ตอนที่แล้วตอนที่ 141 โบสถ์แสงพิสุทธิ์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 143 แรงงานทหารโครงกระดูกชั้นยอด

นิยาย เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

ตอนที่ 142 หัวขโมยน้อยกับพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์(อ่านฟรี)


ตอนที่ 142 หัวขโมยน้อยกับพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์

แต่ในบรรดาคนทั้งหมดที่อยู่ภายในโบสถ์กลับมีเด็กน้อยคนหนึ่งที่มองดูแสงเหล่านั้นอย่างสนใจ

‘ไม่ผิดแน่ พลังงานศรัทธา แต่ไม่บริสุทธิ์เท่ากับของที่ระบบรวบรวมถึงอย่างนั้นก็ยังมีมากมายจนน่าต้องตกใจจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คือวิธีการใช้งานของพวกผู้ครองจิตวิญญาณสินะ รวบรวมพลังงานศรัทธาเหล่านี้มาสร้างจิตวิญญาณ หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ พัฒนาจิตวิญญาณที่สร้างขึ้นมา ดูเหมือนผลของพลังงานศรัทธาที่คนเหล่านี้รวบรวมมาจากศรัทธาของสาวกจะมีผลเป็นแสงด้วย ทำให้มันทำร้ายอันเดดได้’

ลูอิสคิดว่าโชคดีที่ตัวเองไม่พาพ่อบ้านเฟรดมาด้วย

“แต่ว่าถ้าพลังงานพวกนี้เป็นพลังงานศรัทธา ฉันสามารถเก็บพวกมันได้ไหม แต่พลังงานศรัทธาเหล่านี้ไม่ได้พุ่งตรงมาที่ฉันโดยเฉพาะ” ลูอิสเผยสีหน้าครุ่นคิด “อยากรู้ก็ต้องลอง แต่ต้องระวัง”

ลูอิสมองไปที่นักบวชทุกคน ซึ่งพวกนี้เป็นผู้สร้างจิตวิญญาณ ดังนั้นการจะสัมผัสถึงพลังงานศรัทธาก็ไม่แปลก เพราะพวกเขาเป็นคนรวบรวมพลังงานพวกนี้ออกมา

‘ระบบเก็บเกี่ยวพลังงานศรัทธาได้หรือไม่’ ลูอิสถามในใจ

“ติ้ง! ตรวจพลังงานศรัทธาที่เบาบาง รูปแบบพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์ไม่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง สามารถดูดซับได้ 1 วินาที ต่อการกลั่นพลังงานศรัทธา 100 หน่วยเท่านั้น”

ระบบตอบกลับลูอิสอีกทั้งยังสามารถระบุพลังงานศรัทธาของพวกนักบวชเหล่านี้ได้ด้วย ว่ามันคือพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจิตนั้นคือความคิดหรือก็คือการที่พวกนี้ใช่คำภาวนาขึ้นมา เชื่อมโยงเข้ากับความศรัทธาของแสงพิสุทธิ์

“ต้องการเก็บเกี่ยวหรือไม่” ระบบถามลูอิส

‘เก็บเกี่ยว’ ลูอิสสั่งการในใจ

ตัดในนั้นแสงรอบ ๆ ก็ถูกลูอิสดูดซับไปอย่างเงียบ ๆ

ผ่านไป 10 วินาที

1 นาที... ลูอิสก็มองไปที่นักบวชแต่ละคนอย่างระวัง โดยเฉพาะนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนผู้นั้น แต่ดูเหมือนนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนจะยังสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

‘ฮ่า ๆ พวกนักบวชแสงพิสุทธิ์ฉันจะดูดมาให้หมดเลย ระบบดูดซับต่อไปเลย’ ลูอิสยิ้มเยาะในใจ แต่สีหน้าด้านนอกเข้าแกล้งทำเป็นสวดภาวนาเหมือนคนอื่น ๆ อย่างศรัทธา

10 นาที... ในตอนนั้นคิ้วของนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนก็ขมวดเข้าหากัน เพราะรับรู้ได้ถึงพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เบาบางลงก่อนเวลาจนน่าประหลาดใจ

แต่เขาก็ไม่ลืมตาขึ้นมา เพราะถ้าทำแบบนั้นก็จะเป็นการทำลายพิธีได้

ผ่านไป 15 นาที

นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนยิ่งเต็มไปด้วยความโกรธเขามั่นใจว่าพลังจิตศรัทธาแสงพิสุทธิ์โดนผู้ครองพลังที่ไม่ใช่นักบวชของโบสถ์ดูดซับไป ซึ่งนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนนั้นก็คงคิดไม่ถึงเลยว่าหัวขโมยน้อยที่แย่งดูดซับไปนั้นไม่ได้เป็นผู้สร้างจิตวิญญาณแม้แต่น้อย

สุดท้ายแล้วพอผ่านมาจนถึง 20 นาทีพลังจิตศรัทธาก็บางลงจนแทบเหือดแห้ง แม้จะมีเสียงภาวนาของสาวกผู้ศรัทธา แต่ก็ไม่มีประโยชน์อีก เพราะพลังจิตศรัทธาที่สะสมมานั้นหมดแล้ว

“ใคร!” นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนลืมตาขึ้นมาก่อนจะตวาดเสียงดัง ทำเอาทุกคนทั้งในและนอกโบสถ์ต่างก็ตกใจกลัวกัน พลังงานมหาศาลไหลกระจายทำเอาบรรยากาศรอบ ๆ เหนียวหนืดจนทุกคนนั้นหายใจไม่ออก

เอาผู้ครองพลังตื่นตัวและระวังตัวกันในทันที

ส่วนพวกขุนนางก็มีท่าทีตื่นตกใจไม่แพ้ ลูอิสเองก็มีสีหน้าซีดขาวด้วยความกลัว ซึ่งจริง ๆ แล้วเขากำลังแกล้งทำเพื่อแสดงให้สมบทบาทว่าเขานั้นก็หวาดกลัวจริง ๆ

ที่ต้องแกล้งแสดงนั้น เพราะเขาแทบไม่รู้สึกกลัวแรงกดดันของระดับ 3 ดาวอะไรเลย ถ้าเขาไม่แสดงคงโดนคนมองออกได้ง่าย ๆ แน่นอน

นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ท่ามกลางความสงสัยของทุกคนในโบสถ์ แต่เขากลับไม่พบผู้ต้องสงสัยเลยสักคน อย่าว่าแต่ผู้ต้องสงสัยเลย แม้แต่ผู้ครองพลังที่ไม่ใช่คนของโบสถ์ก็ยังไม่เจอ

“ขออภัยพวกท่านทั้งหลาย พิธีในวันนี้จบลงแล้ว” นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนกล่าว หลังจากนั้นก็ให้หัวหน้านักบวชฟรีเนทเข้ามาจัดการแทน

หลังจากรับบริจาคทรัพย์สมบัติแล้ว บรรดาขุนนางก็แยกย้ายกันจากไป โดยด้านนอกก็ยังมีผู้คนมาสวดภาวนาและบริจาคเงินทองกันด้วย

ลูอิสที่เดินออกมาจากทางข้างของโบสถ์ถอนหายใจออกมา เพราะเขาเกือบโดนจับได้แล้ว ทันทีที่เห็นนักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนกำลังจะลืมตา ลูอิสก็ให้ระบบหยุดการดูดซับทันที พลังจิตแสงศักดิ์สิทธิ์ก็กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหมือนว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

“กลับกันเถอะ วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว” ลูอิสกล่าวกับอาร์มันโด้และเจียน่าที่ยังมีสีหน้าเข้มขรึมอยู่กันอยู่ เนื่องจากแรงกดดันของระดับสามส่งผลต่อทั้งสองเป็นอย่างมาก

ไม่ใช่แค่เจียน่าและอาร์มันโด้ แต่เป็นทุกคนในโบสถ์ นี่คือความต่างของพลังทำให้หลายคนกลัว

นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนมองผู้คนและเหล่าขุนนางที่อยู่ด้านหน้าทางเข้าโบสถ์จากชั้นสองของโบสถ์ ก่อนจะกวาดสายตาสาดส่องไปด้วยความโกรธ

“หัวหน้านักบวชกรีซาธีส่งคนของเราไปสืบดูว่าในเมืองมีผู้ครองพลังสายผู้สร้างจิตวิญญาณอยู่หรือเปล่า ถ้าพบเจอให้ฆ่าทิ้งทันที”

หัวหน้านักบวชกรีซาธีพยักหน้ารับด้วยท่าทีจริงจัง หลังจากเกิดเหตุขึ้น เขาก็ทราบว่ามีคนแอบขโมยพลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์ไปจากโบสถ์อย่างไม่แกรงกลัว

จริงอยู่ที่พลังจิตศรัทธาแสงศักดิ์สิทธิ์จะมาจากสาวกของพวกเขา แต่ถ้ามีผู้ครองพลังอื่น ๆ อยู่ใกล้ ๆ พวกเขาก็สามารถแทรกแซงและแย่งการดูดซับพลังจิตเหล่านี้ไปได้ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ใช่พิธีแบบนี้และแย่งชิงกันแบบซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้ เพราะนั้นเท่ากับการยั่วยุโบสถ์แสงพิสุทธิ์โดยตรง

หัวหน้านักบวชกรีซาธีรีบสั่งการผู้พิทักษ์แสงให้ออกไปสืบในทันที

ส่วนหัวหน้านักบวชฟรีเนทยังไม่สามารถออกมาได้ เพราะต้องทำการหลอมรวมพลังจากหินผู้สร้างจิตวิญญาณก่อน ตอนนี้ทำให้นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนและหัวหน้านักบวชกรีซาธีต้องอยู่ที่โบสถ์กันไปอีกสักพัก

...

ลูอิสกลับมาถึงห้องพักที่ร้านรุ่งอรุณ เก็บตัวในห้องทันที เขามองดูตัวเลขที่หน้าจอ ซึ่งเขาได้พลังจิตศรัทธาแสงพิสุทธิ์มาที่กลั่นออกมาเป็นพลังงานศรัทธาแล้ว มันเป็นตัวเลขทั้งหมด

120,000 รวมกับพลังงานศรัทธาเก่าที่มีอยู่ 22,050 ทำให้ตอนนี้ลูอิสมีพลังงานศรัทธาอยู่ที่ 142,050 หน่วย

“ฮ่า ๆ การไปครั้งนี้ถือว่าคุ้มมาก สงสัยเราต้องเวะเวียนไปที่โบสถ์บ่อยขึ้นเพื่อแย่งชิงพลังงานศรัทธาจากพวกนักบวชแสงพิสุทธิ์ แต่ว่าคงต้องรอให้นักบวชผู้ตรวจการฟาราเลียนจากไปก่อน แต่ดูจากท่าทีแล้ว พวกนั้นก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว แต่ไม่พุ่งเป้ามาที่เรา ถึงอย่างนั้นก็ควรจะไม่ประมาท ถ้าฉันเป็นเลเวล 40 เมื่อไหร่เมืองเอลดิลแห่งนี้ก็จะไม่มีใครต่อกรกับฉันได้อีก ถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครในเมืองนี้อีก” ลูอิสทำสีหน้าฮึดสู้ ก่อนจะออกไปพร้อมกับเจียน่าเพื่อเดินตรวจสอบงานรอบ ๆ เขตชุมชนผู้อพยพพร้อมกับเก็บเกี่ยวพลังงานศรัทธาไปด้วย

จุดหมายแลกที่เขาไปนั้นก็คือ คฤหาสน์แกริคที่พึ่งจะปรับพื้นที่เสร็จ วันนี้มีงานที่โบสถ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้อพยพก็ยังคงทำงานกันต่อ พวกผู้อพยพไม่ได้ศรัทธาเหล่านักบวชจากแสงพิสุทธิ์มากนัก ทำให้ลูอิสยินดีมากในจุดนี้ เพราะถ้ามีพวกสาวกของโบสถ์แสงพิสุทธิ์มากเกินไปมันจะยากสำหรับเขาที่จะปลูกฝังให้คนเหล่านี้มาศรัทธาต่อเขา

ลูอิสมาถึงก็เป็นเวลาบ่ายกว่าแล้ว พวกคนงานกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ผู้ชายที่แข็งแรงแบกของกันจนเหงื่อท่วมตัว ส่วนพวกผู้หญิงก็ทำงานทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ซึ่งหญิงสาวบางคนก็ทำงานแบผู้ชายได้ และพวกเธอจะได้เงินมากเท่ากับผู้ชายด้วย

ลูอิสเน้นย้ำเรื่องนี้กับพ่อบ้านเฟรดเสมอว่าไม่มีการแบ่งชายหญิง ขอแค่ทำงานได้ตามกำหนดก็จะได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม

ซึ่งคนงานที่ทำงานให้กับเขายังได้รับการจดชื่อและเสนอให้เป็นพลเมืองเอลดิลเป็นกลุ่มแรก ๆ ด้วย แต่ต้องรอหลังจากเขตชุมชนผู้อพยพเสร็จแล้ว ทุกคนก็ยินดีที่จะรอ เพราะพวกเขานั้นรอมาหลายปีแล้ว เพียงแค่ 1 ปีทำไมจะรอไม่ได้กัน

ลูอิสเดินมายังสถานที่พักกลางวันของคนงาน ที่นี่มีอาหารน้ำและยารักษาแจกฟรีให้กับผู้ที่ทำงาน ทำให้แรงงานผู้อพยพเหล่านี้ต่างขอบคุณบารอนแกริคเป็นอย่างมาก

พอพวกเขาเห็นก็เข้ามาทักทายและเรียกชื่อลูอิสด้วยความเคารพ ลูอิสที่เดินไปตามพื้นเฉอะแฉะไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย เขากลับยินดีมากที่ได้มาเพราะผู้คนเหล่านี้คือแหล่งพลังงานศรัทธาของเขา และลูอิสสาบานว่าจะปกป้องมันให้ดีและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแบบสถานพยาบาลอีก

‘ระบบเก็บเกี่ยวพลังงานศรัทธา’ ลูอิสกล่าวในใจเงียบ ๆ

“เริ่มเก็บเกี่ยวพลังงานศรัทธา...ใช้เวลา 1 วินาที”

“เก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น...”

“ได้พลังงานศรัทธา 28,000 หน่วย (กดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม)”

ระบบแจ้งเตือนลูอิส หลังจากเขาเก็บเกี่ยวที่นี่เสร็จ ลูอิสก็เดินไปตรงอื่นต่อและทำการเก็บเกี่ยวอีกหลายครั้ง

ลูอิสเดินทางมาจนถึงสถานที่เขาเลือกเป็นโรงงานผลิตสินค้าของเขา ที่นี่ยังนับเป็นหนึ่งในอาณาเขตของคฤหาสน์อยู่ ซึ่งอยู่ในกำแพงชั้นใน ตอนนี้มันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เขาคาดการว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะเปิดทำการได้แล้ว

ที่ลูอิสต้องเร่งมากขนาดนี้นั้นก็เพราะว่าเขาต้องผลิตไวน์โลหิตชีวิตส่งให้กับทั้งกลุ่มการค้าสีขาวและส่วนกลางของเมือง กับเศษอีกสองร้อยขวดให้บารอนมิเกลตามข้อตกลง เพราะที่ผ่านมา 7 วันบารอนมิเกลเขาวัสดุก่อสร้างจำนวนมากมายให้เขาแล้ว ซึ่งนับเป็นเงินแล้วก็มากกว่า 500,000 แล้ว

นี่ยังไม่รวมด้านกลุ่มการค้าสีขาวที่เอาทั้งอาหารและเสบียงกับของอื่น ๆ อีกมากที่หาไม่ได้ทั่วไปมา ซึ่งก็มากกว่า 700,000 แล้ว ต้องยอมรับว่ากลุ่มการค้าสีขาวนั้นไม่ใช่กลุ่มการค้าระดับเล็ก ๆ แบบหน้าฉากแน่นอน

“ท่านบารอนแกริค นายท่านมาที่นี่ทำไมไม่แจ้งผมก่อน ผมจะได้พาท่านมาเดินดูงาน” นายช่างใหญ่อลันกล่าวด้วยท่าทางกดดัน เพราะที่ผ่านมาในทุก ๆ วันลูอิสจะเดินตรวจสอบรอบ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าผิดวิสัยของขุนนางทั่วไปเป็นอย่างมากที่ไม่ชอบลงมาดูอะไรแบบนี้

ทำให้ในทุกคนอลันมักจะกดดันตัวเองและให้งานเร่งอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าลูอิสจะตำหนิเอาถ้างานล่าช้า

ซึ่งลูอิสก็พอสังเกตเห็นในจุดนี้ได้และยิ่งทำให้เขาพอใจนายช่างใหญ่อลันเข้าไปอีก

“ไม่เป็นอะไรหรอก ทำงานของนายช่างใหญ่ไปเถอะ จริงสิที่นี่จะเสร็จเมื่อไหร่” ลูอิสถาม

“เออสิบ...ไม่สิน่าจะอีก 10 วันขอรับ” อลันตอบไปตามจริง ที่จริงเขาจะตอบว่า 15 วันแต่เลือกจะเร่งมาหน่อย

“อืม ทำงานให้ดีอย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาดแล้วก็สร้างกำแพงล้อมรอบโกดังเหล่านี้สูง ๆ หน่อยอีกสักชั้นหนึ่ง ทางเข้าให้มีแค่ทางเดียวพอ”

“ขอรับ” นายช่างใหญ่อลันตอบรับทันที แต่ในใจมีรอยยิ้มขมขื่นเล็กน้อย เพราะดูเหมือนมีงานเพิ่มอีกหน่อยแล้ว

ลูอิสสังเกตเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของนายช่างใหญ่อลันก็หยิบบางอย่างออกมาจากในกระเป๋าของตนเอง ที่จริงเขาหยิบมาจากในช่องเก็บของผู้เล่น

“จริงเอาเครื่องดื่มนี่ไปดื่มดู แค่ครั้งละครึ่งขวดพอนะ มันช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้ เป็นยาของผู้เยียวยา แล้วก็ควรจะกลับไปนอนสักวันหนึ่ง งานให้ช่างคนอื่นดูแลไปก่อนก็ได้” ลูอิสเสริมไปด้วยประโยคที่ว่าเป็นยาของผู้เยียวยาเพื่อให้นายช่างใหญ่เห็นความสำคัญของมัน

แถมเขายังอนุญาตให้ไปนอนพักให้เต็มอิ่มได้อีกหนึ่งวัน เนื่องจากที่ขอบตาของนายช่างใหญ่อลันนั้นดำคล้ำและร่างกายเหมือนจะผอมลงไปพอสมควร

“ขอบคุณท่านบารอนอย่างยิ่งขอรับ” นายช่างใหญ่อลันรับมาด้วยความตื่นเต้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยา หรือการที่จะได้กลับไปนอนทั้งวันกันแน่

“ไม่เป็นไร” ลูอิสโบกมือพร้อมรอยยิ้ม เพราะเขาพึ่งได้รับการแจ้งเตือนจากระบบว่าพลังงานศรัทธาของนายช่างใหญ่อลันมาถึง 80 แล้ว

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด