ตอนที่แล้วตอนที่ 42 การฟาร์มเลเวลที่รวดเร็ว(อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 44 จับจ้อง(อ่านฟรี)

นิยาย เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

ตอนที่ 43 เปิดร้านวันแรกกับลูกค้าที่ไม่คาดคิด(อ่านฟรี)


ตอนที่ 43 เปิดร้านวันแรกกับลูกค้าที่ไม่คาดคิด

เมื่อสองถึงสามเดือนก่อน ภายในเขตชุมชนผู้อพยพ ทุก ๆ วันตามปกติจะมีผู้อพยพจำนวนมาก 500 คนเข้ามายังเขตนี้ แต่ในช่วงจำนวนกลับลดลงไปมากจนเหลือผู้อพยพที่เดินทางมาถึงเมืองเอลดิลไม่ถึงร้อยคน และในบางวันจะมีแค่หลักสิบเท่านั้น

แต่รถบรรทุกทหารที่ออกจากเมืองกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 คัน พวกเขาบรรทุกนักล่า 300-500 คนไปยังจุดต่าง ๆ รอบเมืองเอลดิล เป้าหมายคือการเก็บกวาดซอมบี้หลงฝูงที่ตรงมายังเมือง เพื่อไม่ใช้พวกมันรวมตัวกันมากขึ้นจนกลายเป็นฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่

และเมื่อตกเย็นรถจะกลับเข้ามา แต่นักล่าที่ขึ้นรถกลับมานั้นน้อยกว่าที่ออกไปตอนเช้า ซึ่งมีราว ๆ 10-15% ของคนทั้งหมดที่ไม่ได้กลับเข้ามาด้วย เมื่อก่อนการตายของนักล่ามักจะไม่เกิน 5% จากคนที่ออกไป ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมาเป็นหนึ่งถึงสองเท่าตัวเลยทีเดียว ถึงอย่างนั้นในทุกวันก็จะมีคนมาเติมเต็มส่วนที่ตายของเมื่อวานเสมอ เพราะอาชีพนักล่านั้นให้ผลตอบแทนที่ดีมากเกินกว่าที่พวกเขาจะห้ามใจได้

และคนที่ตายไปส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักล่ามือใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ด้วย

และในเย็นวันนี้ก็เป็นเหมือนปกติที่รถบรรทุกกลับเข้ามา นักล่าที่มาจากเขตผู้อพยพก็ตรงกลับไปที่เขตทันที บางส่วนบาดเจ็บก็แยกไปสถานพยาบาลและพวกที่ได้ของมีค่าก็มักจะตรงเอาไปขายจากนั้นก็ใช้เงินที่ได้มา

รีดินกำลังมองดูพวกนักล่าที่เข้าไปในเขตผู้อพยพ เขาจับตามองทุกคนที่ผ่านไปมาเป็นพิเศษ แต่ก็ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง

ตั้งแต่เจอศพนักเลงที่ตายในโกดัง รีดินก็เริ่มตรวจสอบเรื่องนี้เพราะกลัวว่าจะเป็นพวกอันเดดที่อันตรายแอบเข้ามาในเมืองเอลดิล แต่ก็ไม่มีเบาะแสของพวกอันเดดเหล่านั้น ดังนั้นเขาจึงเบนเข็มมาที่พวกผู้ครองพลังอิสระที่แอบเข้ามาที่เอลดิล และถ้าเป็นเรื่องของผู้ครองพลังเขาก็ควรจะมาตรวจสอบเอง แต่เขาก็ยังหาผู้ครองพลังอิสระที่น่าสงสัยไม่เจอ

‘ไม่มีพวกผู้ครองพลังอิสระที่แอบเข้ามาใหม่อีก ถ้าอย่างนั้นใครคือคนที่ลงมือกับพวกนักเลงพวกนั้นกัน หรือว่า... ไม่สิเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ไวเคานต์ขอให้ไปตรวจสอบก็ได้ สายที่จับตามองคนจากตระกูลแกริคที่ส่งมาก็ตายไปจนหมดเหมือนกัน ไวเคานต์คาริสบอกว่าอาจจะเกี่ยวกับผู้ครองพลังของตระกูลบารอนแกริค แต่คนพวกนั้นก็ย้ายกันออกจากห้องพักเดิมไปหมดแล้ว’

‘แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าเป็นผู้ครองพลังฉันควรจะไปดูท่าทีไว้ก่อน ถ้าเป็นพวกที่น่าสนใจคงต้องผูกมิตรไว้บ้าง’

รีดินไม่ได้สนใจว่าผู้ครองพลังของตระกูลแกริคจะฆ่าคนธรรมดาพวกนั้นตายไปหรือไม่ แต่เขากลับสนใจท่าทีของผู้ครองจากตระกูลนั้นมากกว่า การผูกมิตรระหว่างผู้ครองพลังนั้นดีกว่าการเป็นศัตรูกัน

ส่วนเรื่องการตายของพวกนักเลงนั้น เขาภาวนาให้เป็นการตายจากฝีมือของผู้ครองพลังดีกว่าเป็นการตายจากตัวดูดเลือดเหล่านั้น

“ถ้าที่มีเจ้าตัวแบบนั้นแอบเข้ามา เมืองเอลดิลนี้คงวุ่นวายแน่นอน” รีดินพึมพำ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังมืดลงเรื่อย ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในเขตชุมชนผู้อพยพด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผู้อพยพรอบ ๆ ต่างก็เหลือบมองเขาด้วยความสนใจ แต่พอรู้ว่าเป็นผู้ครองพลังก็ไม่มีใครกล้าสบตามองตรง ๆ พอเห็นว่ารีดินเหลือบมองตัวเองก็พากันก้มหน้ารีบเดินต่อไปทันที

ในตอนนั้นเองรีดินก็สุดตากับซอยแห่งหนึ่งที่สุดซอยด้านในมีร้านบาร์เปิดใหม่ มีผู้คนจำนวนมากต่างก็เดินเข้าไปทางร้านบาร์แห่งนั้น

“ไปดื่มที่นั่นกัน ได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก ทางร้านแจกแก้วแลกดื่มฟรี”

“จะไปที่นี่จริง ๆ อย่างนั้นเหรอ ร้านเปิดใหม่มันจะดีอย่างนั้นเหรอ”

“ใครจะไปรู้ แต่ว่ายังไงก็ได้ดื่มฟรีแก้วแรกอยู่แล้ว ดังนั้นไปกินฟรีแล้วค่อยออกก็ได้”

“ฮ่า ๆ ถ้าอย่างนั้นจัดไป”

ผู้อพยพสองคนเดินกอดคอกันกำลังเข้าไปด้านในร้าน แต่แล้วก็มีมือมาจับไหล่หนึ่งในชายอพยพจนเกือบทำมันล้ม ชายคนนั้นรีบหันกลับไปด้วยท่าทางเมา ๆ คิดจะด่าคนที่อยู่ ๆ ก็มาดึงตัวเองจนเกือบล้ม แต่มันก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไปในทันที เมื่อเห็นว่าคนที่ดึงตัวเองคือชายร่างใหญ่ที่มีดาบยาวอยู่ด้านหลัง

“ท่าน...ท่านผู้พิทักษ์”

“ร้านนี่เปิดวันแรกอย่างนั้นเหรอ แล้วเจ้าของร้านคนเก่าไปไหน” รีดินถามด้วยใบหน้าทื่อ ๆ

“เออ...ตาย ๆ เจ้าของร้านคนเก่าตายไปแล้ว มีผู้อพยพที่เป็นนักล่ามาซื้อร้านบาร์ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้ร้านเปิดวันแรก พวกเขาแจกเครื่องดื่มแก้วแรกฟรีด้วย” ชายอพยพพูดออกมาอย่างติด ๆ ขัด ๆ แต่ก็ยังเล่าอย่างละเอียดเกินคำถามด้วย

“ขอบใจ” พูดจบรีดินก็โยนเงิน 20 เบลให้กับชายอพยพคนนั้นและเดินเข้าไปหน้าประตูร้านบาร์

‘รุ่งอรุณอย่างนั้นเหรอ’ รีดินมองไปที่ป้ายร้าน

ก่อนจะนึกไปในอดีตเมื่อ 5 ปี ก่อนในตอนนั้นที่มาแถวนี้เขาเป็นผู้พิทักษ์ 1 ดาวและผู้คนในเมืองเอลดิลยังไม่รู้จักผู้พิทักษ์รีดิน เขามาดื่มที่ร้านแห่งนี้อยู่ครึ่งหนึ่งและก็พอจะจำมันได้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเหล้าที่ร้านนี้รสชาติดี แต่เพราะมันห่วยมากเหล้าผสมน้ำเปล่า ตอนนั้นชายแก่เจ้าของร้านรู้ว่าเขาเป็นผู้ครองพลังก็รีบคุกเข่าขอโทษและพยายามจะเอาเงินมาจ่ายชดเชยให้ด้วย

รีดินขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยสัมผัสที่เป็นเลิศของผู้พิทักษ์ เขาไม่ต้องเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยและฮือฮา มันไม่ใช่การด่าทอ แต่กลับเป็นการพูดชมถึงเหล้าไม่ก็เบียร์ที่พวกเขาได้ดื่มลงไป

ขณะเดียวกันชายอพยพทั้งสองมองเงิน 20 เบลในมืออย่างงุนงง ก่อนจะตาเป็นประกายรีบเก็บเงินไปในทันที ทั้งสองยังหันมามองรีดินที่หยุดอยู่หน้าประตูร้านเพราะกลัวเขาจะเปลี่ยนใจเอาเงินคืน แต่พอเห็นว่าผู้พิทักษ์รีดินเดินเข้าไปในร้านทั้งสองก็ถอนหายใจโล่งอก

...

ลูอิสมองดูผู้คนมากกว่า 30 คนในร้านที่ได้รับเหล้ากลั่นลมหายใจมังกรหรือไม่ก็เบียร์แสงตะวันไป พอพวกเขาได้ดื่มต่างก็พากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ก่อนจะตั้งสติดื่มจนหมดและรีบสั่งแก้วใหม่ทันที

ซึ่งทุกคนนั้นก็เป็นแบบนี้หมด และแทนที่พวกเขาจะรู้สึกเมา แต่กลับมีท่าทีกระปรี้กระเปร่ามีเรี่ยวแรงขึ้นมาแทน

ลมหายใจมังกรนั้นขายเป็นแบบแก้ว โดยแก้วใบหนึ่งมีขนาดประมาณ 350 ml และมีลมหายใจมังกรอยู่ครึ่งแก้วเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่แก้วละ 2 เบล ซึ่งถือว่าไม่แพงและไม่ถูกเกินไป

ส่วนเบียร์แสงตะวันนั้นลูอิสขายเป็นแก้วใหญ่ขนาด 800 ml ราคาของมันอยู่ที่ 2 เบลเช่นกัน

โดยหน้าที่บาร์เทนเดอร์นั้นได้พ่อบ้านเฟรดมาทำหน้าที่นี่ ซึ่งเขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเบลล่าและเจียน่านั้นช่วยกันรับเออเดอร์และเสิร์ฟให้กับลูกค้า หลังร้านมีอาร์มันโด้คอยยกถังเบียร์และเหล้าเข้าออกมาเติมเวลาที่ของหน้าร้านหมด

ในวันแรกที่เปิดร้านนั้นทุกอย่างดูเหมือนจะวุ่นวาย จนทุกคนต้องมาช่วยกัน ยกเว้นก็แต่ลูอิสที่นั่งอยู่โต๊ะตัวหนึ่งที่แยกออกมามุมหนึ่งของร้าน ซึ่งการที่มีทารกมานั่งอยู่ตรงนี้นั้นไม่เข้ากับบรรยากาศของร้านเลยแม้แต่น้อย

ลูอิสเผยรอยยิ้มออกมาอย่างยินดีจากการที่แผนการหาเงินของเขานั้นเป็นไปได้ด้วยดี ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วที่ใส่น้ำนมสีขาวผสมโพชั่นขึ้นมาคิดจะดื่ม เพราะเขาลองใส่โพชั่นหลาย ๆ อย่างนั้น ปรากฏว่ามันช่วยยกระดับรสชาติของเครื่องดื่มนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้ เขาจึงไม่พลาดของตัวเองด้วยอยู่แล้ว

นอกจากนมด้านหน้ายังมีคุกกี้ถั่วอยู่หนึ่งจานที่ไว้ให้เขากินกับนมโดยเฉพาะ แต่แล้วขณะที่มือของทารกน้อยลูอิสกำลังจะหยิบคุกกี้ถั่วขึ้นมา

‘ความรู้สึกนี้...’ ตอนนั้นเองลูอิสก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขารีบหันไปมองที่ประตูด้วยสัญชาตญาณ ไม่ใช่แค่รู้อิสที่รู้สึก แต่เจียน่าและอาร์มันโด้ก็รู้สึกด้วย ทั้งสองมองไปทางนั้นด้วยสายตาเดียวกัน

ส่วนคนสุดท้ายที่รู้ตัวนั้นคือพ่อบ้านเฟรดที่เห็นคนที่เดินเข้ามาที่ประตูก็ถึงกับมือชะงักไป

‘ผู้พิทักษ์รีดิน เขามาที่นี่ได้ยังไง’ ลูอิสเผยสีหน้าตกใจ

“ท่านลูอิส” เจียน่าเดินเข้ามาหาลูอิสเพื่อปกป้องเขา อาร์มันโด้เองก็มีทาทีระวัง เขาพร้อมสู้สุดชีวิต

พวกเขารู้ว่าในตอนนี้ลูอิสนั้นมีเรื่องกับทางมาลก้าบุตรของบารอนเมสันและเรื่องนี้ยังเกี่ยวกับไวเคานต์คาริส รวมถึงพวกสายที่จับตามองโดนพวกเขาทั้งสามคนเก็บไปอีก

การที่คนของไวเคานต์คาริสโผล่มาแบบนี้ทำให้พวกเขาระวังตัวทันที

“อย่าพึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาที่นี่เพราะพวกเรา ทำตัวตามปกติไปก่อน” ลูอิสบอกกับทุกคน พวกเขาแยกกันไปทำตัวตามปกติ แต่ก็ยังอดเหลือบมองอย่างระวังตัวไม่ได้

แน่นอนว่าในร้านไม่ได้มีแค่พวกเขาที่มอง แต่คนในร้านที่พอจะรู้จักชื่อเสียงของรีดินก็อดเหลือบมองเขาไม่ได้ด้วย ไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางรีดิน ทุกคนในร้านรีบเก็บสายตากลับไปสนใจดื่มและพูดคุยกับสหายของตัวเองต่อทันที

‘หืม...ชายชราคนนั้น ไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่นี่’ รีดินมองไปที่พ่อบ้านเฟรดครั้งเดียวก็จำได้ทันที แต่รีดินก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เขาเพียงมองหาโต๊ะนั่ง แต่ทุกโต๊ะนั้นกลับมีคนจองหมดแล้ว สุดท้ายรีดินเจอที่นั่งหนึ่งจึงเดินเข้าไปและนั่งลง

‘บ้าจริงแล้วดันมานั่งโต๊ะเดียวกับฉันเนี่ยนะเฮ้ย!’ ลูอิสปากกระตุก เพราะอยู่ ๆ รีดินก็มานั่งโต๊ะเดียวกับเขาซะได้

5 1 โหวต
Article Rating
1 Comment
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด