ตอนที่แล้วย้อนเวลากลับสู่วันโลกาวินาศ ตอนที่ 9 อำนาจและความน่ากลัวของตระกูลหลิน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปย้อนเวลากลับสู่วันโลกาวินาศ ตอนที่ 11 ความเกรี้ยวโกรธของหลินฟาน

ย้อนเวลากลับสู่วันโลกาวินาศ ตอนที่ 10  รู้สึกเหมือนโดนข่มขู่และคุกคาม


ตอนที่ 10  รู้สึกเหมือนโดนข่มขู่และคุกคาม

“อากกกกก!!!”

“รถพยาบาล!!! ใครก็ได้เรียกรถพยาบาล!!!”

“ไม่!!! อากกกก!!!”

“อากกกก!!!! ขาฉัน!!!!”

“อากกกกก!!! แขนฉัน!!!”

เสียงกรีดร้องดังสนั่นไปทั่วห้องโถงตระกูลหลิน พวกแขกไม่ได้รับเชิญทุกคนต่างก็โดนหักแขนหักขาตามคำสั่งของหลินฟาน แต่ครั้งนี้ผู้คนในห้องโถงไม่ค่อยหันหน้าหนีหรือปิดตาแบบฉากน้ำกรด เพราะการหักแขนหักขาครั้งนี้ไม่มีเลือดออกมาให้เห็น ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าหวาดกลัวเท่าไหร่

เหตุผลที่ไม่มีเลือดออกมาให้เห็น มันก็เป็นเพราะว่าพวกบอดี้การ์ดของตระกูลหลินฝึกกันมาเป็นอย่างดี พวกเขาสามารถหักได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ หนำซ้ำยังหักได้ในจุดที่ทรมานที่สุดและคนที่โดนหักก็จะไม่ตายแน่นอน เพราะรู้ว่าไม่ตายแน่นอน มันจึงเป็นเหตุผลที่หลินฟานหักแขนหักขาของคนเหล่านี้แต่ก็ยังไม่ส่งตัวไปรักษาหรือเรียกรถพยาบาลมารับ แต่เขากลับปล่อยเอาไว้ให้ทรมานด้วยความเจ็บปวด

ก่อนหน้านี้ มีพวกที่ไม่ยอมเลือกว่าให้หักแขนหรือหักขาเพราะทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เจออยู่ไม่ทัน หลินฟานเลยเลือกให้ว่าผู้หญิงโดนหักขา ผู้ชายโดนหักแขน ภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้เลยเป็นผู้หญิงแขนหักสองข้าง ผู้ชายขาหักหนึ่งข้าง

หลินฟานมองพวกที่นอนร้องอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็พรางคิดในใจ

“ อนาคตของคนพวกนี้มันจบแล้ว

“หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนโลกก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งวันโลกาวินาศ แขนหักขาหักไม่มีทางรักษาให้หายได้ภายในหนึ่งเดือนแน่นอน และในเมื่อพวกนี้ยังไงก็ไม่น่ารอด เราที่เป็นต้นเหตุก็ควรเอาชีวิตของคนเหล่านี้มาใช้งานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำเหมือนกับผู้ล่าที่ดีที่เวลาฆ่าแล้วก็ต้องกินให้หมด”

ชีวิตของคนเหล่านี้จบไปแล้วจริงๆ

ก็จริงอยู่ที่คนบางคนเป็นคนรวยหรือมีอำนาจ แต่หากแขนขาใช้การไม่ได้แบบนี้ ต่อให้รวย ต่อให้มีอำนาจ เรื่องพวกนั้นมันก็ไร้ความหมายเพราะคนเหล่านี้คงต้องโดนคนใกล้ตัวสังหารเพื่ออำนาจและผลประโยชน์กันแน่ เพราะรู้ว่าในอนาคตต้องเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น หลินฟานจึงบอกว่าชีวิตของพวกเขาจบแล้ว

อีกอย่าง หลินฟานก็ไม่มีความคิดที่จะปล่อยคนพวกนี้ออกไปจากคฤหาสน์ตั้งแต่แรก หากเรื่องนี้แดงออกไปต่อให้เป็นตระกูลหลินก็คงได้รับผลกระทบทางชื่อเสียง หากตระกูลหลินฆ่าไปหนึ่งหรือสองคน ตระกูลหลินก็พอจะปิดข่าวได้ แต่ด้วยจำนวนหลายสิบคนแบบนี้ต่อให้เป็นตระกูลหลินก็ไม่สามารถปิดข่าวได้

หลินฟานไม่ได้กลัวตำรวจ หรือกลัวกฎหมายภายในมณฑลหลินนาน แต่หลินฟานกลัวการเคลื่อนไหวของรัฐบาลกลาง หากรัฐบาลกลางรู้เรื่องการหักแขนหักขาคนมีหน้ามีตาคนจำนวนมากในมณฑลหลินหนาน บวกกับเรื่องที่ตระกูลหลินซื้ออาวุธและอาหารจำนวนมาก รัฐบาลกลางต้องไม่ยอมอยู่เฉยๆ กันแน่

แต่หากมีแค่เรื่องซื้ออาวุธและอาหารจำนวนมากเพียงเรื่องเดียว พวกรัฐบาลกลางก็คงจะเลือกแค่ดูเชิงกันไปก่อน ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่หลินฟานต้องการให้มันเป็น

หลินฟานไม่ต้องการปะทะกับรัฐบาลกลางก่อนวันโลกาวินาศ เพราะยังไงซะรัฐบาลกลางก็จะล่มสลายหลังเกิดวันโลกาวินาศอยู่แล้ว แค่ปล่อยเอาไว้เดี๋ยวพวกนั้นก็ตายๆ กันไปเอง หลินฟานจึงไม่คิดจะสู้กับพวกนั้น

“คุณหลิน ชายแกคนนี้ขอเสนอความคิดได้หรือไม่”

โอหยางห่าวก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมกับพูดต่อหน้าหลินฟานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

หลินฟานพยักหน้าให้แล้วพูดขึ้น

“เชิญ”

“ตอนนี้พวกเราควรเอาคนเจ็บไปโรงพยาบาลก่อนครับ ด้วยอำนาจของตระกูลหลินเรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหาใหญ่อะไร แต่ว่า หากมีการตายเกิดขึ้นพวกตำรวจคงเข้ามาสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และนักข่าวก็คงเล่นข่าวเรื่องนี้ ชื่อเสียงของตระกูลหลินคงเสียหายอย่างมากถ้าข่าวนี้รู้ถึงหูคนภายในประเทศ และอำนาจของตระกูลหลินในมณฑลหลินหนานก็จะลดลงด้วย”

โอหยางห่าวเสนอความคิดของตัวเอง

ถ้าหากโอหยางห่าวรู้ว่าหลินฟานกำลังจะซื้ออาวุธจำนวนมาก โอหยางห่าวก็คงไม่เสนอความคิดส่งตัวไปโรงพยาบาลออกมาแน่นอน ดีไม่ดี เขาคงเสนอให้กำจัดหลักฐานโดนการฆ่าพวกที่โดนหักแขนหักขาทิ้งทันทีเลยก็ได้ ที่เขาเสนอความคิดนี้เป็นเพราะเขาไม่รู้เรื่องการสั่งซื้ออาวุธล็อตใหญ่

หลี่หมิงพูดเสริมความคิดโอหยางห่าวว่า

“ผู้นำตระกูลโอหยางพูดถูกแล้วครับคุณหลิน หากมีการตายเกิดขึ้นอาจมีปัญหาถึงตระกูลหลินของพวกเราได้ ให้ผมโทรเรียกรถพยาบาลมาเลยไหมครับ?”

หลินฟานคิดว่าที่สองคนพูดออกมัน… ไร้สาระ!

หลินฟานมองไปทางโอหยาวห่าวและหันมองหลี่หมิงด้วยแววตาไม่พอใจ เขาทำใจเรื่องโอหยางห่าวได้เพราะโอหยาวห่าวไม่รู้เรื่องอาวุธ แต่หลี่หมิงนี่สิ! หลินฟานมองหลี่หมิงด้วยสายตาไม่พอใจอยู่สักพัก จากนั้นก็เค้นเสียงแล้วพูดกับทั้งสองคนว่า

“ รถพยาบาลพวกเราต้องเรียกมาอยู่แล้ว

“ แต่! พวกมันจะไม่มีใครได้ออกไปไหน พวกมันจะโดนขังเอาไว้ที่คฤหาสน์ตระกูลหลินทั้งหมด อีกอย่าง ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตระกูลหลินของพวกเราต้องกลัวตำรวจและนักข่าว ตำรวจมันก็แค่หมาที่รัฐบาลกลางส่งมาเพื่อค่อยจับตาดูตระกูลหลิน

“ มณฑลหลินหลานเป็นบ้านของตระกูลหลิน ตระกูลหลินปกครองที่นี่มาก่อนที่จีนจะก่อตั้งราชวงศ์แห่งแรกซะอีก ทำไมพวกเราต้องกลัวคนอื่นในบ้านของเราด้วย ส่วนเรื่องพวกนักข่าวก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าพวกมันกล้าทำข่าวเรื่องนี้ ตระกูลหลินก็ให้รางวัลอย่างงามกับพวกที่กล้าเขียนข่าวโจมตีตระกูลหลิน

“บอกพวกสำนักข่าวไปแบบที่ฉันพูดไป ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะมีใครกล้ามาทำข่าวเรื่องการหักแขนหักขาครั้งนี้”

ตำรวจ! นักข่าว!

กลุ่มคนพวกนี้ไม่อยู่ในสายตาของหลินฟานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พวกตำรวจก็เป็นเหมือนกับหมาที่รัฐบาลกลางส่งมาเฝ้าสังเกตการณ์ตระกูลหลิน ส่วนพวกนักข่าวก็ไม่ต่างอะไรจากมดแมลงที่ตระกูลหลินจะบีบให้ตายตอนไหนก็ได้

เป็นแบบนี้แล้วทำไมหลินฟานต้องสนใจพวกมันด้วย สิ่งที่หลินฟานกังวลก็คือเรื่องรัฐบาลกลางจะเคลื่อนไหวก่อนวันโลกาวินาศเท่านั้น เขาไม่ได้กลัวผู้คนทั่วมณฑลหลินหนานรังเกียจ เขาไม่ได้กลัวผู้คนทั่วประเทศจีนรังเกียจ หรือกลัวผู้คนทั่วโลกรังเกียจ ใครจะคิดยังไงก็ช่างหัวมันเพราะเมื่อวันโลกาวินาศมาถึง ฝ่ายไหนแข็งแกร่งฝ่ายนั้นก็จะเป็นความถูกต้อง

หลินฟานพูดต่ออีกว่า

“พวกมันทรมานมามากพอแล้ว เอาพวกมันไปขังไว้ในห้องใต้ดินแล้วก็โทรให้โรงพยาบาลส่งหมอมารักษาพวกมัน”

“ครับ”

หลี่หมิงตอบรับแล้วเริ่มดำเนินการทันที พวกที่โดนหักแขนหักขาโดนเอาตัวออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว สองที่โดนน้ำกรดราดหน้าไม่ได้โดนเอาตัวไปด้วย หลินฟานต้องการปล่อยสองคนนี้ไปเพื่อแผนการในอนาคต

หลังจากพวกที่ร้องด้วยความเจ็บปวดโดนเอาตัวออกไป ภายในห้องโถงก็กลับสู่ความเงียบสงัดเหมือนเดิมอีกครั้ง

หลินฟานเตรียมตัวเปิดปากพูดถึงแผนของเขา แต่ก่อนที่หลินฟานจะได้พูดอะไรก็มีเสียงตะโกนดังมาจากประตูทางเข้าห้องโถง

“ไอ้หลานเวร!!!”

ทุกคนในห้องโถงต่างหันเหนความสนใจไปทางเสียงที่ดังขึ้น

เมื่อทุกคนในห้องมองไปเห็น พวกเขาก็พบกับชายอ้วนสวมชุดสูทกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของชายคนนั้นมีผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาดีเดิมตามมาด้วย หลายคนในห้องโถงรู้ว่าเธอคนนั้นคือใคร เพราะผู้หญิงที่เดินตามชายอ้วนเข้ามาในห้องมีชื่อเสียงพอสมควร ซูหลินหลิน ผู้หญิงที่เป็นถึงผู้ท้าชิงตำแหน่งราชินีหนังในปีนี้

แต่ซูหลินหลินก็ไม่สามารถดึงดูดสายตาได้นานนัก ทุกคนในห้องต่างก็หันเหสายตาไปทางชายอ้วน และทุกๆ คนก็มีความคิดที่เหมือนกันว่า

จีเป่ยเอ่ยจีเป่ย จีเป่ยผู้น่าสงสาร

ใช่แล้ว! คนที่ตะโกนเปิดตัวสะยิ่งใหญ่แล้วเดินเข้ามาในห้องตอนนี้ก็คือจีเป่ย และมีซูหลินหลินกำลังเดินตาม เมื่อครู่จีเป่ยแปลกใจเล็กน้อยที่มองเห็นประตูห้องโถงโดนทำลาย แต่เขาก็คิดว่าอาจจะเป็นอุบัติเหตุอะไรก็ได้เขาเลยไม่สนใจมันมากนัก ถึงจะแปลกใจที่ประตูโดนทำลายแต่จีเป่ยก็ยังไม่ลืมเป้าหมายหลักของตัวเอง

จีเป่ยดินตรงเข้าหาหลินฟานด้วยใบหน้าโมโห สำหรับคนอื่นๆ ผู้นำตระกูลหลินและตระกูลข้ารับใช้ทั้ง 10 ของตระกูลหลิน อาจเป็นตัวตนที่น่ากลัว แต่สำหรับจีเป่ยที่ผยองคิดว่าตัวเองควบคุมตระกูลหลินเอาไว้ได้ เขาไม่เห็นตัวตนเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยสักนิด

เมื่อเดินมาหยุดต่อหน้าหลินฟาน จีเป่ยก็ชี้หน้าหลินฟาน พร้อมกับตะโกนขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมว่า

“ไอหลานวะ-”

พั้ว!!!

จีเป่ย “???”

จีเป่ยทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ทัน เขายังไม่ทันทำอะไรก็โดนตัดบทสะแล้ว ตามที่จีเป่ยคิดเอาไว้ เขาจะตะโกนด่าหลินฟานให้เป็นเรื่องใหญ่จากนั้นก็จะไล่พวกตระกูลข้ารับใช้ทั้ง 10 ให้เดินทางกลับไป จากนั้นก็จะใช้ไม้อ่อนโดยให้ซูหลินหลินเป็นเครื่องมือสูบเงิน ทว่า แผนยังไม่ทันได้เริ่มต้น หน้าด้านซ้ายของเขาก็รู้สึกชาผสมกับความเจ็บก่อนสะแล้ว

โดนตบ!

เมื่อกี้ฉันโดนตบใช่ไหม!

จีเป่ยใช้เวลาตั้งสติกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปอยู่หลายวินาที จากนั้นเขาก็ชี้หน้าหลินฟานอีกครั้งด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความโกรธ แล้วเริ่มก็ตะโกนขึ้นว่า

“แกกล้าตะ-”

ตุ๊บ!!!

อ้วก!

ครั้งนี้ไม่ใช้การตบแต่เป็นหมัดเขากลางตัวของจีเป่ย หมัดของหลินฟานเขากลางตัวของจีเป่ยก่อนที่คำพูดจะออกมาจากปากของจีเป่ยจนจบ จีเป่ยคุกเข่าทั้งสองข้างลงพร้อมกับเอามือทั้งสองมากุมท้องตัวเองเอาไว้ ในหัวของจีเป่ยตอนนี้เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย

โมโห!

โกรธ!

ไม่พอใจ!

สับสน!

สงสัย!

ไม่เชื่อ!

จีเป่ยทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่าหลินฟานจะกล้าตบและต่อยท้องของตัวเองแบบนี้ ตัวตนของหลินฟานในหัวของจีเป่ยก็เป็นแค่เพียงลูกไก่ตัวเล็กๆ ที่เขาจะฆ่าให้ตายหรือสั่งให้ทำอะไรก็ได้ จีเป่ยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะโดนทั้งตบโดนทั้งต่อย โดยที่ยังไม่ได้พูดประโยคให้จบสักประโยค

หลินฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ใช้สายตามองต่ำไปทางจีเป่ยด้วยสายตาเย็นชา หากไม่ใช่เพราะเขาอยากให้จีเป่ย ไม่ใช่เพราะอยากให้ตระกูลจีต้องทรมานในวันโลกาวินาศ หลินฟานก็คงสั่งให้คนของตระกูลหลินฆ่าล้างสายเลือดตระกูลจีไปแล้ว

แต่ทั้งๆ ที่ปล่อยเอาไว้ ทั้งๆ ที่พยายามสงบใจไม่ฆ่าแล้วแท้ๆ จีเป่ยยังกล้าเสนอมาหาถึงคฤหาสน์และทำเหมือนกับว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า

ในวันโลกาวินาศ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มาชี้หน้าของหลินฟาน หลินฟานก็จะฆ่าคนที่ทำแบบนั้นทันที หรือถ้าเขาอ่อนแอกว่าเขาก็จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นและกลับมาฆ่าคนที่กล้าชี้หน้าตัวเอง หลินฟานไม่ชอบการโดนชี้หน้าเพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนข่มขู่และถูกคุกคาม มันทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามทำตัวเหนือกว่า  หลินฟานจะไม่ยอมปล่อยใครคนไหนไปเด็ดขาด หากกล้ามาชี้หน้าของเขา

แต่นี่จีเป่ยทั้งตะโกนด่า ทั้งชี้หน้า ทั้งทำท่าทางอวดเบ่งว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า

แบบนี้แล้วหลินฟานยังจะสามารถเก็บอารมณ์ของเขาเอาไว้ได้อีกหรือ ไม่แน่นอน หากนี่เป็นคนอื่นหลินฟานก็จะพอเก็บอารมณ์เอาไว้ได้ เพราะในตอนนี้ยังไม่ใช่วันโลกาวินาศ การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามันไม่ใช่เรื่องดี แต่นี่มันคือจีเป่ย จีเป่ยผู้สร้างปัญหาเอาไว้มากมาย จีเป่ยผู้เป็นต้นเหตุให้หลินฟานใช้ชีวิตลำบากในช่วงวันแรกๆ ของวันโลกาวินาศ

หากจีเป่ยไม่ไล่หน่วยรบพิเศษของตระกูลหลินออกไปจำนวนมาก หลินฟานก็คงไม่ต้องลำบากสร้างตัวเองจาก 0 เมื่อตัวการที่ทำให้ตัวเองต้องเจอเรื่องลำบากมากมายมาอยู่ต่อหน้า แถมยังชี้หน้าด่าตัวเองอีก หลินฟานจึงไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้จริงๆ

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด