ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 19 การปิดล้อมที่โฟลิก ( Siege of Folic ) (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 21 สองโลกที่แตกต่าง (Two Different World)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 20 บันทึกของเราทั้งสอง (Record of the two of us)


บันทึกของเราทั้งสอง

(Record of the two of us)

นามของเราคือ อันฮัลท์ เวติก้า บุตรชายของ อาร์นัลฟ์ เวติก้า และ มาร์การีตา เวติก้า บักทึกเล่มนี้เป็นของเราอันอัลท์ ครอบครัวตระกูลเวติก้าอพยพจากดินแดนแห่งดินแดนแห่งความวุ่นวาย มาร์นเบิร์ก  หากเป็นปัจจุบันคือที่ตั้งของจักรวรรดิแบร์นฮาร์ท ครอบครัวเราข้ามมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนอองโรราลอาจิเต้ ลงหลักปักฐานในดินแดนแห่งการเริ่มต้นอันรื้อลือ อาริกาเซีย ตัวเรากำเนิดบนโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ไร้ซึ่งความวุ่นวาย ท่านพ่อทำงานล่าสัตว์อสูรในกิลด์นักผจญภัย สำรวจผจญภัยไปทั่วโลกใหม่ และท่านแม่เป็นขุนนางชั้นล่างของตระกูลเวติก้า หาจะพูดแล้วเราเป็นเชื้อสายแยกตระกูลหลัก หลงเหลือไว้เพียงชื่อตระกูลหลัก ถึงกระนั้นตัวเราก็มิได้ใส่ใจกับชื่ิอเสียงตระกูล สายเลือดขุนนาง อะไรทำนองนั้นแม้น้อย เราเองก็แม้แต่ไม่เคยเจอหน้าคนในตระกูลมาก่อน ความรู้สึกผูกพันก็ไม่มี

เข้าอายุ 16 ปี เราต้องการหาเงินเพื่อช่วยเหลือทางบ้าน ในคราวแรกเป้าหมายของเราคือตามรอยท่านพ่อ โดยการเข้าไปเป็นนักผจญภัย แต่รายได้ของพวกนักผจญภัยนั้นก็ไม่ได้มีมากมาย สุดท้ายก็มาลงเอยกับการอาสาไปเป็นทหาร แม้จะเป็นงานที่อันตราย แต่อย่างน้อยก็มีอนาคตหากสามารถทำผลงานได้ดี ด้วยการฝึกฝนของท่านพ่อและท่านพแม่ เราก็สามารถดึงความสามารถจนได้มาเป็นผู้หมวด แม้จะเป็นตำแหน่งที่เล็กแต่หากเมื่อเทียบกับอายุและเส้นสายที่ว่างเปล่า ก็ไปได้เร็วกว่าผู้อื่น

ช่วงหลังมานี้มีการรับสมัครทหารอาสาเพิ่ม เพราะการโจมตีจากชนพื้นเมือง ก่อนที่จะกลายเป็นสงครามระหว่างชาวอาณานิคมและชนพื้นเมืองไปในที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ได้พบกับเพื่อนต่างวัยในกองกำลังอาสา ทั้งผู้ให้คำแนะนำอย่างท่านหลี่ จวิน หรือ อีวานที่เงียบขรึมหากได้คุยจริงๆ เขาก็เป็นเพียงแค่ขี้เมาคนหนึ่ง ก่อนที่พวกเราทุกคนจะได้เจอกับชายคนผู้หนึ่ง สีผมขี้เถ้าอ่อน ใบหน้าเหมือนกับผู้หญิง หากเป็นครั้งแรกก็คงคิดว่าเขาผู้นั้นเป็นหญิงสาวอย่างแน่นอน ในตอนแรกที่เขาเดินเข้ามาในค่ายของเรา สายตาและความคิดของทุกคนนั้นต่อต้านอย่างมาก เนื่องจากไม่มีผู้ใดในอาณานิคมอาริกาเซียชื่นชอบผู้ปกครองโดยตรงจากลีโอเนีย จักรวรรดิผู้ปกครองพวกเรา เจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ ชายผู้นั้นได้เข้ามาเป็นผู้นำกองกำลังของเรา ดักลาส แมรี่แลนด์ ในครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับเขาตัวเรานั้นแทบไม่เชื่อเลยว่าจะมีชายที่เสน่ห์ในด้านการพูดอยู่บนดินแดนแห่งนี้

ทั้งความคิด แนวทางของท่านดักลาสนั้น เป็นที่น่าเคารพอย่างมาก หากจะกล่าวออกมาแล้ว เขาเป็นชายที่ใจกว้าง ยอมรับทุกเผ่าพันธุ์ ขนาดที่ผู้ติดตามของท่านดักลาสที่เป็นชนพื้นเมือง เขายังดูแลเหมือนน้องชาย แต่เขาก็ใจดีเกินไป แต่ก็เป็นผู้ที่กล้าหาญเช่นเดียวกัน พวกเราหลายคนได้เปลี่ยนทัศนคติในทางดี เราเชื่อว่าเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับอองโทราลได้อย่างแน่นอน

เพราะถ้าหากไม่ ผู้ใดกันล่ะ ที่จะสามารถทำได้?

จบศึกที่ยูทิก้า ทหารอาสาหลายคนก็ได้ถูกย้ายมาเป็นทหารประจำการ กองกำลังอาณานิคมอาริกาเซีย หากได้เข้ามาแล้ว โอกาสอนาคตที่มั่นคงจะอยู่แค่ตรงหน้า เหลืองแค่สร้างผลงานให้ตระกูลใหญ่ๆผู้ปกครองในแต่ละเขต หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็มีการเกณฑ์ทหารประจำการจำนวนมาก ออกนอกทวีปอาริกาเซียไปยังอัลชลาฟไวส์ ดินแดนบรรพบุรุษของเรา

1 กุมภาพันธ์ ข้ามมหาสมุทรอาจิเต้ถึงโลกเก่า กองกำลังของพวกเราถูกร่วมเข้ากับอารานิคมอื่นของลีโอเนีย ไม่นานก็ถูกสุ่งมาสู้รบที่ดินแดนที่ไม่รู้จัก อาณาจักรทูเดีย เข้าตีเมืองโฟลิก สุดท้ายก็มาลงเอ่ยใต้วงล้อมศัตรูข้าศึก น่าขรรมเราผู้นำถือศาสนจักรของพระเจ้าที่แท้จริง จะต้องมาสู้รบฆ่าฟันกันเอง…

เฮ้อ…  มือที่กำลังเขียนจดบันทึกถูกหยุดลง ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ เสียงดังที่เหมือนคนจำนวนมากเรียกสติให้ชายหนุ่มต้องหยุดเขียนบันทึก

“เอาไว้แค่นี้ก่อนละกัน” หนังสือบันทึกพร้อมหมึกดำที่ถูกเก็บลงกระเป๋าผ้า ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารอาสาอริกาเซียลุกขึ้นยื่นจากที่พักใต้ต้นไม้ของตน ก่อนที่จะหยิบอาวุธข้างต้นไม้ขึ้นมาและก้าวเท้าออกจากใต้ลมเงาของป่าไม้

“ทุกคน หมดเวลาพักแล้ว” เขากล่าว และมองไปยังทางที่มีเสียงดังจนพวกเขาได้ยิน

ก่อนชายจำนวนมากที่นอนกลมกลืนไปกับพื้นดินต่างพากันลุกขึ้นมาจำนวนมาก พวกเขาคือหน่วยสอดแนม ทหารพรานผู้ลาดตระเวนตามแนวป่า ส่วนมากก็ประกอบไปด้วยผู้ที่เคยมีอาชีพเป็นนายพรานหรืออดีตนักผจญภัยฝีมือดี

“ไม่รอให้ฟ้ามืดก่อนหรือครับ ผู้กอง อันฮัลท์” ทหารคนหนึ่งกล่าวถาม

“เวลานี้ล่ะ เหมาะสำหรับจู่โจม”

ได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็แยกตัวเป็นหลายกลุ่มทันที นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาจะโจมตีกองกำลังข้าศึก หน่วยสอดแนมเข้าตีกองทัพแฟแลงซ์เป็นระยะ โดยที่ไม่ให้อีกฝั่งพัก ซึ่งส่วนมากเป็นเวลาพัก หรือผลัดเวร เมื่อเห็นว่าอีกฝั่งใกล้พร้อมสู้กลับ ก็จะรีบถอนกำลังหนีเข้าป่าทั้งที ทำตัวเหมือนกองโจรที่คอยดักปล้นคาราวานพ่อค้า คือยุทธวิธีของพวกเขา

เป้าหมายในครั้งนี้เดินทางด้วยความระวัง กองกำลังแฟแลงซ์ เดินผ่านแนวป่าไม้ ตามถนนดินด้วยความเร่งรีบ อันฮัลท์นำจำนวนคร่าวๆของกำลังที่กำลังเดินเข้ามาในวงล้อม ครั้งนี้จำนวนนั้นมีน้อยกว่าทั่วไปอย่างมาก ราวๆ สามกองพลน้อยเท่านั้น แต่อันฮัลท์ก็ไม่ได้ลดความระแวงแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะอีกฝั่งดูแปลกไปจากกองกำลังที่เคยสู้ด้วย

กองพลแฟแลงซ์ เดินทัพเป็นแนวยาว เข้ามากลางดงปืนที่ชี้มาหาพวกเขาโดยที่ไม่รู้ตัว อันฮัลท์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเตรียมยิง โดยที่กล่าวออกมาเบาๆ “ยังก่อน ยังก่อน” เขากำลังรอให้ทหารแฟแลงซ์เดินมาในชุดตรงกลาง

ฟึบ! ปัง! ปัง! อันฮัลท์ฟาดมือลง พร้อมกับเสียงปืนคาบศิลาที่ปลดปล่อยลูกปืนสังหาร ทหารแฟแลงซ์จากด้านขวา หมดชุดแรก ชุดสองก็ยิงตาม ผู้กองแฟแลงซ์ที่อยู่บนหลังม้ารีบสั่งด้วยความรวดเร็ว

“กองกำลังตั้งแถว! เล็ง!” แถวของทหารในเครื่องแบบสีขาวแฟแลงซ์ถูกจัดขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะเล็งไปยังด้านขวาที่หน่วยสอดแนมหลบอยู่

“ยิ-” ปัง! ลูกปืนพุ่งทะลุหัวของผู้กองแฟแลงซ์จากข้างหลังตกลงจากหลังม้าเสียชีวิตทันทีก่อนที่จะได้สั่งยิง ไม่กี่วิต่อมาการยิงแบบวอลเลย์จำนวนมากจากข้างหลังแนวแฟแลงซ์ก็ดังขึ้น สร้างความตกใจให้กับทหารที่ขาดผู้บัญชาการไป

ด้วยความสับสนกองทัพแฟแลงซ์กลายเป็นเป้านิ่งทันที เสียงปืนยังคงดังไม่หยุดไม่หย่อน จนกระทั่งวงเวทขนาดกลางจะถูกร่ายขึ้น คำร่ายที่ควรจะถูกเปล่งเสียงออกมากลับถูกสร้างออกมาโดยไร้เสียง

รู้สึกได้ถึงอันตราย อันฮัลท์ผิวปากเสียงดัง เป็นคำสั่งถอนกำลังหนีทันที ก่อนที่ชายหนุ่มจะสบตากับผู้สร้างวงเวทนั้น หญิงเผ่าซองทูอา ผู้มีสีผมขาวสว่าง และเครื่องแบบนักบวชประจำแฟแลงซ์ ในมือของเธอมีไม้คทายาวสีขาวอันและมีสัญลักษณ์ของโบสถ์โด่นเด่นอยู่

เธอลั่นวาจาเสียงดังก่อนจะปล่อยเวทมนตร์โจมตีใส่แนวป่า

“Châtiment de la flèche!!”

“ลูกศรแห่งการลงทัณฑ์!!”

เปรี้ยงงง! ลูกศรสีทองสง่าขนาดใหญ่พุ่งออกจากวงแหวนเวทของซองทูอาผู้นั้น ก่อนจะพังทำลายต้นไม้หนาจำนวนมากเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตามเมื่อหมอกควัญจางหาย ก็ไม่มีวี่แววของกองกำลังซุ่มโจมตีอยู่แม้แต่คนเดียว ซึ่งสร้างความโกรธให้กับหญิงเผ่าซองทูอาอย่างมาก

“อย่าให้พวกมันหนีไปได้ อย่างน้อยพวกเราต้องจับพวกมันสักคนเค้นหาตำแหน่งเส้นทางซุ่มโจมตีให้ได้!” เธอแทบหัวเสีย กองกำลังจำนวนมากถูกซุมโจมตีมาหลายต่อหลายวันไม่อาจจะได้พักผ่อน กำลังของฝั่งตรงข้ามนั้นแม้ว่าจะมีน้อยแต่ก็แสบอย่างมาก เมื่อจู่โจมเสร็จพวกมันก็รีบหนีหายเข้าไปในป่า ทั้งๆที่กองกำลังเหล่านี้เป็นของลีโอเนียแต่กับรู้ภูมิศาสตร์ของดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิด ซึ่งเป็นมันเป็นสิ่งที่เธอครุ่นคิดและสงสัยอย่างมาก แถมเธอเองก็ยังไม่สามารถยึดเส้นทางเข้าออกของเมืองโฟลิกได้เลยตั้งแต่เริ่มศึกปิดล้อมมา

“ซิสเตอร์ เอเบรียลล์ ข้างในป่าลึก ยากที่จะติดตาม ข้าว่าพวกเราไม่ควรตามพวกมันลึกเข้าไปนะครับ” ผู้กองแฟแลงซ์ที่เหลือรอดกล่าวแนะ แต่รู้เหมือนว่ามันจะไม่ทำให้ความคิดของซองทูอาหญิงผู้นี้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“เราจะล่าพวกหนอนแมลงต่อไป!” เธอกล่าวก่อนจะควบม้าตรงไปทางเดียวกับที่กองกำลังของอันฮัลท์ไป

……

.

.

.

.

.

.

ลึกเข้าไปในป่าแถวเมืองโฟลิก ยามเย็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี

หน่วยสอดแนมแยกออกเป็นจำนวนเล็กหลบหนีลึกเข้าไปในป่าทึบ เพื่อหลบซ่อนและเตรียมตัวร่วมกลุ่มใหม่อีกครั้งในเมืองข้างหน้าหรือตอนกลางคืน แต่โชคร้ายก็ยังไปหน่อยเพราะอันฮัลท์ที่เกือบถูกเวทมนตร์ดับชีวิตไป ทำให้ตอนนี้อันฮัลท์ได้แยกกับหน่วยของเขาอย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มหยุดพักอยู่ชั่วครู่ แต่ยังไม่ลดการป้องกันของตัวเองลง เสียงปืนคาบศิลายังคงดังไปทั่วป่า แสดงให้เห็นว่ากองกำลังแฟแลงซ์ในคราวนี้กัดพวกเขาไม่ปล่อย

“โง่เขลาเสียจริง” อันฮัลทท์กล่าวออกมาเบาๆ ก่อนจะหาที่พักดีๆสักจุด และหยิบสมุดจดบันทึกขึ้นมาเขียนอีกครั้ง

“การจดบันทึกระบายความเครียด มันดีอย่างท่านบอกจริงๆ ท่านดักลาส!” ชายหนุ่มยิ้มออกมา

ขณะที่นึกถึงตอนที่เขาไปปรึกษากับลาสเรื่องความเครียดหลังศึกระหว่างชนพื้นเมือง เพราะเจ้าตัวเองก็อายุน้อยอย่างมากหากเทียบกับผู้หมวดหรือนายกองในอาณานิคมที่ส่วนมากอายุก็เกือบจะเข้าวัยชราทั้งหมด

ยังไม่ทันได้เริ่มเขียน เสียงของม้าที่ดูเจ็บปวดก็ดังเรียกความสนใจของชายหนุ่ม ก่อนที่จะได้ยินเสียนงคำรามของสัตว์อสูร เสียงนั้นอยู่ใกล้ในที่พักชั่วคราวของอันฮัลท์อย่างมาก ด้วยความตื่นตัวชายหนุ่มเจ็บหนังสือบันทึกลงก่อนจะหยิบอาวุธมาแนบที่ลำตัวก่อนจะย่องเดินตามเสียงคำรามของสัตว์อสูรไป

อันฮัลท์ชําเลืองมองจากพุ่มไม้เล็กๆ ตรงหน้าของเขาเป็นหมีนํ้าตาลสองหัวขนาดใหญ่ มือของมันตบหัวม้าที่นอนอยู่บนพื้นจนหลุดออกมา คาดว่าน่าจะเป็นของทหารแฟแลงซ์ผู้โชคร้ายที่เจอกับสัตว์อสูรตัวนี้ อย่างไรก็ตามในขณะแรกอันฮัลท์เตรียมที่จะเดินถอยออกห่างเจ้าหมีสองหัว สายตาของชายหนุ่มก็เจอกับหญิงสาวที่นอนสลบอยู่ รางของเธอถูกทับด้วยซากของศพม้า

แม้สมองจะตะโกนล่าวห้าม แต่ร่างกายนั้นก็ได้ขยับไปเสียก่อนแล้ว

แกร็ก.. ปืนคาศิลาถูกยกขึ้นมาเล๊งไปข้างหน้า ก่อนที่ชายหนุ่มจะเหนี่ยวไกปืน เสียงดังของปืนสร้างความตกใจให้กับหมีสองหัว ก่อนที่มันจะรู้ถึกความเจ็บปวดข้างหลังของมัน จากความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความโกรธมันหันหน้ามาหาผู้ที่กล้าสร้างบาดแผลให้กับมัน สายตาทั้งสองหัวจ้องด้วยความอาฆาต อันฮัลท์รู้ตัวได้ทันว่าจะถอยกลับไม่ได้แล้ว

เพราะเจ้าหมีสองหัวจะล่าเขาไปสุดขอบโลก จนกว่าร่างของเขาจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

“เข้ามาเลย!!” เขาบรรจุกระสุนระลอกสองด้วยคาวมเร่งรีบ ในขณะที่อสูรหมียักษ์สองหัวก็วิ่งตรงเข้ามาหาเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

กระสุนปืนบรรจุเสร็จ สัญชาตญาณของเขาก็ดังให้ก้มหัวลงหลบ มือยักษ์กวาดจากขวาไปซ้าย ตบต้นไม้จนมันโค้นล้มลงมา ทำให้ชายหนุ่มตื่นกลัวสุดขีด หากช้าไปอีกนิดหัวของเขาคงได้หลุดออกจากตัวเป็นแน่!

ไม่รอช้าปืนของเขาก็เล็งไปยังหัวที่สองของอสูรหมียักษ์ กดไกปืนปล่อยลูกปืนพุ่งตกเข้าไปยังหัวที่สองอย่างแม่นยำ ลูกปืนขับเคลื่อนด้วยความเร็วในระยะใกล้พุ่งทะลุหัวที่สองของเจ้าหมีจนหัวที่สองนิ่งไปแต่อีกหัวก็ร้องด้วยความเจ็บปวด

โฮ้กกกกกกก! เสียงร้องความโกรธ มันทุบที่สิ่งที่ขว้างหน้าเหมือนจะบ้าคลั่งไปเสียแล้ว อันฮัลท์ใช้โอกาสที่มีอยู่บรรจุอีกระลอก ก่อนที่จะรอให้มันเคลื่อนไหวช้าลง ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาหวัง อสูรหมีที่เหลือหัวเดียวหยุดการโจมตีรอบตัวด้วยความเหนื่อยล้า และนั้นก็คือจุดจบของมัน ลูกปืนพุ่งตรงเข้าหัวของเจ้าหมียักษ์ มันนิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะล้มลงไปกับพื้นดินดีดังโครม

แฮ่กๆ “ฮ่า… ใครจะไปคิดกันว่าทวีปแห่งนี้จะหลงเหลือมอนเตอร์เช่นนี้อยู่” ชายหนุ่มกล่าวด้วยความเหนื่อยล้า

ก่อนที่จะเริ่มเดินไปยังซากศพของม้า และยกพลักมันออกจากร่างหญิงสาวที่อยู่ข้างใต้ อันฮัลท์สองตรวจสอบหญิงสาวที่นอนไม่ได้สติ เหมือนเห็นร่างกายและหน้าตาของเธอ ชายหนุ่มก็แบบมือข้างหนึ่งมาประกบหน้าด้วยความสิ้นหวัง และเอ่ยออกมา

“ยัยนี้มันเผ่าซองทูอาที่จะฆ่าเรานี่หว่า…” สีผมขาวสะอาด วงแหวนและปีกที่เขาไม่ได้สังเกตในตอนแรก นอนไม่ได้สติอยู่ หากเธอตื่นขึ้นมาคงจะร่ายเวทมนตร์สังหารเขาเป็นแน่ ‘ แต่ปล่อยให้อยู่กลางป่าก็คงจะไม่ดี ’ ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะมองไปยังท้องฟ้าที่ใกล้ที่จะมืดมิด อย่างน้อยเขาก็อยากจะเขียนจดบันทึกของวันนี้ให้เสร็จเสียก่อน คิดเช่นนั้นชายหนุ่มก็ก้มลงเข้าใกล้ๆ หญิงสาว

เฮ้อ… “วันนี้จะดูแลเธอไปก่อน แล้วค่อยคิดที่หลังว่าจะทำยังไงก็แล้วกัน” อันฮัลทท์กล่าวพร้อมถอนหายใจเล็กน้อย

“ขออนุญาตแตะตัวท่านผู้ส่งสารแห่งพระองค์นะครับ”

อันฮัลทท์ทำท่าสวดภาวนาก่อนจะถือวิสาสะยึดคทาอันเป็นอาวุธสำคัญ ก่อนจะอุ้มซองทูอาสาวขึ้นในท่าเจ้าหญิงและเดินกลับที่พักชั่วคราวของตนก่อน อันฮัลทท์ให้ความเคารพต่อซองทูอาอย่างมาก แม้ว่าในตอนนี้เขาจะเป็นปรปักษ์ต่อศาสนจักรก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นไม่ใช่สาวกที่นับถือคำสอน สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มสามารถทำได้ก็คือการดูแลซองทูอาสาวชั่วคราวไปเสียก่อน


0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด