ตอนที่แล้วบทที่ 15 ทักษะใหม่ที่ไม่คาดคิด
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 17 เข้าเส้นเข้ารอย

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

บทที่ 16 รักษาระดับความภักดี


เขาปรับอารมณ์อีกครั้ง ในวันนี้ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่ต้องทำแล้ว เพราะหลังจากที่ช่วยสมาชิกใหม่ตั้งเต็นท์เสร็จ มันก็เกือบมืดเสียแล้ว

แม้ว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่เพราะล่าหมาป่ามาได้เยอะ ดังนั้นจึงมีเนื้อหมาป่าเพียงพอให้ทุกคนไม่ต้องหิวในคืนนี้ และนี่ยังไม่พูดถึงปลาที่วันนี้จับมาได้ค่อนข้างเยอะอีก แม้ว่าทุกคนจะงานยุ่งไปหมด แต่พวกเขาก็ยังจับได้ตั้ง 7 ตัว

และในบรรดาปลาทั้งเจ็ดตัวนั้น เหมือนว่าจะมีสองตัวที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ แม้ว่าหลัวจี๋จะไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่เขาได้ยินเสียงจากระบบพร้อมกับแต้มการผลิต 6 แต้ม และทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็ช่วยเพิ่มการพัฒนาการประมงขึ้น 2 แต้ม นั่นทำให้ตอนนี้เขามีแต้ม “การประมง” อยู่ 3 แต้ม

หลัวจี๋เปิดหน้าต่างสถานะออกมา และใช้อีกเจ็ดแต้มเพื่อเพิ่มระดับ “การประมง” ขึ้นเป็นระดับ 1 การเพิ่มระดับ “การประมง” นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพและโอกาสสำเร็จในการจับปลาขึ้น 10% ต่อระดับ! ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดอย่างแน่นอน

สำหรับการจัดการปลาเจ็ดตัวนั้น หลัวจี๋เป็นคนจัดการ “เสร็จแล้ว!” เขาตะโกนออกมา

การมีทะเลสาบหมิงจิ่งขนาดใหญ่อยู่ข้างๆเช่นนี้ช่วยทำให้ได้โบนัสการประมง 20% นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมการพัฒนาการประมงของเผ่าเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในอนาคตคงมีปลาไม่เพียงพอต่อการจับ

นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ดีในการช่วยรักษาระดับความภักดี ในมุมมองของหลัวจี๋ ค่าความภักดี 70 แต้มนั้นยังไม่เพียงพอสำหรับเขา มันยังมีโอกาสเกิดการกบฎได้อยู่ ประชาชนที่ดีนั้นต้องมีอย่างน้อย 80 แต้ม

อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้หรอกว่าหากผู้เล่นคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า ก็คงจะกระอักเลือดออกมาไม่น้อย

เพราะปกติแล้ว หลังจากผู้เล่นโจมตีเผ่าศัตรูและยึดประชากรมาได้ แค่ประชากรใหม่นี้มีค่าความภักดีเกิน 70 ก็โคตรจะโชคดีมากแล้ว แต่อันที่จริงแล้ว ส่วนมากค่าความภักดีจะอยู่ที่ประมาณ 60 กว่าๆเสียมากกว่า และค่าความภักดีหากต่ำกว่า 60 นั้นจะอยู่ในระดับที่ย่ำแย่อีกด้วย ส่วนการที่ได้ค่าความภักดี 80 มาตั้งแต่แรกเนี่ย? เรียกได้ว่าโชคดีเกินใครเลยก็ว่าได้!

ดังนั้นแล้วสำหรับผู้เล่นคนอื่นๆในช่วงมือใหม่นี้ การรักษาความมั่นคงภายในเผ่าเอาไว้และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการต่อต้านขึ้นนั้นเป็นปัญหาหลัก มีผู้เล่นหลายคนที่ต้องพ่ายแพ้ไปเพราะปัญหาความภักดีของเผ่าที่หลังจากเกิดการต่อต้านขึ้นหลายครั้งก็เกิดการก่อกบฎขึ้น นั่นทำให้พวกเขาต้องสูญสิ้นไปนั่นเอง

นั่นทำให้ทักษะของหลัวจี๋ที่ช่วยเพิ่มค่าความภักดีให้โดยตรง 10 แต้มนั้นเป็นอะไรที่ทำให้คนอื่นต้องอิจฉาเลือดตากระเด็น

ตกกลางคืน กลิ่นหอมของอาหารกระจายอบอวลไปทั่วทั้งเผ่า เหล่าคนที่มาใหม่นั้นไม่ได้กินอะไรมาหลายวันก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

หลัวจี๋ตัดสินใจว่าจะต้องทางเพิ่มค่าความภักดี ถึงจะทำอะไรไม่ได้มากก็ตาม ในยุคที่การเป็นอยู่นั้นยากลำบากไม่มีอาหารมากเพียงพอ การรักษาค่าความภักดีให้สูงอยู่นั้นเรียกได้ว่าเป็นเรื่องยาก หาากเป็นสถานการณ์ปกติ แค่มีอาหารพร้อมกับที่อยู่ที่ปลอดภัยและมั่นคงให้ ค่าความภักดีก็ไม่ลดลงไปแล้ว แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะทำทั้งสองอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เรียกได้ว่าหลัวจี๋นั้นโชคดีอย่างเห็นได้ชัด เขาเจอสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างทะเลสาบหมิงจิ่งตั้งแต่วันแรกทำให้ได้รับแต้มอารยธรรมจำนวนมาก อีกทั้งเขายังมีแหล่งจับปลาอยู่ใกล้ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยที่เขาไม่ตายเสียก่อน เผ่านี้ก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารอีกต่อไปแล้ว

เขาโบกมือเพื่อบอกให้ทุกคนแจกจ่ายเนื้อหมาป่าย่างและซุปปลาใหทุกคน เหล่าคนที่มาใหม่ไม่คาดคิดว่าตนจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลยสักนิด

เมื่อเทียบกับวันคืนที่พวกเขาได้กินอาหารแค่มื้อเดียวโดยไม่มีมื้อต่อไปอีกหลายวัน เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้ว ภาพตรงหน้านั้นเป็นอะไรที่งดงามอย่างมาก มากเสียจนไม่คิดว่าเป็นความจริง แต่กลิ่นอาหารที่ลอยเข้ามาในจมูกนั้นทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นความจริง!

ความรู้สึกของแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณและตื่นเต้น หลังจากพูดขอบคุณออกมา พวกเขาก็ลงมือกินอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับอดีตหัวหน้าเผ่าคนเถื่อน สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ดูซับซ้อน เขาเองก็เคยนำเผ่าของตนเพื่ออยู่รอดท่ามกลางหิมะและน้ำแข็งนี้ และความต่างระหว่างเขากับหลัวจี๋ก็ถูกแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดในความอ่อนแอของตน

เมื่อเห็นดังนั้น หลัวจี๋ก็เปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาเพื่อยืนยัน ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก เขาคิดไม่ผิดเลยว่าค่าความภักดีเพิ่มขึ้น

หลัวจี๋ที่กำลังอารมณ์ดีก็หัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็หันไปมองเนื้อหมาป่าในมือ เมื่อเทียบกับซุปปลาแล้ว เขารู้สึกสนใจเนื้อหมาป่ามากกว่า เพราะในโลกของเขานั้น หมาป่าพวกนี้เป็นสัตว์อนุรักษ์ หากเป็นสถานการณ์ปกติเขาคงไม่ได้กิน แต่ในยุคนี้หมาป่ามีอยู่ทั่วไปหมด…

เขาอ้าปากและกัดลงไปคำโต หลังจากนั้นไม่นาน รอยยิ้มของหลัวจี๋ก็ค่อยๆหายไป ให้ตายสิ! แค่เคี้ยวอย่างเดียวก็ปวดแก้มแล้ว แถมกัดแทบไม่ลงเลยซักนิด! แถมเนื้อนี่ก็ยังเปรี้ยวแล้วก็ฝาดอีกแถมยังเหนียวยังกับจะฆ่ากันให้ตาย ถ้าไม่มีเครื่องปรุงกับหม้อความดันนี่ เนื้อหมาป่านี่กินไม่ได้เลยสักนิด!

เมื่อมองไปยังคนในเผ่าที่กำลังกินเนื้อหมาป่าและยิ้มอย่างมีความสุข หลัวจี๋ก็รู้สึกซับซ้อนขึ้นมาในใจ ทำไมเขารู้สึกว่าเมื่อมองสีหน้าของคนพวกนั้นแล้ว เหมือนเขาไม่ได้กินอะไรอย่างเดียวกันอยู่เลยนะ

แน่นอนว่าเขารู้ว่าสำหรับคนพวกนี้แล้ว แค่ได้มีเนื้อกินก็เป็นอะไรที่มีความสุขมากแล้ว ใครจะไปเกลียดเนื้อหมารสเปรี้ยวและเหนียวนี่กันเล่า?

เขาพยายามจะไม่คายเนื้อหมาป่าชิ้นใหญ่ที่อยู่ในปากที่ไม่ได้กินมานานออกมา หลัวจี๋พยายามกลืนมันลงไปทั้งชิ้นก่อนจะรีบซดซุปปลาลงไปสองอึกใหญ่ตามไปในทันที เขาคิดว่าเนื้อชิ้นนี้ก็คงเพียงพอให้เขาย่อยทั้งคืนแล้ว…

ในตอนนี้เขาไม่คิดจะกัดลงไปเป็นคำที่สองแน่ เขากลัวว่าจะท้องอืดหากกินมากไป อีกทั้งในวันนี้เขายังรู้สึกเหนื่อยมากอีกด้วยจึงคิดจะเข้านอนเร็ว หลังจากทักทายคนในเผ่าและบอกให้อย่าลืมเฝ้าเวรยามให้ดี หลัวจี๋ก็กลับไปยังเต็นท์ของตน

ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดไม่มีสิ่งใดรบกวน และในยามเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลัวจี๋ก็เดินบิดขี้เกียจออกมาจากเต็นท์ วันนี้เขาตื่นค่อนข้างไว และเสียงเตือนการได้รับแต้มอารยธรรมของระบบก็ช่วยเป็นนาฬิกาปลุกให้เขาได้เป็นอย่างดี

และสิ่งที่เขาต้องทำในวันนี้เขาก็คิดไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ขุดหาเหยื่อเพิ่มและทำอวนจับปลาอีก การพัฒนาการประมงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และอีกอย่าง ต้องทำหอกหินและขวานหินเพิ่มด้วย เพราะจำนวนคนในเผ่านั้นเพิ่มขึ้น ทำให้เหล่าทหารใหม่ต้องได้รับอาวุธใหม่ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าเขาจะมอบอาวุธให้กับนักรบที่มีค่าความภักดีมากกว่า 80 ก่อนเป็นอย่างแรกและค่อยๆลดหลั่นลงไป

นอกจากนี้ หลัวจี๋ยังเลือกนักรบที่มีทักษะ “นายพราน” พร้อมกับผู้ช่วยอีกสองสามคนและตั้งขึ้นเป็นทีมล่าสัตว์ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทีมล่าสัตว์จะทำหน้าที่ล่าสัตว์และหาเนื้อมาให้คนในเผ่า

หลังจากนั้นเขาก็แจกจ่ายขวานหินไปให้เหล่านักรบใหม่ที่มีค่าความภักดีเกิน 80 และให้พวกเขาออกไปตัดต้นไม้รอบๆ เพราะว่าค่ายในตอนนี้ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไรนัก หากถูกสัตว์ป่าหรือคนเถื่อนเผ่าอื่นๆโจมตีมันเป็นอะไรที่เสี่ยงเกินไป

หลัวจี๋คิดว่าจะตัดต้นไม้เพิ่ม ขณะจัดการเคลียร์พื้นที่อยู่อาศัยรอบๆทะเลสาบหมิงจิ่งและตัดไม้เป็นแท่งๆเพื่อจะเอามาล้อมรอบเผ่าในภายหลังเพื่อสร้างกำแพงป้องกัน และหากทำเช่นนี้ได้สำเร็จ ความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด