ตอนที่แล้วบทที่ 10 แผนพัฒนา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 12 หมาป่ากระโจนเข้าฝูงแกะ

นิยาย ทิวาหมื่นอารยะ : Rise of Civilization

บทที่ 11 ตัดสินใจครั้งใหญ่


เช้าวันถัดมา หลัวจี๋ที่นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มขนสัตว์ห่อตัวเหมือนปอเปี๊ยะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยคำเตือนจากระบบ

คำเตือนจากระบบ: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น 'หลัวจี๋' ได้รับแต้มอารยธรรม 100 แต้ม (จากทะเลสาบหมิงจิ่ง)

คำเตือนจากระบบ: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น 'หลัวจี๋' ได้รับแต้มอารยธรรม 6 แต้ม (จากเผ่า 'หมิงจิ่ง')

“อือ?” หลิวเจี๋ยที่เหนื่อยมาตั้งแต่เมื่อวานและไม่ได้มีเวลาพักหายใจมาจนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกมึนๆสับสนอยู่ในหัว เขาไม่ได้ยินว่าระบบพูดอะไรเลยแม้แต่น้อย เปิดตาไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่งัวเงียตอบไป เขาก็ดึงผ้าห่มคลุมตัวอีกครั้งและหลับต่อไป

เขาหลับต่อไปอีกประมาณสิบยี่สิบนาที ก่อนที่อยู่ๆก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา! เขามองไปรอบๆเต็นท์ที่กำลังอยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงลมเย็นที่พัดเข้ามาเรื่อยๆผ่านช่องว่างของเต็นท์ หลัวจี๋ก็ตัวสั่นขึนมา ก่อนที่จะตื่นอย่างเต็มตา

“งั้นนี่ก็ไม่ใช่ความฝัน….”

เขาขยี้หัวแรงๆก่อนจะตั้งสติและกลับสู่สภาพเดิมในที่สุด “อืม เราจะได้แต้มจากทะเลสาบหมิงจิ่ง 100 แต้มทุกวัน แต่ไม่คิดเลยว่าคนในเผ่าก็จะช่วยเพิ่มแต้มในทุกๆวันด้วย แต่แค่ 6 แต้มเนี่ยนะ น้อยไปรึเปล่า? หรือว่าเผ่าของเรามีคนน้อยไป? หรือว่าจะล้าหลังเกินไป?”

เขาพยายามหยุดความคิดที่จะมุดเข้าไปนอนต่อในผ้าห่มหนังสัตว์ หลัวจี๋เดินออกมาจากเต็นท์ด้วยแรงใจที่ตั้งมั่น เพราะไม่ว่าจะอยู่ยุคไหน การจะตื่นขึ้นมาตอนหน้าหนาวให้ได้นั้นเป็นบททดสอบแรงใจอย่างแท้จริง

“ท่านผู้นำตื่นแล้ว! ท่านผู้นำตื่นแล้้ว!” เมื่อเขาเดินออกมาจากเต็นท์ เด็กๆที่อยู่ข้างนอกก็ตะโกนออกมาในทันที

หลัวจี๋สัมผัสได้เลยว่าทุกๆคนนั้นต่างจับจ้องมาที่เขา ทำให้เขาอดเขินขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้ ดูจากสภาพแล้ว เหมือนว่าเขาเป็นคนสุดท้้ายที่ตื่น และในตอนนี้คนในเผ่ากำลังเฝ้ารอคำสั่งจากเขา ผู้เป็นผู้นำอยู่

“อะแฮ่ม…” เขาไอเบาๆสองทีเพื่อดับความอาย หลัวจี๋พูดขึ้นมาอย่างช้าๆ “เอาล่ะ เตรียมไฟทำอาหารเช้ากัน”

เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็หันไปมองหน้ากัน ในตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอะไร ในยุคนี้นั้นอาหารนั้นเป็นสิ่งที่หายาก และพวกเขาไม่มีความคิดในการทำอาหารเช้า จนในท้ายที่สุดผู้เฒ่าก็เดินออกมาและกล่าว “นายท่าน เมื่อคืนนี้พวกเรากินอาหารจนหมดแล้ว หากพวกเราล่าเหยื่อในวันนี้ไม่ได้ ทุกคนก็จะต้องทนหิว”

“ไม่ใช่ว่ากระดูกกวางก็ยังอยู่ตรงนั้นรึไง? แค่เอากระดูกพวกนั้นมาต้มเป็นน้ำซุปกระดูกก็ได้แล้ว” หลัวจี๋เตรียมตัวเอาไว้อยู่แล้วสำหรับเรื่องนี้ อันที่จริงแล้วหากเขาจับปลาไม่ได้เมื่อวาน เขาก็คิดจะทำน้ำซุปกระดูกกวาง แต่เพราะเมื่อวานมีปลา วันนี้กระดูกเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้เป็นอาหารเช้าแทน ถึงการดื่มน้ำซุปกระดูกแต่หัววันจะค่อนข้างเลี่ยนไปนิด แต่ว่าอย่างนอยมันก็ดีกว่าทำงานโดยท้องว่าง อีกทั้งกระดูกยังเปี่ยมไปด้วยโภชนาการต่างๆมากมาย!

เพราะความภักดีที่มากกว่า 90 ทำให้พวกเขาไม่ตั้งคำถามใดๆกับหลัวจี๋ ในเมื่อพวกเขารู้แล้วว่าจะทำอะไร พวกเขาก็ลงมือทำกัน

หลัวจี๋เองก็เริ่มทำงานด้วยเช่นกัน การต้มซุปไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น เขาปล่อยให้พวกผู้หญิงในเผ่าเก็บกิ่งไม้และเถาวัลย์เพื่อมาทำอวนจับปลาเพิ่ม ในขณะที่เด็กๆก็ขุดหาเหยื่อไป พวกผูชายก็เอาก้อนหินไปทุบทำรูบนทะเลสาบน้ำแข็งเพิ่ม แน่นอนว่าเขาคิดจะพัฒนาการตกปลาให้เยอะๆ จะปล่อยให้โบนัสการประมง 20% ของทะเลสาบหมิงจิ่งเสียเปล่าไปไม่ได้

เมื่อวานนี้กว่าพวกเขจะทอดอวนจับปลาก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว แต่พวกเขาก็ยังจับปลาคาร์พมาได้ ในวันนี้พวกเขาเริ่มจับกันแต่เช้า ทุบรูเพิ่มอีกนิดหน่อยและทอดอวนเพิ่มอีก พวกเขาจะได้ปลาเพิ่มอีกรึเปล่านะ? ปลาพวกนี้มีสารอาหารสูง ตราบใดที่พวกเขามีสารอาหารเพียงพอ ถึงท้้องจะหิวบางแต่พวกเขาก็็จะมีชีวิตรอด

ซุปปลาสีขาวนมสุดแสนอร่อยนั้นทำให้คนในเผ่าต่างประทับใจ แม้พวกเขาจะยังหิวอยู่บ้าง แต่ก็มีแรงเหลือเฟือ

หลังจากที่สั่งการอะไรต่างๆเรียบร้อย หลัวจี๋ก็มองไปที่กระดูกของกวางที่เหลืออยู่ ตัวกวางนั้นมีกระดูกอยู่เยอะพอสมควร หม้อเดียวคงไม่เพียงพอ และถ้าเอากระดูกลงไปแค่ไม่กี่ชิ้นคงไม่น่าพอ หลัวจี๋คิดว่าพวกเขาคงไม่ต้องเก็บกระดูกนี้ไว้ หลังจากต้มเสร็จไปหม้อหนึ่งก็ต้มเพิ่มอีกสักสองสามหม้อจะได้มีน้ำซุปอุ่นๆเพียงพอสำหรับทุกๆคน

หลังจากทำซุปกระดูกเรียบร้อยแล้วเขาก็แจกจ่ายให้ทุกคน หลัวจี๋ถือกระดูกที่ยาวและตรงชิ้นหนึ่งไว้ในมือ ก่อนจะเรียกนักรบสี่คนกับผู้ชายคนอื่นๆที่มีความสามารถในการต่อสู้บ้างให้มานั่งตรงหน้าเขา

“พี่น้อง! วันนี้เป็นวันสำคัญ!” ขณะที่พูด หลัวจี๋ก็ดึงหลัวจินมาข้างๆ “เมื่อวานนี้ หลัวจินได้ทำการไล่ตามเจ้าพวกนั้นไปจนเจอที่อยู่ของพวกมัน และตอนนี้ก็ได้เวลาที่เหมาะสมแก่การลงมือ! คนในเผ่าของเรานั้นมีจำนวนน้อย และหากจะเข้าปะทะตรงๆพวกเราก็คงไม่มีกำลังมากพอ และนี่ไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นแล้วแล้วในวันนี้ พวกเราต้องใช้โอกาสนี้ในการจัดการกับศัตรูและแย่งชิงคนของอีกฝ่ายมา!”

“โอ้!!!!” หลังจากได้ยินคำพูดของหลัวจี๋ กำลังใจของเหล่านักรบในเผ่าหมิงจิ่งก็พุ่งขึ้นสูงลิ่ว พวกเขาชูหอกหินและขวานขึ้นพร้อมกับส่งเสียงร้องตะโกนออกมา

เมื่อเห็นการตอบสนองของเหล่านักรบในเผ่าแล้ว หลัวจี๋ก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ในเกมวางแผนแบบนี้ ถ้าไม่เป็นพวกสายฟาร์มก็เป็นพวกสายกล้าม

พวกสายฟาร์มนั้นชอบพัฒนาเผ่าตัวเองแบบสงบๆเงียบๆ หาทรัพยากรณ์ ฝึกกำลังทหาร และเสริมการป้องกันให้เมือง ส่วนพวกสายกล้ามนั้น ถ้าให้พูดตรงๆก็คือพวกบ้าสงคราม เริ่มมาก็ไล่ทำลายยึดเมืองและทรัพยากรณ์ของอีกฝ่ายในทันที

อันที่จริงแล้วจากนิสัยของหลัวจี๋นั้น จริงๆแล้วเขาชอบจะนั่งฟาร์มแบบสงบๆมากกว่า และด้วยการที่เขาอยู่ติดทะเลสาบหมิงจิ่งเช่นนี้ การพัฒนาการประมงก็เป็นไปอย่างราบลื่น แต่สุดท้ายแล้วมันก็มีพวกที่ไม่คิดจะปล่อยให้เขาได้อยู่แบบสงบๆ

พวกคนเถื่อนเมื่อวานนี้นั้นเป็นพวก “สายลุย” หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น ศัตรูบาดเจ็บและล้มตายไป คาดว่าหลังจากที่พวกที่บาดเจ็บนั้นหายดี พวกมันคงจะกลับออกมาไล่ล่าแย่งอาหารอีกครั้ง

ดังนั้นแล้วลงมือก่อนดีที่สุด! ดีกว่ารอให้พวกเวรนั่นจะได้ทันทำอะไร ใช้โอกาสนี้จัดการกับพวกมันเลยจะดีเสียกว่า! และยังสามารถแย่งประชากรของพวกมันมาช่วยเพิ่มกำลังของเผ่าเขาเพื่อเพิ่มความเร็วในการพัฒนาได้อีกต่างหาก และนี่เป็นสิ่งที่เขาคิดจากการเลือกพัฒนาสกิลสายการทหารเมื่อคืนนี้!

หลังอาหารเช้า หลัวจี๋ก็ไม่รีรออีกต่อไป เขาไม่อยากจะให้การต่อสู้นั้นลากยาวไปถึงกลางคืน เขาหยิบหอกหินขึ้นมาและพานักรบจากเผ่าที่เขาเลือกไปสิบคน ก่อนจะออกเดินทางไปด้วยความดุดัน

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด