ตอนที่แล้วบทที่ 54 วางเเผน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 56 งุนงง

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

(ฟรี) บทที่ 55 ข้อได้เปรียบของระยะ


หลังดื่มน้ำและกินเนื้อตากแห้งไปชิ้นนึ่ง พวกเขาก็ชะลอความเร็วลงเพื่อประหยัดแรง หลังจากพักผ่อนกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์

ในตอนที่พวกเขาเดินออกมาจากชายป่า นักรบคนเถื่อนก็พบตัวพวกเขาในทันที หลังจากเอะอะโวยวายอยู่พักหนึ่ง นักรบสี่คนพร้อมกับแท่งไม้ในมือก็ยืนอยู่ข้างหน้าค่ายด้วยสีน้าตื่นตระหนก แต่พวกเขาไม่คิดจะรุดเข้าโจมตี แม้ว่าจะเป็นยุคสมัยโบราณเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ไม่มีสมอง ใครๆก็รู้ถึงความได้เปรียบของฝ่ายป้องกัน และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความอยู่รอด ในเผ่าเล็กๆเช่นนี้ ทุกๆคนในเผ่าสามารถเป็นหนึ่งในกองกำลังได้ ใครหน้าไหนมันจะไม่ใช้ประโยชน์ในเรื่องนั้นกันเล่า?

หลักการของอีกฝ่ายนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย หลัวจี๋และนักรบมาป่าไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ ในครั้งก่อนในเผ่าของชายหนุ่มเมื่อก่อนหน้า เพียงแค่นี้ก็น่าจะเห็นถึงความสำคัญของฝ่ายป้องกันแล้ว นั่นก็คือ การต่อสู้ในเขตแดนของคนอื่นนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบาก

แต่น่าเสียดายที่ในครั้งนี้นั้นต่างออกไป ครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับอาวุธสังหาร เขาไม่ใช่คนที่ชอบหลบซ่อนมุดหัวอยู่เฉยๆ แม้ว่าเขาจะเป็นคนชอบฟาร์มจนกว่าจะมั่นคง แต่ถ้าโชคชะตาไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เขาก็ไม่ทำก็ได้ และเขาจะเปลี่ยนกลายเป็นโหมดบ้าสงครามในทันที และเขาจะใช้อาวุธสังหารที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เริ่ม ก็เหมือนกับการเปิดมาทักทายด้วยระเบิดนิวเคลียร์ รวดเร็วและดุดัน เพียงแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอ

ในตอนนี้หลังจากที่ได้มาอีกโลก แนวทางของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เขามองดูนักรบคนเถื่อนสี่คนที่ยืนตั้งท่ารอให้พวกเขาไปฆ่า หลัวจี๋โบกมือ “ไปฆ่ามัน!”

สายสลิงเริ่มหมุนด้วยความเร็วสูง มันส่งเสียงวีดหวิวออกมาอย่างน่าหวาดเสียว นักปาหินเหล่านี้ไม่ได้เล่นๆ กว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้พวกเขาร่วมมือกับนักรบคนอื่นและขับไล่ศัตรูที่รุกเข้ามาในเผ่าได้ถึงสองครั้งแล้ว และในตอนนี้พวกเขาก็กำลังทำหหน้าที่ของตัวเอง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสลิงที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน นักรบคนเถื่อนทั้งสี่ก็ไม่มีทางรู้ว่าหลัวจี๋และคนอื่นกำลังทำอะไร แต่หลัวจี๋เองก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องรอ เขาออกคำสั่งและหินทั้งสี่ก็พุ่งออกไปพร้อมกับเสียงหวีดหวิว

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้นักรบคนเถื่อนทั้งสี่ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน คนเถื่อนคนหนึ่งถูกหินกระแทกเข้าที่หัวและร่วงลงไปกับพื้น เลือดสาดกระจายไปทั่ว ร่างของเขาแข็งทื่อและร่วงหล่นลงไปกับพื้น

นักรบอีกสามคนต่างตกตะลึงกับการโจมตีอย่างกะทันหันนี้ พวกเขาหันไปมองหลัวจี๋และคนอื่นๆที่อยู่ห่างออกไปในทันที พวกเขายังคงงุนงงและยังตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าไม่ค่อยถูก จากนั้นก็กรีดร้องและวิ่งหนีไป คนหนึ่งดูจะยังรักษาสติอยู่ได้และลากคนเจ็บที่อยู่กับพื้นไปด้วย

อันที่จริงแล้ว หลัวจี๋รู้สึกประหลาดใจด้วยซ้ำว่าเขาจะปาโดนใครสักคน เพราะสุดท้ายแล้วจุดด้อยที่สุดของสลิงคือความแม่นยำ และเวลาที่มีจำกัด ในการโจมตีอย่างน้อยต้องมีโชคเข้ามาด้วย แต่มันก็ยังทำให้เขาประหลาดใจอยู่ดี

หลัวจี๋ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร หลังจากที่นักปาหินทั้งสี่ปาสลิงไปเสร็จ พวกเขาก็หยิบหินเข้ามาใส่ต่ออย่างเชี่่ยวชาญและเริ่มเหวี่ยงอีกครั้ง

กระสุนหินเริ่มพุ่งเข้าใส่ค่ายของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถ้าตอนนี้หลัวจี๋อยู่ในเกม เขาก็คงกำลังเอาทหารระยะไกลยึดที่สูงและปิดล้อมประตูเมือง เพราะมันเป็นช่วงเริ่มต้นของเกม จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นี่คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระยะ!

หินก้อนแรกที่พุ่งเข้าใส่หัวนั้นส่งผลเป็นอย่างมาก เพราะชายที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นคนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นหรือตาย จะมีใครกล้าพุ่งออกไปกันอีกล่ะ? ยกเว้นว่าหัวจะเป็นหินซะเอง?

หลัวหย่งที่ยืนอยู่ข้างๆรู้สึกไไม่ค่อยสบายใจนิดนห่อย เขาเคยยืมสลิงมาจากจ้าวผานและฝึกฝนอย่างลับๆอยู่หลายครั้ง แต่ว่ามันก็เป็นไปได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก และในตอนนี้เมื่อมองดูนักปาหินทั้งสี่ที่ดูแข็งแกร่งจนนักรบคนเถื่อนไม่สามารถต่อสู้ได้ ถ้าจะบอกว่าเขาไม่รู้สึกเศร้าก็คงเป็นเรื่องโกหก เหมือนว่าเขามาที่นี่เพื่อมาดูการแสดง

ที่เขาเอาหลัวย่งและคนอื่นๆมานั้นไม่ได้มาเพื่อโชว์เฉยๆ แต่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ แต่ผลของหินที่กระแทกเข้าที่หัวนั้นดีเกินไป ทำให้ศัตรูไม่กล้าที่จะรุดเข้าใส่ และหากศัตรูไม่รุกเข้ามา หลัวหย่งและคนอื่นๆก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว

ไม่ว่าหลัวหย่งและคนอื่นๆจะเศร้ามากแค่ไหน แต่จากมุมมองของผู้บัญชาการอย่างหหลัวจี๋ สถานการณ์เช่นนี้เรียกได้ว่าน่ายินดี

หลังจากยืนยันจำนวนหินที่เหลือว่าเลือแค่ครึ่งเดียว หลัวจี๋ก็เริ่มเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมจำนวน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำลายล้างเผ่าเล็กๆนี้จนสิ้นซาก และอีกอย่าง ระยะห่างระหว่างเผ่าเขาและเผ่านี้นั้นอยู่ไกล

เขาพยักหน้าบอกให้คนอื่นๆหยุดมือก่อนจะเดินเข้าไปในเผ่าด้วยท่าทางของผู้ชนะ

เพื่อป้องกันการต่อต้านโดยไร้ประโยชน์ หลัวจี๋ถอดหน้ากากหมาป่าก่อนจะเดินเข้าไปและให้คนกว่าสามสิบคนมารวมตัวกันตรงกลางเผ่า

เขามองฝูงชนผ่านๆ สีหน้าของหลัวจี๋ดูประหลาดใจเล็กน้อย กว่าสามสิบคนในเผ่านี้ ชายหญิงและเด็กๆ แม้มองผ่านจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีคลื่นความเย็นเข้ามา แต่พวกเขายังอยู่รอดได้ครึ่งเดือนในอุณหภูมิที่ต่ำเช่นนั้น เผ่าหมิงจิ่งยังต้องใช้ถ่านหินเพื่อความอบอุ่น และอาหารในทะเลสาบก็ยังหายาก แต่ทำไมเผ่าเล็กๆเช่นนี้จึงอยู่รอดได้กัน?

หลัวจี๋เลิกคิ้ว สีหน้าดูประหลาดใจเล็กน้อย “อะไรกัน? หรือว่าเราจะโชคดี? เราพลาดอะไรไปกัน?”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด