธจักร

บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?


ในค่ำคืนที่มีพระจันทร์ส่องแสงสว่างกำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟากฟ้า

ร่างสี่ร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่เชิงเขาของนิกายอสูรกระดูกขาว

มันจะเป็นใครไปได้อีกนอกจากลู่เสี่ยวหรันและศิษย์ของเขา?

นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าศิษย์ของเขาได้เห็นมหาก้าวโกลาหลของอาจารย์ของพวกเขา มันเร็วมากจนอธิบายไม่ถูก

ในเวลานี้ ทั้งสามคนก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น

อาจารย์ของพวกเขาจะต้องเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์อย่างแน่นอน!

ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์แล้ว ใครมันจะไปเร็วได้ขนาดนี้อีกกัน?

หลังจากมาถึงเชิงเขาแล้ว ลู่เสี่ยวหรันก็มองไปที่ยอดเขาและพูดด้วยสายตาเย็นชา

“คืนนี้ข้าจะทำลายนิกายอสูรกระดูกขาวให้สิ้นซากและฆ่าพวกมันให้หมด แต่ก่อนที่ข้าจะทำลายนิกายอสูรกระดูกขาวลง พวกเจ้าทั้งสามคนก็สามารถโจมตีพวกมันเพื่อเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาการฝึกตนของพวกเจ้าและสะสมประสบการณ์การต่อสู้ก่อนได้”

“ในเรื่องของความปลอดภัย ข้าก็ได้ตั้งค่ายกลป้องกันไว้บนตัวพวกเจ้าทั้งสามคนแล้ว มันสามารถช่วยพวกเจ้าต้านทานการโจมตีที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตสูญสลายได้ นอกจากนี้ ข้ายังได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเอาไว้อีกด้วย หากมีศัตรูที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือได้จริงๆ พวกเจ้าก็จะถูกเคลื่อนย้ายมาที่ด้านข้างของข้าโดยทันที”

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”

ดวงตาของทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาเอ่อ

อาจารย์ของพวกเขาใจดีกับพวกเขามากจริงๆ

เขาสามารถทำลายล้างทั้งนิกายอสูรกระดูกขาวได้ด้วยการตบเพียงครั้งเดียว แต่เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ฝึกฝน เขาจึงต้องลำบากสร้างค่ายกลมากมาย

อาจารย์ของพวกเขาอบอุ่นราวกับเป็นพ่อของพวกเขา

อันที่จริง ลู่เสี่ยวหรันเองก็ต้องการจะฝึกฝนพวกเขาในการต่อสู้จริงๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่เพียงเพื่อฝึกฝนพวกเขาเท่านั้น

เขาเป็นคนใจเย็นและรอบคอบอยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขาไปช่วยฟางเทียนหยวน เขาก็ได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่าระดับการฝึกตนของพวกผู้อาวุโสนั้นอยู่ที่ขอบเขตภูผาสมุทรเท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยฟางเทียนหยวน

แต่ตอนนี้ เขาก็กำลังเผชิญหน้ากับนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งนิกาย

ด้วยคนจำนวนมากขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีพวกขี้โกงซ่อนอยู่รึเปล่า?

เขาจะปล่อยให้ทั้งสามคนลงไปตรวจสอบสถานการณ์ดูก่อน และหากมีปัญหาใดๆ เขาก็จะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในทันทีเพื่อนำพวกเขาทั้งสามกลับมาและหลบหนีออกไป

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็จะปรากฏตัวขึ้นและออกกวาดล้างนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งหมด

นี่แหละคือแผน!

“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพ เพื่อให้พวกเจ้าแสดงเคล็ดวิชาการฝึกตนของพวกเจ้าได้ดีขึ้น ข้าก็ได้เตรียมอาวุธบางอย่างไว้ให้กับพวกเจ้า”

ทั้งสามคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ อาจารย์ของพวกเขาจะใจดีเกินไปแล้ว!

เขายังเตรียมอาวุธมาให้พวกเขาด้วย!

อาวุธที่อาจารย์เตรียมไว้สำหรับพวกเขาอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในขอยเขตปฐพีชั้นยอดเป็นอย่างน้อย

สมบัติธรรม เคล็ดวิชาการฝึกตน และเม็ดยาล้วนแตกต่างกัน ในบรรดาทุกทักษะในทวีปนี้ จำนวนผู้หลอมอาวุธก็มีน้อยที่สุด ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่ผู้หลอมอาวุธผู้ทรงพลังจะปรากฏตัวขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาการฝึกตนและเม็ดยาแล้ว มันจึงยากกว่ามากที่จะได้อาวุธระดับสูงมา

ตัวอย่างเช่น ในเผ่าวานรโบราณ อาวุธที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คืออาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นกลาง ซึ่งมันก็มีแต่ผู้นำเผ่าเท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้

สำหรับพระราชวังจักรพรรดิสันติราชาของจื่ออู๋เซีย พวกเขาก็มีอาวุธขอบเขตสวรรค์ชั้นยอดซึ่งเป็นของจักรพรรดิ

ว่ากันว่าในอาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่นั้น มันก็มีเพียงอาวุธขอบเขตเซียนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์ แต่มันก็ไม่เลวแล้วสำหรับเขาที่จะมอบอาวุธขอบเขตปฐพีมาให้กับพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อลู่เสี่ยวหรันหยิบเอาอาวุธทั้งสามออกมา ทั้งสามตยก็ตกตะลึงในทันที

“นี่คือหอกโลงศพมังกร ร่มพลิกภูผา และค้อนอินทรีทองคำ ขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง เอาไป!”

“ขะ… ขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง?”

หยุนหลี่เกอและอีกสองคนรู้สึกได้ทันทีว่าปากของพวกเขาแห้งผากและน้ำตาก็เริ่มไหลริน

พวกมันเป็นอาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง!

หากอาวุธดังกล่าวอยู่ในมือของผู้นำนิกายอสูรสวรรค์ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ในฐานะศิษย์ พวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้

พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าอาจารย์ของพวกเขาจะมอบอาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงให้กับพวกเขา

ตามที่คาดไว้ อาจารย์ของพวกเขาทรงพลังมากจริงๆ

หลังจากได้รับอาวุธแล้ว พวกเขาทั้งสามก็มองดูอาวุธของพวกเขาอย่างเสน่หาและตื่นเต้นราวกับว่าอาวุธเหล่านั้นเป็นคู่รักของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ครู่ต่อมาหยุนหลี่เกอก็ตอบโต้

“ท่านอาจารย์ ถ้าท่านให้อาวุธดีๆ เหล่านี้แก่พวกเรา แล้วท่านจะใช้อะไร?”

ลู่เสี่ยวหรันโบกมือของเขา

“พวกเจ้ายังเด็กและระดับการฝึกตนของพวกเจ้าก็ยังค่อนข้างต่ำ พวกเจ้าจะต้องมีอาวุธที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ปกป้องตัวเอง สำหรับข้า มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะใช้อะไร”

“ท่านอาจารย์…”

ดวงตาของทั้งสามคนเปลี่ยนเป็นสีแดงจริงๆ ในครั้งนี้ น้ำตาของพวกเขาเริ่มไหลออกมาราวกับสายน้ำตก

อาจารย์ของพวกเขาช่างใจดีอะไรอย่างนี้!

เขาได้มอบสิ่งเหล่านี้ให้แก่พวกเขาโดยไม่เหลืออะไรไว้ให้กับตัวเขาเอง

อาจารย์ของพวกเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าศัตรูที่เขาพบจะมีอาวุธหรือไม่ เขาถึงกับกล้าที่จะยอมเดินมือเปล่าเข้าไปสู้ สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจและซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง!

หยุนหลี่เกอปาดน้ำตาของเขาและกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกังวลท่านอาจารย์ แม้ว่าข้าจะต้องเสี่ยงชีวิต แต่ข้าก็จะฆ่าศิษย์ของนิกายอสูรกระดูกขาวให้ได้มาก่ที่สุดเพื่อตอบแทนความเมตตาของท่าน!”

จื่ออู๋เซีย: “ท่านอาจารย์ ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน: “ท่านอาจารย์ ข้าก็ด้วย!”

หยุนหลี่เกอกำหมัดแน่นและออร่าของเขาก็ค่อยๆ ปะทุขึ้น

“ข้าจะพลิกทั้งนิกายอสูรกระดูกขาวให้กลับหัวกลับหาง และทำให้พวกมันได้รู้ถึงผลลัพธ์ของการมาตอแยกับยอดเขาจื่อฉุ่ยของเรา!!!”

จื่ออู๋เซีย : “ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน : “ข้าก็ด้วย”

เมื่อออร่าของหยุนหลี่เกอปะทุขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว ดวงตาของเขาก็ฉายแววเย็นชาและจิตสังหารก็ระเบิดออก อากาศโดยรอบส่งเสียงสั่นสะท้านในขณะที่พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้น

“คืนนี้ ถ้าข้าไม่ฆ่าทุกคนในนิกายอสูรกระดูกขาวให้ตาย ข้า หยุนหลี่เกอก็จะขอละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งหมดไป!”

จื่ออู๋เซีย : “ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน : “ข้าก็ด้วย”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้ยินทั้งสามคน ลู่เสี่ยวหรันก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขากลับเงียบไปแทน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดด้วยท่าทางมืดมน “พวกเจ้าทั้งสามคนช่วยหยุดพูดเรื่องไร้สาระสักทีจะได้ไหม?”

“???”

ทั้งสามคนตกตะลึง เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนหัวของพวกเขาในทันที

ลู่เสี่ยวหรันพูดอย่างโกรธเคือง “พวกเจ้ายังจะทำเป็นติดเล่นอีกอย่างงั้นหรอ เจ้าพวกโง่! พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถทำตัวเย่อหยิ่งได้เพียงเพราะพวกเจ้าเข้าใจแค่ 20 ถึง 30% ของเคล็ดวิชาการฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์ชั้นยอดอย่างงั้นหรอ? จริงอยู่ที่ข้าให้อาวุธขอบเขตสวรรค์แก่พวกเจ้าทั้งสามคน… แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะสามารถประมาทนิกายอสูรกระดูกขาวได้!”

“อย่าลืมความจริงที่ว่านิกายอสูรกระดูกขาวมีจำนวนคนมากกว่าเราสิ!”

“แค่พวกผู้อาวุโสในนิกายอสูรกระดูกขาวก็สร้างปัญหาได้มากพอแล้ว  นี่ยังไม่นับว่ามันอาจจะมีผู้อาวุโสสูงสุดที่อยู่ในขอบเขตสูญสลายคอยปกป้องนิกายอีก!”

“พวกเจ้าสามคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันเลย อย่างมากที่สุด พวกเจ้าก็ทำได้เพียงเก็บกวาดพวกเศษขยะชิ้นเล็กๆ พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถปราบปรามนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งหมดลงได้จริงๆ หรอ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็กระตุก

“แต่ไม่ใช่ว่าเรามีค่ายกลป้องกันที่ท่านตั้งเอาไว้ให้หรอ? ท่านอาจารย์ เราสามารถต้านทานการโจมตีภายใต้ขอบเขตสูญสลายได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บ”

“แล้วไง สุดท้ายพวกเจ้าสองคนก็ยังเป็นแค่ขยะในขอบเขตวิญญาณ และหนึ่งในนั้นก็คือไอ้อ่อนในขอบเขตภูผาสมุทร ต่อให้พวกเจ้าจะไม่โดนโจมตีแล้วไง? สุดท้ายการโจมตีของพวกเจ้าก็ยังคงเป็นแค่ขยะ พวกเจ้าอาจจะจัดการกับพวกเศษขยะด้วยกันได้ แต่เมื่อพวกเจ้าพบกับสิ่งมีชีวิตระดับสูงเหล่านั้นล่ะ? พวกเจ้าจะสามารถสู้กับพวกมันได้ไหม? หรือพวกเจ้าจะทำแค่หลบหัวอยู่แต่ในค่ายกล? แบบนั้นแล้วมันจะต่างจากการไม่เข้าไปสู้แต่แรกตรงไหนกัน?!”

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด