ตอนที่แล้วบทที่ 15: ไหวพริบของลู่เสี่ยวหรัน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 17: ความแข็งแกร่งที่มากเกินไป

นิยาย ยอดอาจารย์เย้ยยุทธจักร

บทที่ 16: ผ่อนคลาย


“แต่… แต่นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรอ? แม้ว่าพวกผู้อาวุโสจากห้องเก็บสมบัติจะได้รับ 1.2 ล้าน แต่เราก็ยังมาอีกตั้ง 1.2 ล้าน หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการสร้างค่ายกลแล้ว เราก็ยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกตั้ง 410,000 ก้อน! พวกเขาจะเต็มใจที่จะให้มันกับเราแน่หรอ?”

หลี่เต๋าหรันไม่เชื่อว่าพวกเขาจะแบ่งปันเค้กชิ้นใหญ่เช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล

ลู่เสี่ยวหรันยิ้ม

“เจ้าก็ไม่ได้โง่นี่นา แต่เจ้าก็ยังไม่เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ”

“แม้ว่าพวกเขาจะไม่กลัวผู้นำนิกาย แต่ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ตระกูลของพวกเขาก็ยังต้องจ่ายราคาแพงเพื่อปกป้องพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ก็จะทำให้พวกเขาหมดความน่านับถือ ดังนั้นพวกเขาจึงให้หินวิญญาณแก่เรามากมายเพื่อที่จะใช้เราเป็นหลักค้ำประกันเช่นกัน”

“นี่แหละที่เรียกว่าลงเรือลำเดียวกัน เจ้าเข้าใจรึยัง?”

“ยิ่งกว่านั้น พวกเขาก็ยังปกป้องห้องเก็บสมบัติทุกวัน ค่าใช้จ่ายและรายได้ทั้งหมดของนิกายล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา เจ้าคิดว่าพวกเขาจะสนใจหินวิญญาณแค่ 300,000 ถึง 400,000 ก้อนหรอ?  เจ้าประเมินพวกเขาต่ำเกินไปแล้ว”

“และที่สำคัญที่สุด นกที่โผล่ออกมาก็จะถูกยิง หากความจริงถูกเปิดเผย ยิ่งพวกเราได้รับส่วนแบ่งหินวิญญาณไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบน้อยลงเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็จะได้รับโทษน้อยลงตามไปด้วย”

“พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขากำลังใช้หินวิญญาณ 400,000 ก้อนเพื่อปิดปากพวกเรา”

แน่นอน ลู่เสี่ยวหรันไม่ได้เกรงกลัวใดๆ ท้ายที่สุดแล้ว ในนิกายอสูรสวรรค์ทั้งหมด มันก็ไม่มีใครที่สามารถทำร้ายอะไรเขาได้

ขณะที่เขาพูด ลู่เสี่ยวหรันก็โยนถุงเก็บของเล็กๆ ให้หลี่เต๋าหรัน

“นี่คือส่วนแบ่งของเจ้า รับไป แล้วอย่าทำมันหายล่ะ”

หลี่เต๋าหรันก้มลงทันทีและมองไปที่ถุงเก็บของ เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

หินวิญญาณระดับสูงสองแสนห้าพันก้อน! โอ้สวรรค์!

เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าจินตนาการเลยว่าเขาจะได้รับหินวิญญาณจำนวนมากขนาดนี้ในคราวเดียว

สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากการที่พนักงานเงินเดือนโง่ๆ ชนะเงินรางวัลหลายสิบล้านหยวนในคราวเดียว!

เขาตื่นเต้นมากจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ฟื้นคืนสติ เขารีบยัดถุงเก็บของกลับไปและไล่ตามลู่เสี่ยวหรันไป

“ผู้อาวุโสลู่ ไม่สิ อาจารย์หรัน ข้าชื่นชมท่านจริงๆ ท่านเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ต่อจากนี้ไปข้าขอรับใช้ท่าน”

“เอามือออกจากข้า”

“เอาล่ะอาจารย์รัน ท่านต้องการให้ข้านวดไหล่และขาของท่านไหม? ข้าสามารถนวดท่านได้ทุกเมื่อที่ท่านต้องการเลย”

“แค่อยู่ให้ห่างจากข้าก็พอ”

“เข้าใจแล้วๆ”

ลู่เสี่ยวหรันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในขณะที่เขาเฝ้าดูหลี่เต๋าหรันซึ่งกลายเป็นลูกสมุนของเขาไปแล้ว

ใครบอกกันว่าเสือดาวไม่สามารถถอดลายของมันได้?

อะไรก็เกิดขึ้นได้ขอแค่มีเงินพอก็เท่านั้นเอง!

ทั้งสองมาถึงนอกประตูภูเขา ลู่เสี่ยวหรันกวาดสายตามองไปรอบๆ

ค่ายกลของนิกายอสูรสวรรค์เชื่อมต่อกันเป็นรูปวงกลมเล็ก, กลางและใหญ่

ชั้นนอกสุดคือค่ายกลลวงตา มันใช้หินวิญญาณน้อยแต่ก็มีประโยชน์มาก มันสามารถทำให้สัตว์ป่า, คนธรรมดาและผู้ฝึกตนอิสระบางส่วนเกิดความสับสนและติดอยู่ในภาพลวงตาได้

ในขณะเดียวกัน ชั้นกลางก็จะเป็นค่ายกลโจมตี

เมื่อเปิดใช้งานแล้ว มันก็จะทำให้เกิดการโจมตีที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันก็ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนผู้ฝึกตนที่ประจำอยู่ที่ประตูภูเขาด้วย

ชั้นในสุดคือค่ายกลป้องกันที่ใช้ต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับสูง หากไม่มีความแข็งแกร่งที่พิเศษหรือการฝึกตนที่ทรงพลัง คุณก็สามารถลืมเรื่องการผ่านชั้นนี้ไปได้เลย

ค่ายกลทั้งสามชั้นได้ร่วมเข้าด้วยกันและสร้างเป็นค่ายกลป้องกันนิกายของนิกายอสูรสวรรค์!

ภายใต้สถานการณ์ปกติ เนื่องจากผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ไม่ได้เชี่ยวชาญในการจัดตั้งค่ายกลเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้เอง ความแข็งแกร่งของค่ายกลจึงไม่ได้มากมายนัก กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกมันทั้งหมดก็อยู่ในขอบเขตผู้เชี่ยวชาญเท่านัน้

มีเพียงผู้ที่เข้าใจในค่ายกลอย่างลึกล้ำเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างค่ายกลที่แข็งแกร่งได้

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนิกายอสูรสวรรค์ถึงไม่ได้คิดอะไรมากและปล่อยให้ผู้อาวุโสรุ่นเยาว์ของพวกเขาเป็นคนจัดการ

นั่นเป็นเพราะมาตรฐานของทุกคนนั้นล้วนแย่มาก

“อาจารย์หรัน เราควรทำยังไงต่อดี โปรดออกคำสั่งด้วย”

หลี่เต๋าหรันโค้งคำนับ มันเผยให้เห็นออร่าที่ดูน่ารังเกียจ เปลือกตาของลู่เสี่ยวหรันอดไม่ได้ที่จะกระตุก

“ช่วยทำตัวปกติกว่านี้จะได้ไหม เจ้ากำลังทำให้ข้าอยากทุบตีเจ้านะ!”

“ฮิฮิ ต้องขอบคุณเจ้า ข้าถึงได้รับหินวิญญาณระดับสูงมามากกว่า 200,000 ก้อน แน่นอน เพราะแบบนี้ข้าถึงอยากจะให้เจ้าได้สนุกกับเป็นจักรพรรดิ”

“หยุดซนได้แล้ว รีบทำงานซะ ถ้าเจ้าทำได้ไม่ดี ผู้นำนิกายก็มีหวังมาเล่นงานเราแน่”

“เข้าใจแล้ว”

“เอาแบบนี้ เจ้าไปตรวจสอบค่ายกลวงนอกสุด ปกติมันไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไรมากนัก และค่ายกลตรงนั้นก็ไม่ได้สำคัญอะไรมาก เจ้าแค่ต้องเปลี่ยนหินวิญญาณและเปิดใช้งานค่ายกลใหม่อีกครั้ง จากนั้น เจ้าก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามันมีรูนค่ายกลที่หายไปหรือได้รับความเสียหายหรือไม่ นอกนั้นข้าจะจัดการกับที่เหลือเอง”

“เข้าใจแล้ว”

หลี่เต๋าหรันทำตามคำแนะนำของลู่เสี่ยวหรันในทันที

สำหรับค่ายกลที่ประตูหน้า ลู่เสี่ยวหรันก็วางแผนที่จะจัดการกับมันด้วยตัวเอง

นี่คือสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่อการมีศัตรูบุกมากที่สุดและเป็นสถานที่ที่พังทลายได้ง่ายที่สุด ถ้าเขาทำงานอย่างระมัดระวัง เขาก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากค่ายกลนี้ได้ในอนาคตหากมีศัตรูที่ทรงพลัง

อย่างแรกคือค่ายกลป้องกันชั้นในสุด

ค่ายกลป้องกันนี้ไม่สามารถใช้ป้องกันศัตรูได้ 100% พูดให้ถูกก็คือ มันเป็นการป้องกันแบบลดทอนกำลังศัตรู หากบุคคลภายนอกต้องการจะเข้าไปข้างใน พวกเขาก็จะถูกพลังวิญญาณขัดขวางเอาไว้ และยิ่งการฝึกตนต่ำมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งผ่านค่ายกลไปได้ยากขึ้นมากเท่านั้น

ลู่เสี่ยวหรันถอดหมุดค่ายกลอันเดิมออกและแกะสลักใหม่อีกครั้ง ด้วยความสามารถที่เฉียบแหลมของเขา เขาได้สร้างค่ายกลทั้งหมดขึ้นมาใหม่

จากนั้นเขาจะเติมหินวิญญาณเข้าไปที่จุดสำคัญและในที่สุดก็เปิดใช้งานค่ายกลเพื่อทำให้ค่ายกลใหม่สมบูรณ์

แน่นอนว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจมากเกินไป เขาใช้ความแข็งแกร่งในการสร้างค่ายกลเพียง 50% เท่านั้น

แม้ว่าเขาจะใช้ความแข็งแกร่งเพียง 50% แต่ค่ายกลใหม่ของเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าค่ายกลก่อนหน้ามาก

ไม่ว่าจะในกรณีใด คนที่โจมตีนิกายอสูรสวรรค์ก็จะต้องมีฝีมือดีพอ ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบุกเข้ามาถึงในนิกาย

ที่เหลือคือค่ายกลโจมตีและค่ายกลลวงตา

ลู่เสี่ยวหรันยังใช้ความแข็งแกร่งของเขา 50% เพื่อสร้างค่ายกลทั้งสองนี้ให้เสร็จสมบูรณ์

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาหนึ่งเดือน

หนึ่งเดือนต่อมา

“ห้า! เสร็จสักที”

ลู่เสี่ยวหรันโยนหินทิ้งแล้วปรบมือ ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลาย

หลี่เต๋าหรันวิ่งเข้ามาจากระยะไกลพร้อมกับรอยยิ้ม

“พี่ลู่ ในที่สุดเราก็ทำเสร็จแล้ว”

ลู่เสี่ยวหรันพยักหน้า

“ใช่แล้ว มันไม่ง่ายเลย พริบตาเดียวมันก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงยังกระฉับกระเฉงกัน เจ้าไม่เหนื่อยรึไง?”

“มีอะไรให้เหนื่อยอีกเล่า ไม่ต้องพูดถึงเดือนเดียว ข้าเต็มใจทำงานถึงสิบปีเลย! อย่างไรก็ตาม หินวิญญาณระดับสูง 200,000 ก้อนก็จะต้องอยู่กับข้าตลอดไป!”

“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าใครกันที่มันบอกว่าขออยู่ฝึกตนที่บ้านซะยังจะดีกว่า”

“ฝึกตน? ใช่แล้ว! ถ้าข้าปล่อยให้เจ้าฝึกตนเป็นเวลาหนึ่งเดือน เจ้าจะทะลวงขอบเขตได้ไหม? ข้าติดอยู่ที่ขอบเขตวิญญาณขั้นสามมาเกือบครึ่งปีแล้ว และข้าก็แทบจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ยิ่งกว่านั้น ต่อให้เจ้าจะบุกทะลวงเข้าไปได้ แต่เจ้าก็จะยังเป็นแค่ขยะในขอบเขตวิญญาณเท่านั่น แบบนั้นมันดีกว่าไหมที่จะได้รับหินวิญญาณ 200,000 ก้อนเพื่อซ่อมแซมค่ายกลแทน?”

ลู่เสี่ยวหรันกำลังจะพูดอะไรบางอย่างเมื่อพลังงานในร่างกายของเขาผันผวนอย่างกะทันหัน

เขาทะลวงขั้นสำเร็จแล้ว!

ขอบเขตสูญสลายขั้นเจ็ด!

หลังจากที่ไม่ได้ฝึกตนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน เขาก็ได้ทะลวงผ่านขั้นอื่นๆ แล้ว

เมื่อคิดเกี่ยวกับมัน มันก็น่าจะเป็นเพราะศิษย์ทั้งสองคนของเขาที่ทำงานหนักเพื่อฝึกตนให้สำเร็จ

เขามองไปที่หลี่เต๋าหรันที่แสดงท่าทีพึงพอใจและถอนหายใจ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

เขาตัดสินใจที่จะซ่อนความจริงของเขาเอาไว้

เขาจะไปทำลายความสุขของคนอื่นเพื่ออะไร?

ในขณะนี้ หลี่เต๋าหรันก็หยุดยิ้มทันที เขามองไปรอบๆ และเห็นว่ามันไม่มีใครอยู่รอบๆ ดังนั้นเขาจึงกระซิบอย่างลับๆ ล่อๆ

“พี่ลู่ เราสองคนทำงานหนักมาหนึ่งเดือนแล้ว ทำไมเราไม่ไปพักผ่อนกันสักหน่อยล่ะ”

ลู่เสี่ยวหรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสับสน

“แล้วเราจะไปพักผ่อนที่ไหนกันล่ะ”

หลี่เต๋าหรันมองไปรอบๆ อีกครั้งแล้วเอนตัวเข้าไปใกล้หูของลู่เสี่ยวหรัน

“กลุ่มอาคาเซีย!”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด