ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 22 เมืองแตกพ่าย แต่ฉันยังมีชีวิตอยู่ (City is fallen and I am still alive)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 24 สนธิสัญญาทาเวีย (Treaty of Tavia)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 23 ในที่สุด! กว่าจะมาได้ ( Finally! it's about time )


ในที่สุด! กว่าจะมาได้

 ( Finally! it's about time )

เมืองโฟลิกเต็มไปด้วยเปลวเพลิง เกือบทั้งตัวเมืองถูกกองกำลังแฟแลงซ์เข้ายึดอย่างง่ายดาย เหลือเพียงแค่พื้นที่เก็บสินค้าและของภายในตัวเมืองโฟลิก หรือก็คือส่วนที่มีแม่นํ้าติดอยู่ข้างหลังของเมือง ตัวบ้านเรือนที่รายเรียงกันกลายเป็นป้อมขนาดย่อมๆ โกดังใหญ่กลายมาเป็นที่มั่นสุดท้ายของกองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว ทั้งคนเจ็บและผู้ที่ยังต่อสู้ได้พยายามยิงปกป้อง กันไม่ให้ข้าศึกศัตรูบุกเข้ามาได้ แต่มันจะสามารถกันได้นานเพียงใดกันแน่? หลายคนสงสัยภายในความสิ้นหวัง…

ภายในโกดังเก็บไม้ ที่มั่นสุดท้าย ศูนย์บัญชาการชั่วคราว ที่เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

รางเล็กของผู้บัญชาการสูงสุด และผู้แทนจากอาณานิคมอาริกาเซีย กำลังยืนมองรายชื่อและเอกสารเสบียงอาวุธที่ถูกขนย้ายเข้ามาเก็บในพื้นที่โกดัง สลับกับแผนที่แนวป้องกันสุดท้ายที่ถูกจัดวางไว้โต๊ะ ลาสและนายทหารชั้นสูงคนอื่นๆได้วางแผนป้องกันเอาไว้หากไม่สามารถต้านทานยับยั้งกำลังหลักของแฟแลงซ์ได้

จุดศูนย์กลางของสายบัญชาการคือโกดังแห่งนี้ และแนวป้องกันที่วางเอาไว้เป็นบ้านเรือนสูงสามชั้นที่มีทางเข้าหลายทาง ก่อนที่เมืองจะแตกหลายสัปดาห์ก่อน พวกเขาได้ทำลายบ้านจำนวนมากสร้างเป็นพื้นที่โล่ง เพื่อทำทุ่งสังหารและหากกองกำลังข้าศึกเข้ามาข้างในได้ก็ต้องเจอกับเส้นทางแยกมากมาย และกับดักที่ถูกเตรียมเอาไว้

พร้อมกับการจู่โจมรอบทิศจากตัวอาคารบ้านเรือน เมื่อต่อสู้ในสภาพแวดล้อมในเมือง ทหารอาสารีบหาที่กำบัง โดยปกติแล้วจะกักขังตัวเองในบ้าน นอกจากบ้านเรือนแล้ว พวกเขายังสร้างเครื่องกีดขวางและตำแหน่งต่อสู้ตามท้องถนนอีกด้วย

“ท่านดักลาส กองร้อยที่ 4 ฝั่งขวาสูญเสียอย่างมาก หมวดที่ 14 เหลือเพียง 4 นาย ตอนนี้กำลังย้ายไปเติมเต็มหมวดอื่นที่กำลังขาดกำลังพล” ดักซ์ชะงัก “ผู้บาดเจ็บจากการป้องกันรอบแรกถูกย้ายมาโกดังหมดแล้ว ถ้ายังสามารถป้องกันได้แต่ก็ไม่สามารถสลับเปลี่ยนกำลังพลได้อีกแล้วครับ”

“มีข่าวจากกองกำลังสอดแนมของอันฮัลท์บ้างไหม?” ลาสกล่าวถามหลังเขียนจดหมายคำสั่งและยืนมอบให้นายทหารคนหนึ่ง

“ยังไม่มีครับ จนกว่าพวกเขาจะกลับมาก็คงตอนที่เราไร้ลมหายใจแล้ว…”

“งั้นก็บุกมันไปเลย! ดักซ์! ให้ข้าเป็นหัวหอกทะลวงถ่วงเวลา กันไม่ให้พวกมันเข้าสังหารพวกเราจนหมดสิ้นเสียยังดีกว่ารอความตายกันหมดอยู่ที่นี้” อัมลักเอ่ยกล่าวตอบหลังที่ได้ยินความพูดที่ดูสิ้นหวังของดักซ์

“เจ้าจะบ้าหรือ!? หากพวกเจ้าบุกแล้วถูกสังหารจนหมดก่อนที่พวกเราจะหนีออกจากเมืองกันเล่า! หยุดใช้สมองกล้ามเนื้อได้แล้ว หัดคิดถึงความเป็นจริงเสียบ้าง!”

“แล้วเจ้ามีความคิดอื่นที่ดีหรือไง!?”

ทั้งสองเริ่มที่มีปากเสียงกันมากขึ้น จนขนาดที่ว่าทหารที่อยู่ในห้องเริ่มมีสีหน้าที่แตกตื่นเสียยิ่งกว่าเดิม แต่เสียงถอนหายใจที่ดังจนได้ยินจากร่างบาง ผู้นำของพวกเขา ก็ทำให้ทุกคนต้องหันมามองด้วยความสนอกสนใจ ถึงแม้ว่าบางคนจะดูมีความหวังแต่หลายคนเริ่มที่จะหมดกำลังใจในการสู้ต่อไปแล้ว

ลาสที่เห็นว่าผู้บัญชาการตั้งสองหยุดประจันหน้ากันแล้วก็กล่าวออกมา " พวกเราจะรอดก็ต่อเมื่อสู้ต่อไป จนกว่ากองกำลังสอดแนมจะกลับมาพร้อมกับเส้นทางหนี พวกเรามาแสดงให้ชาวอัลชลาฟไวส์ไม่ว่าจะจักรวรรดิใดก็ตาม แสดงให้พวกมันได้เห็นว่าพวกเราสู้ได้ พวกเราสู้ได้นานเสียกว่าลีโอเนียหรือจักรวรรดิใดๆบนทวีปแห่งนี้ ยังไงก็ตามแฟแลงซ์ก็รับแต่หัวที่ไร้ชีวิตของพวกเราอยู่แล้ว

เช่นนั้นพวกเราจะต่อต้านจนกว่าตายกันไปข้างหนึ่ง

……

.

.

.

.

.

.

36 ชั่วโมงหลังกองกำลังแฟแลงซ์เข้ายึดตัวเมืองโฟลิก ก่อนเข้าพื้นที่ส่วนใกล้แม่นํ้า ผ่านมาได้หนึ่งวันแนวป้องกันเริ่มถอยร่นเข้าใกล้ใจกลางบัญชาการมากยิ่งขึ้น เหล่าทหารอาณานิคมจากสองทวีปต่างกัดฟันสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อป้องกันที่มั่นสุดท้ายและกำจัดข้าศึกให้ได้มากที่สุด จำนวนของกองกำลังอาณานิคมลดลงด้วยความรวดเร็ว ทำให้แนวป้องกันไม่สามารถต้านทานหลื่นมนุษย์ของแฟแลงซ์ได้

เสียงปืนคาบศิลาดังตามบ้านเรือนชั้นสองและสามผ่านหน้าต่างและช่องยิงเล็กๆ กระสุนปืนสังหารทหารแฟแลงซ์ที่หาที่หลบหลังเศษไม้ เลือดนองไปทั่วทุกหนแห่ง แม้ว่าจะมีกำลังพลที่สามารถเข้าไปหลังแนวยิงได้ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา เหมือนว่าเข้าไปแล้วก็ถูกสังหารตายหมด

เข้าไปในบ้านเพื่อสังหารทหารอาณานิคมก็ไม่ได้เพราะพวกเขาปิดกันทางเข้าออกทั้งหมด ทหารแฟแลงซ์ไม่รู้ว่าหากพังประตูเข้าไปได้ กองกำลังที่ยิงอยู่ข้างบนก็จะย้ายตำแหน่งหนีออกตัวอาคารบ้านเรือนโดยทางที่สร้างเอาไว้ แต่ก็มีบ้านหลังที่อยู่สู้จนตัวตาย ทำให้การต่อสู้ภายในตัวบ้านลำบากขึ้นไปอีก

กองพลจำนวนร้อยกว่านายของแฟแลงซ์ ทะลวงบุกผ่านทุ่งสังหารของทหารอาณานิคมเข้าไปได้ ก่อนที่พวกเขาจะวิ่งหลบกระสุนปืนรอบตัว โดยที่ไม่รู้ตัวว่าเส้นทางของเมืองถูกเปลี่ยนไป นายกองแฟแลงซ์ที่ยิงตอบโต้ชั้นสองของตัวบ้านกล่าวกับผู้ใต้บัญชา

“วิ่งไป! วิ่งไป! อย่าหยุดวิ่งมิเช่นนั้นพวกเจ้าจะตายกันหมด!” น่าเสียดายที่หลังจากที่พวกเขาวิ่งตามเส้นทางมาได้ลึก ก็ต้องเจอกับทางตัน ตรงหน้าเป็นสิ่งกีดขวางจำนวนมาก และหากมองดูดีๆแล้วจะเห็นปากกระบอกปืนที่เล็งมายังที่พวกเขา

“ถอยเร็ว! ออกจากที่นี่เร็ว!” นายกองแฟแลงซ์รีบสั่งการด้วยความรวดเร็ว แต่เมื่อหันหลังกลับพร้อมลางสังหรณ์ของตน ก็พบกับเกวียนขนของจากไหนไม่รู้ปิดทางเอาไว้

ยิง! เสียงคำสั่งจากข้าศึกทำให้นายกองของแฟแลงซ์ต้องเบิกตากว้าง ไม่นานเสียงคำรามของปืนคาบศิลาก็ดังขึ้นจากผู้ที่อยู่ข้างหลังเกวียนม้าและสิ่งกีดขวางทั้งสองฝั่ง กระสุนสังหารพุ่งทะลุร่างของทหารแฟแลงซ์อย่างไร้ความเมตตา

และเนื่องจากเป็นที่โล่งทำให้การยิงในรอบเดียวก็สามารถปลิดชีพไปได้มาก ต่อด้วยการยิงรอบสองก็ปลิดชีวิตทหารแฟแลงซ์จนหมดถนน การปิดล้อมสังหารจำนวนมากแบบนี้เจอขึ้นมาได้สองครั้งได้แล้ว หากกองกำลังแฟแลงซ์เข้ามาลึกข้างในแนวป้องกันก็จะพบแต่ความสูญ จนกว่าพวกเขาจะไล่ยึดบ้านทุกหลังของแนวป้องกันนี้ได้พวกเขาก็จะยังต้องเจอกับดักแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“เก็บอาวุธและกระสุนจากศพแล้วรีบกลับไปประจำตำแหน่งโดยเร็ว!” หนึ่งในทหารอาริกาเซียตะโกนกล่าวกับคนอื่นๆ

พวกเขารีบค้นศพของชาวแฟแลงซ์ ทั้งอาวุธปืนของแฟแลงซ์ ลูกปืน ดินปืน ทุกอย่างถูกเก็บขึ้นมาทั้งหมด แน่นอนว่ามันคือการตรวจสอบว่าใครยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย เพื่อไม่ให้คนที่รอดไปบอกต่อ เพราะยังไง คนตายพูดไม่ได้อเมื่อเก็บของเสร็จก็ย้ายตำแหน่งไปยังพื้นที่ป้องกันต่อไป

ในตอนนี้สายบัญชาการของกองกำลังอาณานิคมแทบจะไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจจะเป็นนายทหารชั้นสูงหลายคนตายไปจำนวนมาก ทำให้ชั้นผู้น้อยขึ้นมาบัญชาการแทน และบางส่วนก็เป็นการจับกลุ่มโดยที่ไม่มีผู้นำ โดยรับคำสั่งกองบัญชาการกลางอีกที

หนึ่งในจุดที่ถูกทิ้งก็ยังคงมีการยิงปืนเพื่อสกัดอยู่บ้าง อย่างเช่นส่วนกลางแนวหน้าสุดของแนวป้องกัน ชายสองคนผู้มาจากสองทวีปกำลังแอบอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง

“เฮ้ย! พวกเราข้ามแม่นํ้าหนีไปไม่ได้หรือไง ไหนๆเมืองโฟลิกก็อยู่ในมือของแฟแลงซ์ ไม่เห็นจำเป็นต้องสู้ต่อในเมืองนี้ก็ได้มิใช่หรือ?” นายทหารจากโดสสเลเลนกล่าวกับสหายของเขาซึ่งเป็นชาวอาริกาเซีย

ทั้งสองกำลังประจำตำแหน่งหน้าสุดของสิ่งกีดขวางซึ่งปิดกันทางเข้าจุดหนึ่งเอาไว้ เนื่องจากเป็นจุดที่ล่าถอยไปแล้วทำให้คนที่กันอยู่มีเพียงแค่สองคน หน้าที่ของพวกเขาคือการยิงตอบโต้ไม่ให้ทหารแฟแลงซ์รู้ว่าพวกเขาได้ล่าถอยไปนานแล้ว

“คิดว่าเจ้าจะรอดในดินแดนศัตรู!? ต่อให้เจ้าหนีทัพปลอมตัวเป็นชาวบ้านชาวเมือง อีกหน่อยเจ้าก็ถูกเกณฑ์ไปอีกอยู่ดี สู้เอาชีวิตจนกว่าหาไม่เสียยังดีกว่า” เขาชะงัก “ข้านะ เชื่อมั่นในตัวของท่านดักลาสเสียยิ่งกว่าพวกลีโอเนียอีก! ถ้าเป็นไปได้ข้าก็พร้อมที่จะแลกชีวิตเพื่อให้ ชายคนนั้นได้รอดกลับไ--” ไม่ทันได้กล่าวจบทหารชาวอาริกาเซียก็กระชากตัวเพื่อนของเขาออกจากตรงที่แอบกันอยู่

เปรี้ยงงง เป็นเสียงดังอีกครั้งที่ทำให้หลายคนถึงกับสั่นกลัว พลังเวทสีทองสง่าแต่แฝงไปด้วยความน่ากลัวทำลายสิ่งกีดขวางออก ทั้งสองหันไปมองผู้ที่ทำให้เกิดการระเบิด หญิงสาวผมบลอนด์ประกายทอง และดาบที่ดูสูงส่ง สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งแฟแลงซ์ พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม

“ข้าดีใจที่ได้พบเจ้า เอาไว้โลกหน้าหากได้เจอกันอีก ข้าสัญญาว่าจะพาเจ้าไปเจอน้องสาวข้า ลาก่อนอาโก้

“เช่นกันวอลเตอร์…

……

.

.

.

.

.

.

แนวป้องกันสุดท้าย เหลือทหารที่สามารถสู้ได้เพียงไม่ถึงพันนาย เกือบของกองกำลังเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้น ลาสที่ถืออาวุธของตนของกับพลทหารข้างๆ ชายหนุ่มจับจ้องกองกำลังแฟแลงซ์ที่กำลังสู้อยู่อีกฝั่งของโกดัง

หลายคนจ้องมองชายหนุ่มผู้บัญชาการอยู่กับพวกเขาจนถึงวาระสุดท้าย เป็นภาพที่หาได้ยากอย่างยิ่งที่ผู้นำระดับสูงจะมาสู้จนตัวตายกับทหารชั้นผู้น้อย หากลาสไม่ได้เสียงจากผู้บัญชาการสหจักรวรรดิ เขาได้ใจจากทหารอาณานิคมทั้งหมดทุกคนเป็นที่เรียบร้อย

“กองกำลัง!! เล็งอาวุธ!!” ลาสตะโกนออกคำสั่งสุดเสียงด้วยตัวเอง

ตั้งแต่เริ่มตอ่สู้ภายในเมืองโฟลิก นี้เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้ออกคำสั่งหลังไม่ได้เป็นคนนำกองกำลังมานาน

รองบัญชาการของลาส ดักซ์ และ อัมลัก อยู่ข้างหน้าของโกดังพร้อมกับทหารชาวอาริกาเซียทั้งหมด ส่วนแนวหลังข้างในโกดังเป็นชาวโดสสเลเลน

ในขณะที่อีกผู้นำทัพอีกฝั่งได้ยินเสียงหวานที่ดังมาจากฝั่งหนึ่งของโกดัง ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวกับทหารของตน โดยที่มีเสียงตะโกนของฝั่งโกดัง ดังพร้อมกัน

“เหล่าสาวกของพระองค์เอย!” 

“เสรีชนผู้กล้าทั้งหลายฟังเรา!”

“นั้นคือที่มั่นสุดท้ายของผู้รุกรานดินแดนแห่งแสงอันสงบสุขของมิตรเรา! จงนำชัยชนะมาให้พระองค์! เตรียมตัวเข้าจู่โจม พระเจ้าทรงโปรด!!”

“เชื่อมั่นในตัวเรา! ไม่จำเป็นต้องสนใจชัยชนะในการหยุดยั้งฝั่งตรงข้าม! ลุกขึ้นยืนยัดไปพร้อมกับเรา! พี่น้อง!  จงมีชีวิตต่อไป… เราต้องได้กลับบ้าน!!”

“จู่โจม!!”

“ยิง!!”

สิ้นเสียงทั้งสองก็เปิดฉากต่อสู้ครั้งสุดท้าย ปืนคาบศิลาของทั้งสองฝั่งต่างปลดปล่อยแสนยานุภาพ ในขณะที่นักเวทย์ฝั่งแฟแลงซ์ระดมปล่อยเวทมนตร์ใส่กำแพงโกดัง จนไฟไหม้ไปทั่ว โชคดีที่ด้านหลังโกดังเป็นที่โล่งสำหรับวางจัดเก็บสินค้าจึงกลายเป็นพื้นที่ของคนเจ็บแทน หลังชนแม่นํ้า หน้าชนกองทัพแฟแลงซ์ ลาสยิงสังหารข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ออกจากโกดังมาช่วยแนวหน้าสุด ลาสและถือปืนคาบศิลาคู่ใจกดไกปืน ยิงสังหารทหารนายหนึ่งที่ตั้งแถวอยู่ตรงข้าม บรรจุกระสุนอีกนัดด้วยความเร่งรีบ 1 นาทีสูงสุด 2 นัดถือว่าเร็วสุดเท่าที่มือของเขาจะทำได้แล้ว

เสียงกระสุนแวกอากาศพุ่งมาที่กำบังของทหารอาณานิคมดับชีวิตชาวอาริกาเซียไปหลายนาย ลาสกัดฟันทิ้งปืนตัวเองไปหยิบปืนคนตายที่บรรจุไว้แล้วมายิงต่อ

“เข้าตีประชิด!!” เสียงของสตรีศักดิ์สิทธิ์ตะโกนสั่ง ก่อนที่เธอจะวิ่งตรงมายังแนวของลาสเหมือนรู้ว่าผู้บัญชาการคนใคร

“เตรียมปะทะ!” ลาสสั่งหลังเห็นว่าแถวยิงของแฟแลงซ์เปลี่ยนมาเป็นการวิ่งชนแทน

เพียงแค่ไม่กี่วินาที ก่อนที่กองกำลังทั้งสองจะได้ประจัญบาน เสียงระเบิดแหวกว่ายอากาศด้วยความเร็วที่ไม่อาจจะระบุได้ มันพุ่งทะยานพร้อมเสียงที่น่ากลัวยิ่งกว่าปืนใหญ่ใดๆจะทำได้ หากที่มีสายตาที่ดีจะเห็นลูกปืนใหญ่ที่มีรูปแบบแปลกๆลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกระทบกับพื้นดิน

ตูมมม!! ตูมมม!! แรงระเบิดมากพอที่จะสังหารทุกคนทันทีที่มันกระทบกับตัวพื้น ชาวแฟแลงซ์ไม่เว้นแม้แต่สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่มีรอยไฟไหม้ที่ชุดเกาะของเธอและใบหน้าที่ดูบาดเจ็บอย่างมาก ต่างตกใจกับพลังระเบิดที่ไม่ทราบ ยกเว้นชายหนุ่งที่มีใบหน้าที่ยิ้มแป้น

“ในที่สุด! กว่าจะมาได้!” ลาสกล่าวอย่างโล่งอกโล่งใจ สมองของลาสไม่ต้องสั่งให้ร่างกายทำอะไร เพราะเมื่อเห็นว่าใครมาเป็นคนสุดท้ายของสงคราม ร่างของชายหนุ่มก็ล้มลงไปกับพื้นเสียก่อนที่ลาสจะรู้สึกตัว

“นึกว่าจะปล่อยให้ตายไปแล้วจริงซะอีก” หลับตาลง เขาก็อยากจะนอนพักในตอนนี้เลย

เหล่าทหารอาณานิคมที่เหลือรอดต่างพากันตะโกนดีใจ

พวกเขารอดแล้วคือสิ่งที่ทหารอาณานิคมทั้งสองทวีปต่างร้องเรียกอยู่ข้างในใจ อย่างน้อยก็มีชีวิตรอดต่อไปอีก ความโกรธแค้นต่อสหจักรวรรดิได้หายไปชัั่วครู่ หลังสายตาพวกเขามองเห็นธงสิงโตทองโบกสะบัดตามความเร็วลมของแม่นํ้า แต่ในขณะที่เหล่าแฟแลงซ์มองผู้มาใหม่ด้วยความโกรธแค้น แต่นอกจากนั้น ในตาขาวของพวกเขาก็คือความแกร่งกลัว กลัวตอ่ราชนาวีแห่งป่า

เสียงหวูดเรือดังจากแม่นํ้าที่ไหลเชี่ยว เรือเหล็กยักษ์เคลื่อนตัวผ่านกระแสนํ้าอย่างไร้ความกลัว บนตัวของมันมีปล่องไฟที่เต็มไปด้วยควันสีดำและเขม่าปืนจาก ปืนใหญ่ที่อยู่บนตัวมันขนาด 13.5 นิ้ว (343 มม.) ใหญ่กว่าปืนใดๆบนอองโทราล เรือเหล็กที่น่าเกรงขาม

หากผู้ใดกล้าที่จะแข็งกร้าวจักพบเจอกับความพิโรธของพวกนาง เสียงปืนของมันคือเสียงคำรามของราชสีห์ หากได้ยินเสียงคำรามนั้นจงรู้ไว้เสียว่า จักต้องมีผู้ที่สิ้นชีพตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งความสิ้นหวัง

บัดนี้ราชสีห์แห่งแดนเหนือได้มาถึงแล้ว


0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด