ตอนที่แล้วบทที่ 16 รักษาระดับความภักดี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 18 หลัวจี๋น้ำตาตกใน

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

บทที่ 17 เข้าเส้นเข้ารอย


วันใหม่พึ่งเริ่มต้น หลังจากที่ทุกคนทำงานกันได้พักหนึ่งก็ถูกเรียกให้ไปกินอาหารเช้า เมื่อเทียบกับอาหารเย็นเมื่อวานแล้วนัน อาหารเช้าค่อนข้างจะธรรมดา แต่ละคนได้ซุปต้มกระดูกคนละถ้วย แต่คนของเผ่าคนเถื่อนเก่านั้นงุนงงอย่างมาก เผ่านี้กินอาหารถึงสองมื้อต่อวันเลยรึ หรูหราอะไรอย่างนี้!

แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตอนเช้าหน้าหนาวเช่นนี้ถ้าได้ดื่มซุปร้อนๆซักถ้วยก็คงดีมิใช่น้อย และหลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จ วันๆนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เหล่าทีมนายพรานและทีมตัดไม้ต่างพร้อมจะเริ่มงานอย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าในวันนี้มีมากกว่าสองสิ่งที่จะต้องทำ

หลังจากดื่มซุปร้อนๆจนหมดถ้วย หลัวจี๋ก็ผิวปากเรียกหลัวจิน “วันนี้ฉันมีงานสำคัญจะให้”

เมื่อได้ยินว่าเป็นภารกิจสำคัญ หลัวจินก็ยืนตัวตรงในทันที เขาเอามือตบอกและกล่าว “ท่านผู้นำสั่งมาได้เลยครับ!”

“ฉันจะส่งคนให้นายสองคน แล้วนายก็จะต้องตั้งทีมสำรวจ ฉันอยากให้นายออกสำรวจพื้นที่รอบๆแล้วก็วาดแผนที่มาให้ฉัน” เพราะนี่เป็นเกมวางแผน เขาจึงให้ความสำคัญมาก ทำไมหลัวจี๋จะไม่รู้ถึงความสำคัญของการเปิดแผนที่กันเล่า? และหน้าที่เหล่านี้ต้องตกเป็นของทีมสำรวจอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับหลัวจินแล้วนั้น เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า “แผนที่” คืออะไร หลัวจี๋ที่เตรียมตัวมาอยู่แล้วก็รีบวางแผ่นหนังสีน้ำตาลอ่อนที่เตรียมไว้ “คืออย่างนี้นะ”

ระหว่างที่กำลังอธิบาย หลัวจี๋หยิบกิ่งไม้ขึ้นมาและจุ่มลงน้ำสีจากต้นไม้ เขาเจอต้นไม้ต้นนี้โดยบังเอิญตอนที่สั่งการคนในเผ่าให้ตั้งเต้นท์เมื่อวานนี้ ใช้ในงานย้อมและสีได้ดีมาก ในยุคนี้ที่ยังไม่มีปากกาและหมึก น้ำจากไม้ต้นนี้ใช้แทนหมึกและสีย้อมได้เป็นอย่างดี

เขาวาดวงกลมเล็กๆตรงกลางหนังสัตว์ “วงกลมนี่คือทะเลสาบหมิงจิ่ง”

หลังจากนั้น หลัวจี๋ก็วาดภาพบ้านเล็กๆไว้ตรงข้างๆทะเลสาบ “นี่คือเผ่าของเรา แล้วที่ล้อมเราไว้คือป่า…”

ระหว่างที่กำลังพูด หลัวจี๋วาดภาพต้นไม้ไว้รอบๆจากนั้นก็วงกลมทั้งหมดอีก แสดงให้เห็นว่าตรงส่วนนี้คือป่าไม้ ขณะที่เขากำลังวาดอยู่นั่นเอง เสียงระบบก็ดังขึ้นมาเช่นกัน

คำเตือนจากระบบ: ขอแสดงความยินดับกับผู้เล่น “หลัวจี๋” เริ่มพัฒนา “การสร้างแผนที่” ได้สำเร็จ ได้รับแต้มอารยธรรม 100 แต้ม และแต้มวัฒนธรรม 2 แต้ม

หลัวจี๋ไม่ได้ตกใจอะไรกับเสียงของระบบ เขาคิดไว้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาสนใจที่หลัวจินมากกว่า สีหน้าของเขาแสดงถึงความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้วค่าความฉลาดของเขาก็สูงถึงสี่ดาว

ขณะที่กำลังอธิบายการวาดแผนที่ให้หลัวจิน หลัวจี๋เองก็อธิบายเรื่องเกี่ยวกับ “เหนือ ใต้ ออก ตก” ให้ด้วยเช่นกัน การอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ยากอะไรนัก พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออกและตกลงทางทิศตะวันตก เมื่อเข้าใจสิ่งนี้แล้วก็จะรู้ทิศทางได้อย่างง่ายดาย และหากมองไม่เห็นพระอาทิตย์ ก็สามารถดูทิศทางได้จากวงปีต้นไม้ได้เช่นกัน

หลังจากสอนข้อมูลพื้นฐานให้หลัวจินเรียบร้อย หลัวจี๋ก็ยื่นแผนที่ให้พร้อมกับกิ่งไม้กับสี จากนั้นก็ถาม “ฉันวาดที่อยู่ของเผ่าเรากับพื้นที่รอบๆไว้แล้ว ที่เหลือนายเองก็ต้องออกไปสำรวจแล้วก็วาดลงไปบนแผนที่นะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามมาได้”

“ครับ! ทำได้แน่นอนครับ!”

เมื่อได้ยินนำ้เสียงที่มั่นใจของหลัวจิน หลัวจี๋ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็หาทหารสองคนที่ดูฉลาดๆและมีค่าความกล้าหาญสูงสุดอย่างน้อยสามดาว ก่อนจะยื่นก้อนหินให้และเอาไปทำเป็นหอก และทีมสำรวจทีมแรกของเผ่าหมิงจิ่งก็ถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุนี้

เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การออกสำรวจนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าค่าความกล้าหาญของหลัวจินสูงสุดอยู่แค่สองดาว ดังนั้นจะให้อยู่ข้างนอกคนเดียวเป็นเวลานานก็คงเสี่ยง แต่หากมีสักสามคนก็จะสามารถช่วยดูแลกันเองได้

หลังจากมองดูทีมสำรวจออกเดินทาง หลัวจี๋ไม่รีบตรวจดูหน้าต่างสถานะแต่เรียกผู้เฒ่าของเผ่ามา เพราะตั้งแต่เมื่อวานซืนที่เขาเอาเรื่องของ “ชื่อ” ขึ้นมา ผู้เฒ่าคนนี้ที่ยุ่งอยู่ตลอดก็ค่อนข้างจะติดใจเรื่องชื่อเป็นอย่างมาก เขาเรียกตัวเองว่า เจาเหอ

ในฐานะคนที่แก่ที่สุดในเผ่า ต้องบอกว่าทักษะของเจาเหอนั้นค่อนข้างจะเยอะมาก แม้ว่าทักษะส่วนมากจะไร้ประโยชน์ก็ตาม เช่นทักษะต่อสู้ เพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการต่อสู้มีไม่ถึง 1 ดาวเลยด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าทักษะการต่อสู้ก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เขาเองก็มีทักษะชีวิตอยู่มากมาย สำหรับหลัวจี๋แล้ว สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดคือทักษะติดตัวอย่าง “การตรวจสอบสมุนไพร”

ในยุคนี้การพัฒนาเกี่ยวกับยานั้นเรียกได้ว่าไม่มี หลัวจี๋เข้าใจถึงความสำคัญของทักษะนี้ตั้งแต่ที่เห็น ทุกอย่างนั้นยากลำบากมากตอนเริ่มต้น ดังนั้นแล้วจึงสำคัญมากที่จะส่งต่อทักษะนี้ให้คนอื่นด้วย!

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลัวจี๋จึงหาคนในเผ่าที่มีค่าความฉลาดสูงสุดอยู่ที่สามดาวมา 5 คน ก่อนจะให้พวกเขาตามเจาเหอไปเก็บและศึกษาสมุนไพรโดยรอบ และเขายังส่งนักรบที่มีค่าความกล้าหาญสูงสุดอยู่ที่สามดาวออกไปคุ้มกันด้วยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญแก่การแพทย์มากแค่ไหน

ระหว่างนั้นเองหลัวจี๋ก็บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ “นามสกุล” ไปด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเด็กที่เกิดมาใหม่นั้นจะมีนามสกุลเดียวกับพ่อแม่ และเขาเองก็เพิ่มนามสกุลไปอีกสองสามชื่ออีกด้วย และนั่นทำให้ระบบส่งเสียงเตือนขึ้นมาโดยที่เขาไม่คาดคิด เขาได้รับแต้มพัฒนา “ระบบนามสกุล” 2 แต้ม และแต้มวัฒนธรรม 2 แต้มพร้อมกับแต้มอารยธรรมอีกนิดหน่อย

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องทำในวันนี้และนั่นทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ในตอนที่กำลังจะหาที่พักผ่อนอยู่นั้นเอง หลัวหยงก็เข้ามาหาเขา

เขามองไปที่หลัวหย่งและกระพริบตาปริบๆ “มีอะไรเหรอ?”

“ท่านผู้นำ ท่านไม่มีงานอะไรให้ข้าเลยหรือครับ?” หลัวหย่งเกาหัวแกรกๆ แต่ก่อนนั้น การล่าสัตว์เป็นหน้าที่ของเขา แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไป การล่าสัตว์จะไปตกอยู่กับทีมนายพราน และนั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเขาไม่ได้อยู่ในทีมนายพราน!

เมื่อเห็นทีมตัดไม้ที่กำลังทำงาน ทีมนายพรานเองก็ออกไปล่า และพวกคนจับปลาก็เริ่มจับปลากันแล้ว กระทั่งหลัวจินก็ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยสำรวจออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ ผู้หญิงและเด็กๆก็ทำตาข่ายและหาเหยื่อกัน นั่นทำให้เขารู้สึกไม่มีอะไรทำ

เมื่อได้ฟังดังนั้น หลัวจี๋ก็ตบไหล่หลัวหย่งและดึงมาข้างๆ “นายเป็นนักรบอันดับหนึ่งของเผ่าเรา นายคือหัวหน้า หน้าที่นายคือปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยแล้วก็พัฒนาตัวเอง แล้วก็นะ…”

ขณะที่กำลังพูดอยู่ หลัวจี๋ก็มองไปยังเต็นท์ใหม่และลดเสียงลงเล็กน้อย “พวกเขาพึ่งจะเข้ามา ตอนนี้ก็คงยังจะปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ลองไปช่วยหน่อยล่ะ?”

เมื่อได้ยินคำของหลัวจี๋ หลัวหย่งนั้นก็ไม่ได้โง่ เขาทำหน้าจริงจังและพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับท่านผู้นำ”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด