ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 18 การปิดล้อมที่โฟลิก ( Siege of Folic ) (1)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 20 บันทึกของเราทั้งสอง (Record of the two of us)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 19 การปิดล้อมที่โฟลิก ( Siege of Folic ) (2)


การปิดล้อมที่โฟลิก

 ( Siege of Folic ) (2)

ผ่านมาไปแล้วสองวันนับตั้งแต่การต่อสู้ในคราวแรก ฝ่ายแฟแลงซ์ก็มิได้ส่งทหารเข้ายึดแนวป้องกันแต่อย่างใด นี่ก็เข้ามาในวันที่สี่ของการปิดล้อมโฟลิก ทหารแฟแลงซ์นั้นมีมากมายไม่สามารถที่จะระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ ผิดกับจำนวนทหารอาณานิคมที่มีประจำการในเมืองโฟลิกรวมทั้งผู้บาดเจ็บมีเพียงแค่ 1 กรม หรือ 2,000 กว่านาย แถมยังต้องแบ่งไปยังแนวป้องกันทั่วเมือง ไหนจะต้องรักษาความปลอดภัยและบางส่วนที่ส่งออกไปรบ ยันไม่ให้ทัพแฟแลงซ์ล้อมตัวเมือง  กำลังคนของลาสแทบจะไม่มีเหลือให้ใช้แล้ว

ชายหนุ่มนั่งอยู่ในห้องด้วยความสิ้นหวัง หากผู้ใต้บังคับบัญชามาเห็นพวกเขาคงได้หมดไฟที่จะต่อสู้เป็นแน่ เนื่องจากว่าลาสเป็นพวกหน้านิ่งดูเหมือนเย็นชายากที่จะคาดเดา ทำให้หลายๆคนในกองทัพอาณานิคมชั่วคราวแทบทุกคนคิดไปเองว่า ชายหน้าหวานผู้นี้เป็นถึงสุดยอดขุนพลสุขุมที่สามารถพาพวกเขารอดทุกสมรภูมิได้อย่างแน่นอน

แต่ความจริงนั้นช่างโหดร้าย สายตาอันแหลมคมจ้องมองเอกสารข้อมูลด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว ที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันเมืองคือ เสบียงอาหารภายใน ซึ่งมีไม่พอครึ่งเดือนด้วยซํ่า ไหนจะกระสุนปืนที่ลดลงทุกครั้งที่มีการปะทะ สถานการณ์เข้าขั้นเร็วร้ายยิ่งกว่าเดินทัพไปเมืองพรมแดนอาริกาเซียเสียอีก…

“บัดซบ! ภายในมีเนื้อร้ายใหญ่ขนาดไหนกันแน่ ช่างเป็นรัฐที่เอาแต่ใจจริงๆเลย” ลาสสถบด่าสหจักรววรดิออกมาเสียงดัง หากผู้ใดมาได้ยินคงเอาเรื่องไปบอกข้าราชการระดับสูงมาจับลาสอย่างแน่นอน

ก่อนที่ลาสจะลุกขึ้นออกจากโต๊ะทำงาน และเดินไปยังหน้าต่างถอนหายใจและบ่นลากยาวออกมา

“เฮ้อ.. เป้าหมายคือยึดเมืองหลวงแล้วจบสงครามโดยเร็วที่สุด โดยที่ส่งพวกเราส่วนหนึ่งเข้ายึดเมืองแนวหลัง ซึ่งคือโฟลิก อันซึ่งสามารถเป็นเมืองหน้าด่านกันทัพเสริมตลบหลังกองทัพลีโอเนียที่กำลังยึดเมืองหลวง แต่จะให้กองกำลังอาณานิคมที่ไม่มีการสนับสนุนมาป้องกันในส่วนสำคัญมันไม่แย่ไปหน่อยหรือ? ไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกเขาคิดบ้าอะไรกันอยู่ถึงได้ทำอย่างนี้ ไม่กลัวพวกเราจะรู้สึกต่อต้านหรือยังไงกันน่ะ”

ถึงแม้ว่าการที่ลีโอเนียทำเช่นนี้ ก็ช่วยให้เป้าหมายของลาสใกล้สำเร็จขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของลาสในตอนนี้ก็ยังไม่ใช่การหาทางกลับโลกเดิมของเขา หากเป็นการช่วยปลดปล่อยอาริกาเซียและเปลี่ยนแปลงระบบที่เน่าเฟะ ถึงแม้ว่าโลกใหม่ดวงนี้ อองโทราลจะเต็มไปด้วยอำนาจนิยมที่ยิ่งใหญ่ ดินแดนที่ไม่เคยสงบสุขก็ตาม เขาก็อยากจะเปลี่ยนแปลงมัน

ในขณะที่ชายหนุ่มมองออกไปข้างนอกอยู่นั้น เสียงของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังตะโกนภายในเมืองก็ได้เรียกสติ พร้อมกับเสียงปืนที่ดังสนั่นไปทั่ว ก่อนที่ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มนั้นได้ร้องเรียก เสียงคนวิ่งข้างนอกประตูก็ทำให้ลาสต้องหันไปมอง ก่อนที่จะมีทหารนายหนุ่งวิ่งเข้ามาและกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่เคร่งเครียด

" ท่านดักลาส! มีกลุ่มชาวเมืองบางกลุ่มพยายามวางเพลิงเผาโกดังเก็บไม้ป่า ทหารยามได้ทำการเข้าจับกุมได้ทันเวลา แต่ว่า

มีกลุ่มคนจำนวนมากที่แอบฉวยโอกาสตอนที่วุ่นวาย

บุกปล้นคลังอาวุธภายในเมืองครับ!

“หน่วยคุมกันหายไป!?” ลาสขมวดคิ้ว และถามนายทหารคนที่เข้ามารายงานภายในห้อง

“ตอนนี้ยังพวกเขายังสู้ตอบโต้กันอยู่ภายในโกดัง ผู้บุกรุกวิ่งเข้าหากระสุนปืนโดยที่ไม่กลัวตายจึงทำให้พวกเขาเข้าไปข้างในโกดังได้ครับ!”

“ไปแจ้งให้กองสำรองที่ประจำอยู่ในเมืองเข้าไปช่วยที่โกดังเดี๋ยวนี้เลย!” สิ้นเสียงคำสั่งไม่รอช้า ลาสก็ส่วมใส่เสื้อคลุมแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที ลาสมั่นใจว่าเขาสั่งให้ป้องกันจุดสำคัญอย่างแน่นหนาแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะสามารถผ่านทหารที่กันพื้นที่สำคัญได้

ภายในตัวเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แม้ว่าจะอยู่ในยามสงครามแต่เมืองโฟลิกนั้นก็มีพื้นที่ใหญ่ ยากที่ทหารอาณานิคมจะควบคุมได้ทั่วถึง ถึงแม้จะมีคำเตือนว่าห้ามออกจากบ้านของตัวเอง แต่ความอยากรู้นั้นก็สร้างพิษให้ผู้ที่แอบออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ลาสและผู้คุ้มกันจำนวนแปดคน มาถึงโกดังเก็บอาวุธด้วยความรวดเร็ว โกดังขนาดใหญ่เคยเป็นที่เก็บสินค้าซึ่งอยู่ใกล้กับคฤหาสน์เจ้าเมืองอันเป็นศูนย์บัญชาการของกองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว เพียงแค่มาใกล้ตัวโกดังเสียงของคนจำนวนมากก็ดังออกมาจากข้างใน ทั้งเสียงปืนและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย ข้างในโกดังเก็บอาวุธคงจะวุ่นวายอย่างมาก

มองไปรอบๆ กองกำลังสำรองยังมาไม่ถึง แต่เวลานั้นมีน้อยนิด สถานการณ์แบบนี้ลาสเคยได้ยินเรื่องราวที่เพื่อนของเขาทำงานแนวนี้บ่อยๆ ก่อนที่ลาสจะตะโกนด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง

“พวกเราได้ล้อมไว้หมดแล้ว!! วางอาวุธลงแล้วออกมอบตัวซะ!!” ลอกคำพูดจากสหายผู้เป็นตำรวจในโลกเดิม หากเป็นโจรที่เพิ่งเริ่มปล้นธนาคารก็อาจจะออกมาอยู่เสีย

ภายในตัวโกดังจต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างมาก เหล่าทหารผู้คุ้มกันโกดังต่างยินดีต่อกำลังหนุ่นที่มาช่วยพวกเขา ในขณะที่ผู้บุกรุกบางส่วนหมดหวังลง

“อย่าไปฟังพวกนอกรีต! พวกเจ้าอย่าได้กลัวพวกพวกนอกรีตที่ไร้ความศรัทธา กองทัพแห่งสรวงสวรรค์อยู่ข้างนอกกำแพงนั้น การปลดปล่อยอยู่แค่เพียงเอื้อมมือ พระเจ้าทรงโปรด!” หนึ่งในผู้บุกรุกเอ่ยเสริมขวัญกำลังใจ

พระเจ้าทรงโปรด!! ชาวเมืองผู้บุกรุกโห้ร้อง ก่อนจะออกมาจากที่กำบังพุ่งตรงไปหาทหารอาณานิคมที่ยิงอยู่หลังกล่องไม้ กระสุนปืนของทหารที่อยู่ในโกยิงตอบโต้ ก่อนที่ผู้บุกรุกจะเข้าใกล้ตัวของพวกเขา แต่จำนวนนั้นมีต่างกันมากเกินไป

อ้าก! ดาบเหล็กฟันไปที่ลำตัวของทหารอาณานิคมที่ยังบรรจุดินปืน ก็ที่จะกลายเป็นการตะลุมบอนของทั้งสองฝ่าย การต่อสู้ในระยะประชิดเต็มไปด้วยเลือดเนื้อของมนุษย์และอมนุษย์ ฝั่งหนึ่งมีความศรัทธาอันแรงกล้า พร้อมตายเพื่อความเชื่อของตน และ อีกฝั่งมีต้องการที่จะมีชีวิตรอด เพื่อที่จะกลับไปบ้านเกิดของตน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็มีเพียงแค่ชีวิตเดียว

ยิง!! ปังๆๆ เสียงคำสั่งของผู้บังคับหมู่ตามมาด้วยเสียงคำรามของปืนราบศิลาจำนวนมากในระยะใกล้ที่มั่นใจได้เลยว่าโดนอย่างแน่นอน กำลังเสริมหนึ่งหมู่วิ่งโถมเข้ามาในโกงดังก่อนจะยิงในระยะเผาขน ปลิดชีวิตผู้บุกรุกจำนวนมาก ก่อนที่ผู้บังคับหมู่ จะสั่งเข้าตีระยะประชิดผู้บุกรุกที่ยังยืนอยู่

“สังหารให้หมด ไม่ต้องเก็บชีวิตพวกมัน!” นั้นคือเสียงสุดท้ายของการสู้ภายในโกดังอาวุธแห่งนี้

ใช้เวลาไม่นานผู้บุกรุกทุกคนก็ถูกกำจัดจนหมด เหลือไว้เพียงร่างอันไร้วิญญาณบนพื้น ลาสเดินเข้ามาตรวจสอบด้วยตาของตน จำนวนผู้บุกรุกรวมทั้งตอนปะทะข้่างนอกโกดังและข้างในมีประมาณ 50 กว่าคน หรืออาจมีมากกว่านี้เพราะพวกเขายังไม่ได้ย้ายและตรวจสอบศพ ในขณะที่คนของลาสเสียไป 23 คน และบาดเจ็บจวนมาก

ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปมองผู้ที่ยืนตั้งแถวอยู่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยและสูญเสีย ทำให้ลาสต้องเอ่ยออกมา “คงจะเหนื่อยแย่เลยสินะ นั่งพักได้”

“ขอบพระคุณมากครับ/ค่ะ”

ภายในโกดังมีผู้คุ้มกันหนึ่งหมู่ จำนวน 44 คน เป็นชาวอาณานิคมทั้งหมด ผสมทั้งผ่ามนุษย์และบางส่วนที่เป็นครึ่งสัตว์ ซึ่งส่วนมากเป็นทหารหน้าใหม่ซึ่งเป็นวัยรุ่นและเด็ก พวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนมากที่อยู่ในแนวหลัง ในขณะคนที่ผ่านศึกสงครามและผู้ใหญ่จะอยู่ในแนวหน้า

‘ ตายไป 23 คน เท่ากับว่าสูญเสียไปครึ่งกว่า… นั้นเป็นจำนวนที่เยอะอย่างมาก ’

สายตาของลาสจ้องมองกลุ่มหทารที่เหลือรอด หลายคนยังดูหนุ่มและเด็กอย่างมาก หากเป็นในโลกเดิมลาสคงถูกกว่าหาว่าใช้เด็กให้เป็นทหารไปแล้ว แต่ในอองโทราลนั้นคงจะเป็นเรื่องปกติที่หาได้ทั่วไปในทุกรัฐ น่าสมเพชเสียจริง ‘ เป็นโลกที่น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ ’ ลาสคิดในใจ วัยประมาณนี้ก็ควรที่จะมีอะไรที่ทำมากกว่าอยู่ในกองทัพเสียอีก ก่อนที่ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ และยืนมือออกมา ก่อนที่จะกล่าวกับทหารที่รอดชีวิตด้วยนํ้าเสียงที่อธิบายไม่ได้

“หากรอดกลับไปได้ พวกเธอสนใจมาเป็นนักเรียนของฉันไหม?”

……

.

.

.

.

.

.

“ระวังเวทมนตร์!!” เปรี้ยงงง! เสียงของเวทมนตร์ประเภทสายฟ้าดังทั่วแนวรบ ก่อนที่มันจะกระทบกับพื้นดินที่ไร้ซึ่งสีเขียว เศษดินที่ถูกสายฟ้าระเบิดร่วงลงบนหมวกของเหล่าทหารอาณานิคม ที่หลบเวทมนตร์ของแฟแลงซ์ในสนามเพลาะ เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ พวกเขาก็โผล่ขึ้นมาตอบโต้

“ยิง!!” พร้อมกับลูกปืนสังหารทหารที่พยายามตั้งแถวโจมตีแนวป้องกันของเมืองโฟลิก

ผ่านไปอีกหลายวัน การปิดล้อมที่โฟลิกยังคงดำเนินหน้าต่อไปไม่มีท่าที่จะหยุด แฟแลงซ์ยังไม่สามารถทะลวงแนวป้องกันแรกได้ ต่างฝ่ายต่างสูญเสีย แม้ว่าผู้ที่เสียหายน้อยกว่าจะเป็นผู้ป้องกันเมืองก็ตาม ในขณะที่การปิดล้อมทั้งเมืองยังไม่ราบรื่นเพราะกำลังที่แยกล้อมรอบเมืองโฟลิกก็ยังติดซุ่มโจมตีโดยทหารอาณานิคม

อย่างไรก็ตามผู้ชนะในศึกนี้ก็ไม่ใช่ผู้ป้องกันอย่างแน่นอน แฟแลงซ์ยังคงเชื่อว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ นั้นจึงทำให้หลังๆมา การโจมตีแนวป้องกันนั้นเน้นตีจุดจุดหนึ่งในอ่อนล้าลงและพยายามบุกทะลวงให้แตก แต่เหล่าผู้ป้องกันก็สามารถปรับเปลี่ยนปรับตัวด้วยความเร็วไม่แตกต่างจากกองทัพลีโอเนียที่ช้าวแฟแลงซ์เคยสู้มาตลอด

“หัวหน้าครับ!!!! นั้นมันอัศวินขาวล่ะ ครั้งนี้พวกเราคงจะได้เป็นอัศวินดำแล้วมั้ง!” ทหารอาณานิคมกล่าวมุขสร้างเสียงหัวเราะให้คนที่ได้ยิน

“ฮ่าๆๆ พวกเจ้าเตรียมเรียกข้า เซอร์ เบลิซาอุส ได้เลยเฟ้ย” ผู้นำแนวป้องกันแรก เบลิซาอุสกล่าวติดตลก

“เลิกเล่นได้แล้ว!!” เบลิซสาอุสชะงัก “เตรียมปะทะ!!”

ถึงแม้ว่าทหารอาณานิคมจะมีกำลังใจ แต่เบลิซาอุสกลับรู้สึกกลัว เขาเคยได้ยินว่าเกราะของอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นลงอาคมเอาไว้ มันสามารถป้องกันกระสุนปืนหรือลูกปืน ลดความเสียหายจากอาวุธระยะไกล หากที่เขาจะรู้ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็มีเพียงแค่สิ่งเดียวที่จะสามารถเห็นผลได้

ตึงๆ เสียงเกราะเท้ากระทบพื้นดิน เสียงของมันดังพอที่จะทำให้รู้สึกวิตกกังวลอย่างแน่นอน โล่ขนาดใหญ่ยกกันลำตัวเป็นเหมือนกำแพงสีขาวที่สูงส่ง ถึงแม้ว่าจำนวนจะมีน้อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้ทหารอาณานิคมนั้นรู้ปลอดภัยต่ออัศวินขาวที่เดินก้าวมายังแนวป้องกัน

“กองกำลังเล็ง!” คำสั่งถูกส่งไปเป็นทอดๆ ปากกระบอกปืนชี้ไปยังเป้าหมายทั้งเหล่าอัศวินและทหารข้างหลัง

“ยิง!!” เสียงคำรามของปืนคาบศิลาดังก้องกังวานไปทั่วสนามรบ

ควันสีขาวกระจายไปทั่วอากาศ เสียงของลูกปืนกระทบกับเกราะเหล็กบ้างก็ถูกทหารแฟแลงซ์ที่อยู่ข้างหลัง สายตาของทหารอาณานิคมหลายคนเบิกกว้างด้วยตกใจกลัว ความเงียบปกคลุมแนวป้องกันทั่วทั้งหมด

เกราะเวทมนตร์ของพวกอัศวินนั้นแข็งแรงพอที่จะกันลูกปืนได้! 

“ยิงเมื่อพร้อม! ปกป้องจุดของเจ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อย่าให้พวกมันผ่านพวกเราไปได้!” เบลิซสาอุสกล่าวออกมาด้วยความเร่งรีบ หากมัวแต่ตกใจกับความน่ากลัวของฝั่งตรงข้ามก็จะมีสูญเปล่า

อัศวินขาวของแฟแลงซ์เดินหน้าอย่างช้าๆไม่เปิดจุดอ่อนให้อีกฝั่งได้เห็น ในขณะที่ทหารราบตามหลังและยิงสวนกับแนวป้องกัน ทางด้านของเบลิซสาอุสนั้นก็พยายามยิงทหาราบแทนอัศวินขาวเพื่อลดกำลังที่จะเข้าปะทะ ก่อนที่จะเริ่มคิดถึงผลที่พวกเขาจะต้องเจอหากทิ้งไปอีกแนว แม้ว่าลาสจะเคยสั่งว่าหากไม่ไหวควรจะถอยกลับไปอีกแนว แต่หากทิ้งแนวป้องกันแรกนี้ไปก็หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถสู้กับอัศวินเหล่านี้ กำลังใจที่มีอยู่ก็จะหมดลง

“ข้าจะยังไม่อยากไปเจอหน้า หลี่ จวิน ในโลกหลังความตายหรอกนะ” เบลิซาอุสพูดขึ้นเบาๆ พื้นดินสั่นสะเทือนหนักจนเขาก็โผล่ขึ้นไปมอง

เหล่าอัศวินเปลี่ยนจากเดินอย่างช้าๆเป็นวิ่งเข้าหาแนวป้องกัน อาจจะเป็นเพราะมั่นใจว่าแนวป้องกันแรกจะต้องแตกอย่างแน่นอน

“บอกลาเหล้าโปรดของพวกเจ้าเสีย ได้เวลาใช้อาวุธของท่านดักลาสแล้ว!!” เบลิซาอุสยกยิ้มขึ้นมาและตะโกนออกคำสั่งด้วยเสียงหัวเราะ

เหล่าทหารอาณานิคมต่างกัดฟันด้วยความโกรธแค้นต่อเบลิซาอุสจนตัวเขาก็คิดว่าเหตุใดเจ้าพวกนี้ถึงได้เป็นพวกขี้เมากัน? พวกเขาเป็นผู้ปกครองเมืองโฟลิกแน่นอนว่า เหล้าสุราก็ของที่พวกเขาขโมยหรือยึดมาจากชาวเมือง ถึงแม้ว่าจะมีการห้ามและก้มีบางคนที่ถูกทำโทษก็ตาม

เข้าใกล้ระยะที่คาดว่าต้องโดนเต็มๆ เขาตะโกนสุดเสียงเท่าที่เขาจะตะโกนได้

“โยนระเบิดไฟ!” เพล้ง!! อ๊ากก เสียงของขวดเหล้ากระทบใบหน้าของอัศวินขาวก่อนที่จะเผาเสื้อผ้าข้างในเกราะ เสียงร้องอันโหยหวนของอัศวินหลายคนสร้างความกลัวให้กับอัศวินที่ตกใจกับระเบิดไฟในครั้งแรก ชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยเจออาวุธที่สามารถโจมตีผ่านเกราะศักดิ์สิทธิ์ได้มาก่อน

เมื่อกองทัพแฟแลงซ์หยุดชะงักลง ทางด้านของแนวป้องกันก็ใช้โอกาสนี้จู่โจมทันที

“เข้าปะทะ!!” โอ้ววว!! แนวหน้วเกือบทั้งหมดลุกจากออกจากสนามเพลาะวิ่งเข้าตีกับกองทัพแฟแลงซ์ที่กำลังตกใจเหมือนสายฟ้าแลบ ต่อให้เกาะลงอาคมจะสามารถลูกปืนได้แต่หากเป็นจุดอ่อนของเกาะดาบปลายปืนและดาบก็สามารถแทงเข้าได้อย่างแน่นอน

ก้าวข้ามหลุมเพลาะตรงหน้า เบลิซาอุสใช้ดาบปลายปืนแทงไปยังบริเวณช่องดวงตาของอัศวินคนหนึ่งที่ยังคงอยู่ในภาวะอาการช็อก อนิจจาอัศวินเกราะสีขาวตอบสนองต่อคมดาบที่ติดอยู่ที่ปลายปืนไม่ทัน ภาพตรงหน้าของอัศวินดับมืดลง พร้อมกับร่างกายที่ล้มลงตามแรงของเบลิซาอุส

ทหารแฟแลงซ์ที่เห็นอัศวินไร้พ่ายของตนถูกไฟเผา และกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ก็ขวัญกระเจิงวิ่งหนีเอาตัวรอดกัน

“ถ… ถอนทัพ!!” หัวหน้ากองอัศวินที่ยังไม่ตายเห็นว่าไม่สามารถตีแนวป้องกันแตกได้ซึ่งสั่งถอนกำลังกลับทันที

อัศวินที่เหลือรอดได้ยิน ก็ต่างพากันวิ่งกลับไปยังค่ายแนวหลังด้วยความตื่นกลัวโดยที่มีลูกปืนตามมาจากข้างหลังพวกเขา

หมดเสียงร้องคำรามของปืน หมดเสียงของผู้บาดเจ็บ ก็กลายเป็นสถานที่เงียบสงบ ไร้ซึ่งสุข มีเพียงแค่ความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้สิ้นชีวา ร่างที่ยังคงนอนมิได้ตื่นขึ้นมา สหายผู้ล่วงลับ ศึกในครั้งนี้ กองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว ก็ยังคงยืนหยัดปกป้องเมืองโฟลิกอันเป็นพื้นที่ปกครองของพวกเขาไว้ได้ ถึงแม้แฟแลงซ์จะสูญเสียกองอัศวินก็หาใช่ทั้งหมดไม่ ในขณะที่จำนวนของผู้ป้องกันลดลงเรื่อยๆ

เหล่าทหารอาณานิคมทั้งสองทวีป ผู้ซึ่งรับใช้สหจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ต่างคิดไปในทางเดียวกัน แม้ว่าจะผลักดันกำลังแฟแลงซ์และป้องกันแนวป้องกันแรกในคราวนี้เอาไว้ได้ แต่ครั้งต่อไปพวกเขาจะยังคงกันได้หรือ

สำหรับเราหลายคน เส้นทางนั้นช่างยากเข็ญ แต่ก็ยังมีเส้นทางให้เดินเดินตามเสมอ แสงสว่างในจิตใจความหวังที่จะกลับไปยังบ้านเกิด ล้วนเป็นไฟดวงเดียว ยังคงส่องสว่างแผดเผาความมืดมิด ให้พวกเรายังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าสงครามจะจบ สงครามที่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง ไร้ซึ่งจุดประสงค์…


0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด