ตอนที่แล้วบทที่ 7 ตั้งถิ่นฐาน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 9 ความสุขเบ่งบาน

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

บทที่ 8 พัฒนาเผ่า


ด้วยความที่เขาตั้งชื่อไม่เก่งและไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวมากนัก เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้ว สิ่งสำคัญก็คือนามสกุล เขาหาที่นั่งก่อนจะหาก้อนหินที่เหมาะๆมาทำหอกหินและขวานหินเพิ่ม อย่างแรกสุดคือทำเพื่อนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดสี่คนของเผ่า จากนั้้นก็ค่อยไปให้นักรบคนอื่นๆ

ในฐานะนักรบคนแรก หลัวหย่งมีขวานหินอยู่แล้ว แต่ดูเขาเองก็ค่อนข้างจะสนใจในหอกหินเช่นเดียวกัน เขาหยิบหอกหินขึ้นมาและมองดูไปมา จากนั้นก็ส่ายหัว “เบาไป”

“น้ำหนักของขวานหินค่อนข้างจะหนักแล้วก็รุนแรง ส่วนหอกหินนั้นได้เปรียบตรงความยืดหยุ่นและระยะการโจมตี ถาหากมันเบาไปล่ะก็ ลองใช้ขวานหินสองอันสิ” หลิวจี๋ยื่นขวานหินที่พึ่งทำเสร็จให้หลัวหย่ง

“ข้าเอาไปสองอันได้จริงหรือครับ?” หลัวหย่งหยิบขวานหินไปด้วยความตื่นเต้น อันที่จริงแล้วเขาอยากได้ขวานหินสองอันตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ เพราะจากความแข็งแกร่งของเขา การใช้ขวานหินด้วยมือแต่ละข้างนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่าคนในเผ่าคนอื่นนั้นยังไม่มีอาวุธ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีนักที่เขาจะเอาไปสองอันด้วยตัวคนเดียวหรือจะเอ่ยปากขอ

“ไม่เป็นไรๆ” หลัวจี๋โบกมือ “ตราบใดที่เราหาหินได้ เดี๋ยวก็ทำได้อีกเยอะแยะ พอเจ้าออกไปล่าสัตว์ก็ลองหาๆดูว่ามีหินอะไรที่ดูเหมาะๆบ้าง แล้วก็เอามันกลับมาด้วยก็แล้วกัน เพราะยังไงแล้วเจ้านี่ก็ทำง่ายมาก ไม่ยากเกินไปสำหรับคนเดียวหรอก”

ด้วยเหตุนี้หลัวหย่งจึงพยักหน้าหงึกๆก่อนจะแกว่งขวานหินของตนไปมาด้วยความตื่นเต้น ขณะที่นักรบคนอื่นๆที่พึ่งได้รับอาวุธไปต่างรู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน

หลังจากนั้นพักหนึ่ง คนสอดแนมที่หลัวจี๋ส่งไปก็กลับมาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้า เขายืนยันหมู่บ้านของศัตรูเรียบร้อยแล้วและทิ้งรอยนำทางไว้ตลอด ข่าวเรื่องนี้ทำให้เหล่านักรบในเผ่ารู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้ว การที่ได้รู้ตำแหน่งศัตรูนั้นคือการกุมความเหนือกว่า!

หลัวจี๋ที่กำลังประสบปัญหาของประชากรของเผ่าเมื่อก่อนหน้านี้ กลับกำลังหาวิธีการจัดการเผ่าของศัตรู ในขณะเดียวกัน เขาก็ชื่นชมคนสอดแนมของเขาและตั้งชื่อให้ในทันที หลัวจิน เขาเป็นคนที่สองที่ได้รับชื่อถัดจากหลัวจี๋ และนั่นทำให้เหล่าคนในเผ่าจ้องมองมาด้วยความอิจฉา

หลังจากนั้นท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดลง พวกเขาเริ่มก่อไฟทำอาหาร เมื่อถึงตรงนี้หลัวจี๋ก็ถอนหายใจ อย่างน้อยเขาก็ไม่จำเป็นต้องสอนก่อไฟ

อย่างไรก็ตาม ในสภาพอากาศเย็นเยียบเต็มไปด้วยหิมะเช่นนี้ ลมนั้นแรงเกินไปและอาจมีหิมะตกลงมาบ้างครั้งคราว ซึ่งเพิ่มความยากเย็นในการจุดไฟอีกขั้นหนึ่ง กว่าจะได้ประกายไฟมานั้นยากเย็นนัก และหากไม่ระวัง ลมอาจพัดมันปลิวได้ในพริบตา….

และในท้ายของวันนี้ หลัวจี๋ที่หิวโหยจนไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้ก็เริ่มหันมองไปทั่ว จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไป ภายใต้สายตาของคนอื่นที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เขาขยับหินก้อนใหญ่สองสามก้อนและสร้างเป็นเตาหินธรรมดาๆขึ้นมา

คำเตือนจากระบบ: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น 'หลัวจี๋' ที่สร้าง 'เตาหินธรรมดา' สำเร็จ ได้รับแต้มอารยธรรม 20 แต้ม แต้มวัฒนธรรม 2 แต้ม และแต้มอุตสาหกรรม 2 แต้ม

“หือ เตาหินนี่ช่วยเพิ่มทั้งแต้มวัฒนธรรมแล้วก็แต้มอุตสาหกรรมพร้อมๆกันเลยอย่างนั้นเหรอ?” หลัวจี๋ที่ไม่มีเวลามาเรียนรู้ในตอนนี้ก็คิดขึ้นมาในใจ ขณะเดียวกัน เขาก็ปรับแต่งมันอีกนิดหน่อย และคิดจะหาหม้อหินและถ้วยมาวาง

สำหรับของพวกนั้น เหมือนว่าเหล่าผู้หญิงในเผ่าจะมีประสบการณ์ในการสร้างมัน เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้วก็ต้องเอาไว้ใช้ใส่น้ำ ทุกคนช่วยกันทำและสร้างมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ว่าหน้าตามันดูย่ำแย่ไปหน่อย แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้ ถ้าหากมันใช้ได้ใครจะไปสนใจกันเล่า?

เขาให้พวกผู้หญิงทำถ้วยมาอีกนิดหน่อย ก่อนที่หลัวจี๋จะบอกให้ชายในเผ่าสองคนยกหม้อหินและนำไปล้างที่ทะเลสาบ ระหว่างทางเขาก็เรียกสองคนที่นั่งอยู่ข้างรูจับปลากลับมาด้วย

หลัวจี๋คาดว่าพวกเขาคงนั่งยองๆอยู่ตรงนั้นมาเกือบสามชั่วโมงแล้ว แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เหมือนว่าวันนี้จะไม่ได้เหยื่อ “เอาล่ะ วันนี้พอก่อนละกัน ล้างหม้อหินนี่แล้วก็เตรียมกิน…”

หลังจากที่หลัวจี๋พูดจบ หน้าของชายที่ถืออวนจับปลาก็เปลี่ยนไปในทันที หลังจากสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวภายในอวน เขาก็รีบยกอวนขึ้นมาในทันที! ก่อนที่หลัวจี๋จะเห็น เสียงจากระบบก็ดังขึ้นมาบอกเขาก่อนอะไรเสียอีก…

คำเตือนจากระบบ: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น 'หลัวจี๋' ค้นพบ 'ปลาคาร์พ' เป็นครั้งแรก ได้รับแต้มอารยธรรม 30 แต้มการผลิต 3 แต้ม และ “การประมง” พัฒนาขึ้น +1!

“ฮ่าๆๆ ฮะๆๆๆ……” เขาไม่ได้สนใจเสียงของระบบ เมื่อมองดูปลาคาร์พที่กำลังดิ้นอยู่ในอวน เขาก็อดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้ เมื่อคนอื่นๆได้ยินผู้นำของตนหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสุข พวกเขาเองก็เริ่มหัวเราะออกมาตามๆกัน

เหตุผลที่หลัวจี๋มีความสุขมากนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาจับปลาได้ แต่เป็นเพราะเจ้าปลานี่พิสูจน์ว่าเขาคิดถูก! และนับตากนี้ ตราบใดที่สร้างตาข่ายจับปลามาเพิ่มและทุบรูน้ำแข็งเพิ่มอีกสองสามจุด พวกเขาก็จะสามารถพัฒนาความสามารถในการจับปลาได้ จากนั้นเผ่าของพวกเขาก็จะแก้ปัญหาเรื่องอาหารได้ ไม่ต้องพูดถึงที่ว่าที่ทะเลสาบหมิงจิ่งแห่งนี้มีโบนัสสำหรับ “การประมง” อีกตั้ง 20%!

“ท่านผู้นำ นี่หรือคือปลาที่ท่านว่า?” ผู้เฒ่าจำคำที่หลัวจี๋กล่าวเมื่อตอนเช้าได้ และหลังจากได้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนในอวน เขาก็จำขึ้นมาได้ในทันที

“ใช่แล้ว นี่แหละ” ขณะที่พูดอยู่ หลัวจี๋ก็บอกให้อีกฝ่ายโยนปลาลงพื้น และเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆที่ไม่เคยเห็นปลามาก่อนได้มายุ่งกับปลาและทำอะไรแปลกๆไป หน้าที่ในการฆ่าปลาตัวนี้จึงตกเป็นของผู้นำอย่างเขา

โชคยังดีที่ประสบการณ์ในการอยู่คนเดียวมากมายหลายปีนี้ได้ช่วยให้เขาได้ฝึกทักษะการใช้ชีวิตเป็นอย่างดี ดังนั้นแล้วการฆ่าปลาก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆ เขามองดูปลาที่กำลั้งดิ้นอยู่บนพื้น ในยุคของเขานั้น เขาไม่เคยเห็นปลาคาร์พที่ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน และมันเป็นปลาธรรมชาติด้วย คงจะมีคนรวยหลายคนที่ยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อปลาตัวนี้แน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นหลัวจี๋ก็ตัดสินใจทำต้มปลา

เขาหยิบหินเหมาะมือขึ้นมาก้อนหนึ่งก่อนจะฟาดลงไปเข้าที่หัวของปลาคาร์พ จากนั้นก็หยิบหินที่ใช้ทำหอกมาเพื่อใช้แทนมีด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หินนี้มันทื่อไปจริงๆ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแล่ปลาตัวนี้ สภาพตอนขอดเกล็ดนั้นดูไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว ถ้าหากมีมีดทำครัวมันก็คงไม่ยากเช่นนี้

ภายใต้การจับจ้องของทุกคนพร้อมด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลัวจี๋ก็แล่ปลาลงใส่หม้อ ในยุคนี้นั้นไม่มีเครื่องปรุงเลยแม้แต่อย่างเดียว มีเพียงหม้อต้มน้ำกับปลาสดๆ และเนื้อกวางเสียบเนื้อย่าง

หลังจากหิวโหยมาทั้งวัน ทุกคนต่างเฝ้ารอเวลานี้ หลัวจี๋ช่วยแบ่งเนื้อกวางย่างให้แต่ละคน แม้กวางนั้นจะตัวไม่ได้เล็ก แต่ว่าการจะให้ทุกคนได้กินจนอิ่มหนำนั้นก็เป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยทุกคนก็ได้กินกันคนละนิดคนละหน่อย

หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาก็คงจะมีความสุขที่ได้มีอาหารตกถึงท้อง แต่ในวันนี้ พวกเขาดูจะเหม่อลอยกันเล็กน้อย ปากก็เคี้ยวเนื้อกวางไป แต่ว่าตาจ้องมองไปที่ต้มปลาของหลัวจี๋ แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขาต่างอยากรู้จักว่าอาหารแปลกใหม่นี้คืออะไรกันแน่

หลัวจี๋เดาว่าได้เวลาแล้วจึงยกท่อนไม้ที่วางไว้บนหม้อแทนฝาขึ้น ก่อนที่เขาจะมองเห็นชัดๆ กลิ่นหอมสดใหม่ก็พวยพุ่งเข้าใส่หน้าเขาแล้ว นั่นทำให้หลัวจี๋ต้องกลืนน้ำลาย เขาพบว่าต้มปลาในหม้อนั้นเริ่มดูมีสีขาวนวลแล้ว เพียงแค่จ้องมองดูก็ทำให้ขาสั่นไม่หยุดแล้ว ในตอนนั้นเอง หลัวจี๋และสายตาอีกทั้ง 35 คู่ก็จับจ้องมายังหม้อต้มปลานี้ ทุกคนต่างอยากลิ้มลองมัน

แต่น่าเสียดายที่แม้ปลาคาร์พนั้นจะตัวใหญ่ แต่หม้อหินนั้นไม่ใหญ่พอและไม่สามารถทำซุปให้มากกว่านี้ได้ เหมือนว่าวันนี้จะได้แต่ให้ทุกคนซดชิมไปกันก่อน เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้ว ทะเลสาบก็อยู่ข้างๆ ตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่ ใครจะไปกลัวว่าจะไม่ได้กินซุปปลากัน?

หลัวจี๋ลงมือแบ่งต้มปลาออกใส่ถ้วย ก่อนจะกิน เขาได้หยิบก้างปลาออกให้และบอกให้พวกเขาระวังตัว เพราะมไ่ว่าอย่างไรแล้ว ปลาน้ำจืดพวกนี้ก็มีก้างปลาเยอะ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเตือนไปแล้ว แต่ก็มีคนไม่น้อยที่โดนก้างปลาแทงเหงือกจนต้องร้อง “โอ้ย” ออกมา แต่โชคยังดีที่ก้างนั้นเล็ก ดังนั้นพวกเขาจึงยังกินเนื้อกวางกันได้

หลังจากซดต้มปลาจนหมดถ้วย หลัวจี๋ก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด แน่นอนว่ามันไม่มีเครื่องรุงเลยสักนิด แต่ว่าต้มปลานั้นอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นเพราะเขาหิวจนแทบจะเป็นลมก็ได้กระมัง ทุกสิ่งจึงอร่อยเช่นนี้

หลังอาหาร หลัวจี๋นั่งลงข้างๆกองไฟและลูบท้อง พูดตามตรงแล้ว เขายังอิ่มไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ และเขาได้กินแค่มื้อเดียวในวันนี้ แต่เขาได้ยินจากคนในเผ่าบอกว่าแค่นี้ก็โชคดีแล้วที่มีอาหารกิน บางครั้งที่พวกเขาหาเหยื่อไม่ได้ พวกเขาจำต้องดื่มน้ำอย่างเดียวเป็นเวลาหลายวันเพื่อประทังชีวิต

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลัวจี๋ก็อดถอนหายใจให้กับความลำบากของคนยุคนี้ออกมาไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เขาก็ถอนหายใจให้กับวิธีการพัฒนาเผ่านี้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด