ตอนที่แล้วบทที่ 1 The Rise of Civilization
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 3 การตั้งถิ่นฐาน

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

บทที่ 2 เริ่มตั้งตัว


ขณะที่กำลังแยกแยะข้อมูลที่เกาซูบอก หลัวจี๋ก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา และก็พบว่าตัวเองถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มคนเถื่อนที่สวมใส่หนังสัตว์!

“บัดซบ!” เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ หลัวจี๋ก็กรีดร้องขึ้นมาในใจ “อะไรเนี่ย ฉันตกไปอยู่ในมือของพวกคนเถื่อนตั้งแต่แรกเริ่ม!?”

"ทําไงดีทำไงดี?" สมองของเขายุ่งเหยิงและใบหน้าของเขาก็เริ่มซีดเผือดขึ้นเล็กน้อย

“คนพวกนี้ไม่ได้กินคนใช่ไหม?” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลัวจี๋รู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยที่เปราะบางของเขาสั่นสะท้าน หากคนป่าเหล่านี้เป็นมนุษย์กินคนหรืออะไรทำนองนั้นจริงๆ ชะตากรรมของเขาก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่ไหม?

ในตอนที่เขากำลังสับสนอยู่นั้นเอง ชายชราที่ถือไม้เท้ากับเคราที่ดูยุ่งๆราวกับวัชพืชก็เดินเข้ามา “ท่านผู้นำ ทุกคนกำลังรอให้ท่านตัดสินใจอยู่”

หลัวจี๋ตกใจคำพูดของอีกฝ่าย สีหน้ากลับมาตกตะลึงอีกครั้ง พลางชี้มาที่ตัวเองแบบงงๆ “ท่านผู้นำ?”

หลังจากพูดจบ เขาเองก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้ มีบางสิ่งที่คล้ายกับการตั้งค่าของระบบพุ่งเข้ามาในใจของเขา เขาคือผู้นำของชนเผ่าเล็กๆนี้ และที่ตั้งของพวกเขาถูกทำลายโดยพายุหิมะเมื่อห้าวันก่อน ทำให้พวกเขาต้องออกหาสถานที่อยู่อาศัยแห่งใหม่

พอลองคิดดูดีๆแล้ว มันดูคล้ายคลึงกันเล็กน้อยกับจุดเริ่มต้นของ Savage 6 และหลังจากพบว่าอันที่จริงแล้วคนเถื่อนเหล่านี้เป็นคนของเขา หลัวจี๋ก็พบว่าก่อนหน้านี้ที่เขาจะรู้สึกว่าคนเถื่อนเหล่านี้มีดวงตาสีแดงและดูน่ากลัวนั้นเป็นผลทางจิตวิทยา และพอดูดีๆแล้ว แม้ว่าคนพวกนี้จะดูน่ากลัว แต่พวกเขาก็เต็มไปด้วยความเคารพและในสายตาและยังมีความกังวลใจจากการพลัดถิ่น

เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกจับตาโดยคนเถื่อนทุกคน แม้มันจะน่าอึดอัดเล็กน้อยแต่เมื่อได้รู้ว่าคนพวกนี้จะไม่ทำอะไรเขา ความกังวลใจก็ลดน้อยลง

เมื่อหลัวจี๋ลุกขึ้น เขาก็มองดูการแต่งตัวของตัวเอง เขาใส่ชุดหนังสัตว์ และสภาพแวดล้อมในตอนนี้มีลมแรงและหิมะตก ไม่แปลกใจเลยที่มันจะหนาวมาก

พูดถึงเสื้อผ้า เพราะมันเป็นสมัยโบราณ เพราะงั้นแล้วก็อย่าไปสนใจเรื่องนั้นมากเลย

“ดูเหมือนว่างานแรกคือการหาที่อยู่ใหม่ซึ่งเรียกว่าการตั้งถิ่นฐาน…” ความสนใจของเขามุ่งไปที่งานในการหาข้อตกลงอย่างรวดเร็ว หลัวจี๋ มองไปรอบ ๆ คิดอย่างจริงจัง “สำหรับ การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกเป็นสิ่งสำคัญมากในการหาทำเลที่ดี ถ้าอยู่ในเกม เงื่อนไขพื้นฐานต้องมีต้นไม้ อาหาร และแม่น้ำ สำหรับทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ ทรัพยากรหรูหรา ฯลฯ แน่นอน ยิ่งดี แต่ตอนนี้อากาศหนาวและหิมะตก ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่พบสถานที่ ที่จะปักหลักเร็วๆนี้ บางทีอาจมีคนหนาวตาย…”

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลัวจี๋ได้หันกลับไปดูเผ่าของเขาอีกครั้ง เขาเห็นคนประมาณสามสิบคน รวมทั้งคนชรา ผู้หญิง และแม้กระทั่งเด็ก มีสามสี่คนเป็นผู้ชายที่ดูค่อนข้างแข็งแกร่งและมีไม้ขนาดใหญ่อยู่ในมือ ซึ่งทำให้หลัวจี๋นึกถึงจุดเริ่มต้นของเกม คนที่ถืออาวุธระยะประชิด นั่นคือนักรบ!

หลัวจี๋ที่ตรวจสอบคนในเผ่าเรียบร้อยแล้ว ก็ได้สำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆอีกครั้ง ตรงที่พวกเขาอยู่นั้นเป็นป่า เรื่องไม้คงไม่ต้องกังวล แต่เรื่องอาหารนี่สิ

ในขณะนี้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเกมและความเป็นจริง ถ้าหากเป็นเกม เขาก็คงจะรู้ได้ง่ายๆแล้วว่าตรงช่องนั้นมีข้าวหรืออาหารอยู่หรือไม่

“ว่าแต่ มีแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า” หลังจากที่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเกมกับความเป็นจริง หลัวจี๋ก็ตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งน้ำจืด เพราะมันทำให้ผู้คนสามารถอยู่ได้นาน

ยิ่งกว่านั้น หลังจากพบแม่น้ำแล้ว เขาอาจจะหาปลากินได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลัวจี๋ตัดสินใจทันทีที่จะตั้งถิ่นฐานที่ริมแม่น้ำ!

“ท่านผู้นำ ข้าพึ่งออกไปสำรวจทางนั้นมา ที่นั่นมีแม่น้ำ!” ท่ามกลางฝูงชน คนเถื่อนคนหนึ่งที่ร่างกายดูเล็กก็ชูมือขึ้นมา

นั่นทำให้เขาถูกตำหนิโดยผู้เฒ่า "เด็กเลว! ห้ามออกไปไหนโดยที่ข้าไม่ได้บอกสิ! ด้วยร่างกายเล็กๆของเจ้า ไม่กลับรึจะถูกหมาป่าจับไปกินอย่างเลยรึ!"

ในนี้ ในหมู่พวกเขา ชายชราเฒ่าผู้นี้เป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดและมีสถานะสูงสุด กล่าวได้ว่า เขาเป็นรองเพียงหลัวจี๋เท่านั้น เพราะในยุคและสิ่งแวดล้อมนี้ อายุมักจะแสดงถึงภูมิปัญญา ผู้สูงอายุมักจะเทียบเท่ากับคนฉลาดที่จะพูดตรงๆด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น คนหนุ่มสาวสามารถสอนเด็กๆบางอย่างได้เป็นครั้งคราว เมื่อเวลาผ่านไปและแก่ตัวลงก็จะได้รับความเคารพจากผู้อื่น

เมื่อพบว่าชายชราโกรธ เด็กหนุ่มที่อ้าปากพูดก็ก้มหน้าลงทันที รับฟังคำสั่งสอนด้วยความรู้สึกผิด

"ไม่เป็นไร" เมื่อหลัวจี๋เห็นสิ่งนี้เขารีบโบกมือและบอกว่ามันไม่สําคัญเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่กําลังเติบโตจึงเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ว่าชายชราจะโกรธ แต่เขากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กๆ เพราะชนเผ่านี้เป็นชนเผ่าเล็กๆ และจำนวนเด็กและคนชราก็เยอะ

ยิ่งกว่านั้น ในเวลานี้หัวใจของหลัวจี๋ ก็พองโตด้วยความสุข

เมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น สิ่งที่เขาคิดได้เป็นอย่างแรกคือนักสำรวจ! เมื่อเล่นเกม การจะสร้างแผนที่นั้นต้องออกสำรวจ และนักสำรวจเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงแรก และต้องสามารถค้นหาภูมิประเทศได้ชัดเจน นี่คือพรสวรรค์ในการเป็นนักสำรวจ

“มานี่ นำทางไปแม่น้ำที่เจ้าบอก” เขาโบกมือให้เด็กหนุ่มคนนั้น เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเป็รผู้นำที่เรียกเขา เขาวิ่งไปหาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดอยู่ดี

"ในเมื่อไม่มีใครบอก ทำไมเจ้าถึงออกสำรวจรอบๆกัน?" หลัวจี๋ถามเด็กหนุ่มขณะที่ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับตัวตนของเขาในขณะที่เดิน

อีกฝ่ายไม่คิดอะไรมาก ก่อนเกาหัวแกรกๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าแค่คิดว่า จะออกมาเดินสำรวจรอบๆก่อน ทุกคนจะได้ปลอดภัยครับ”

“นี่แหละ! จิตวิญญาณของนักสำรวจ!” นอกจากนักรบสี่คน ยังมีนักสำรวจหนุ่มเพิ่มมาอีกคน หลัวจี๋คิดว่าการเริ่มต้นนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไรนัก

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด