ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 17 ภายใต้พระพิโรธของพระองค์ (Under Wrath of God)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 19 การปิดล้อมที่โฟลิก ( Siege of Folic ) (2)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 18 การปิดล้อมที่โฟลิก ( Siege of Folic ) (1)


การปิดล้อมที่โฟลิก

 ( Siege of Folic ) (1)

แนวป้องกันแรก!! อาวุธปืนถูกพาดพิงพื้นดิน เล็งไปยังแถวที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ในขณะที่บางคนพร้อมที่จะโผล่ขึ้นมาจากที่นั่งในสนามเพลาะ

 ยิง!! เสียงคำสั่งดังก้องไปทั่ว เปิดฉากการป้องกันของกองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราวของสหจักรวรรดิลีโอเนีย

เหล่าทหารอาณานิคมทั้งสองทวีปโผล่หัวออกจากสนามเพลาะ เปิดฉากยิงอาวุธปืนของตนใส่ทหารแฟแลงซ์ที่ถ่าโถมเข้ามาเพื่อที่จะยึดจุดป้องกันของพวกเขา ถึงแม้ว่าอีกฝั่งจะตั้งแถวบุกเดินมาซึ่งทำให้ขวัญกำลังใจตกต่ำ เพราะพวกเขาต้องเจอกับกองทัพหลักที่ถูกฝึกบนทวีปแห่งนี้ ผิดกับเหล่าทหารอาณานิคมที่เคยสู้แต่กับชนพื้นเมือง ถึงจะเป็นเช่นพวกเขาก็มีศูนย์รวมจิตใจที่ทำให้เหล่าทหารอาณานิคมต่างสู้อย่างสุดกำลัง ดักลาส แมรี่แลนด์

แม้ว่าลาสจะไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของการทหาร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความรู้ ถ้าจะให้สั่งทหารสู้รบในพื้นที่โล่ง รบแบบตั้งแถวแนวยิง กองกำลังอาณานิคมคงได้สูญเสียจำนวนมากอย่างแน่นอน เพื่อคิดหาวิธีป้องกันความเสี่ยงที่จะเจอกับกองทัพข้าศึกในเดินมาเข้ายึดเมืองโฟลิกคืนจากมือลีโอเนีย ลาสเลือกใช้วิธีขุดสนามเพลาะขึ้นมา

แนวป้องกันแรกถูกสร้างด้วยความเร่งรีบโดยชาวเมืองโฟลิกที่ลาสได้รับอาสาแลกกับเงินอันน้อยนิด แนวป้องกันแรกเป็นสนามเพลาะคดไปคดมาไม่ได้เป็นแนวตรงยาว มันลึกพอที่จะให้ผู้ที่อยู่ข้างในสามารถโผล่หัวขึ้นมามองและยิง เสริมด้วยเชิงเทินที่เป็นท่อนไม้ หากแนวแรกไม่สามารถกันได้ พวกเขาสามารถถอยกลับไปยังแนวรับต่อมาได้

แนวที่สองเป็นเนินดินสูงกว่าแนวแรกอย่างมากมันสามารถ แนวเนินดินนั้นเสริมใส่ด้วยไม้อันแข็งแรง พอที่จะกันลูกปืนใหญ่ได้พอสมควร แนวที่สองนั้นสูงพอที่จะยิงลงไปยังแนวป้องกันแรก สุดท้ายคือจุดที่ลาสอยู่ กำแพงไม้ของเมืองโฟลิก

“ใจเย็นๆ บรรจุกระสุน เล็ง และยิง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้แน่ใจว่าพวกนายยิงโดนแน่นอน” ชายร่างใหญ่ผู้มีสีผมบลอนด์ทอง เบลิซาอุส หนึ่งในผู้หมวดแห่งกองกำลังอารานิคมผู้ซึ่งผ่านสงครามอาริกาเซีย-ชนพื้นเมือง และณตอนนี้ผู้นำแนวป้องกันแรก

แนวป้องกันแรกยิงต่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว ผู้บุกเป็นทหารทั่วของแฟแลงซ์ ไม่มีนักเวทย์สนับสนุน เหมือนกับว่าเป็นการลองเชิงกับทหารอาณานิคมเพียงเท่านั้น ปืนทุกกระบอกปลดปล่อยลูกปืนสังหารทหารราบที่พยายามเดินทัพเข้าตีแนวป้องกันแรก หากคนแรกที่อยู่ข้างหน้าล้มลง ผู้ตามข้างหลังก็จะวิ่งขึ้นมาแทน มันเป็นเช่นนี้ไปอีกราวๆ20นาที ท้ายที่สุดพวกเขาก็เข้าใกล้แนวป้องกันแรกแล้ว โชคร้ายไม่ทันได้สวนกลับด้วยอาวุธของตน แนวรบที่สองข้างหลังเนินดินก็โผล่ขึ้นมาเล็งก่อนจะปล่อยความเกรี้ยวกราดออกมาเป็นชุด

เสียงปืนคาศิลาของแนวป้องกันบนเนินยิงเป็นวอลเลย์ สาดส่งฝูงลูกปืนเหล็กปลิดชีพเหล่าทหารแฟแลงซ์ การโจมตีนั้นมาจากทางอาณานิคมมานานกว่า 30 นาที แน่นอนว่ากองกำลังแฟแลงซ์ที่สูญเสียจำนวนมากก็มาถึงระยะยิงของอาวุธตัวเอง

“เล็ง! ยิง!” เสียงคำสั่งของนายกองแฟแลงซ์ตะโกนสั่ง

ปากกระบอกปืนเล็งไปตรงหน้า พวกเขาไม่เล็งยิงทหารอาณานิคมที่จะโผล่ขึ้นมายิง ทำให้ต้องเล็งสุ่ม ก่อนที่ยิงไปยังแนวป้องกันทั้งสอง อนิจจาลูกปืนสังหารโดนแนวป้องกันก็จริง หากแต่มิได้โดนข้าศึกที่หลบอยู่ เสียงปืนกลบเสียงผู้ถูกยิงไปหมด ทำให้นายหทารแฟแลงซ์ไม่สามารถทราบได้ว่ายิงโดนหรือไม่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจำนวนคนตายนั้นมีมากเกินกว่าที่จะยึดแนวป้องกันแรกได้ ผู้นำการโจมตีของแฟแลงซ์จึงตะโกนสั่งถอยกลับ เหล่าทหารแฟแลงซ์ต่างพากันวิ่งถอยกลับ บ้างก็หยิบจับผู้บาดเจ็บกลับไปด้วย บ้างก็ทิ้งไว้ในทุ่งสงหาร แม้จะเป็นการโจมตีไม่กี่ชั่วโมง

แต่ความเสียหายของแนวป้องกันนั้นแทบจะไม่มี

“หยุดยิง!! หยุดยิง!!” เบลิซาอุสสั่งหลังจากที่กองกำลังแฟแลงซ์เริ่มถอยออกจากแนวยิง

การที่จะสังหารทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเสบียงกระสุนดินปืนนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ซึี่งลาสก็เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมก่อนที่การปิดล้อมจะเกิดขึ้น และการโจมตีในครั้งนี้ก็เป็นแค่การลองเชิงของอีกฝั่งเท่านั้น หากป้องกันได้ขวัญกำลังใจของกองกำลังอาณานิคมก็จะยังไม่ตกลง ในขณะที่ฝั่งที่บุกนั้นก็ได้เป้าหมายสำคัญอย่างการตรวจทดสอบแนวป้องกันของเมือง แต่การล้อมเมืองนั้นจำเป็นต้องปิดทางหลีทั้งหมดของกองกำลังอาณานิคม หมายความว่าหลังเมืองอันเป็นแม่นํ้า อีกฝั่งจำเป็นต้องอยู่ในมือของกองทัพแฟแลงซ์ ซึ่งลาสก็ได้สั่งให้ทำลายสะพานทั้งหมดที่สามารถข้ามได้ทั้งหมด

“น่าจะได้ยินเสียงสัญญาณในอีกไม่ช้า” เบลิซาอุสมองไปยังอีกฝั่งที่ห่างไกลจากตัวเมือง

 ไม่ช้า เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ควันโขมงสีดำปะทุลอยขึ้นกลางท้องฟ้า เสียงของมันดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วสนาม ก่อนที่เสียงระเบิดดังขึ้นสองรอบสองจุดอันห่างไกลจากตัวเมือง ถึงขนาดที่ว่าทหารข้าศึกที่ยังพักอยู่ในแค้มป์ยังต้องรีบออกมาดูเสียงที่ควันที่ว่า

..

ที่พักผู้นำกองกำลังแฟแลงซ์ แนวหลังสุดของกองทัพ

สตรีศักดิ์สิทธิ์ก้าวเท้าออกมาจากที่พักของตน เธอหันมองตามเสียงที่ดังกึกก้องนั้นด้วยสีหน้าที่ตกใจสุดขีด เสียงดังที่ว่านั้นดังเสียยิ่งกว่าบทเวทฟ้าพิโรธของผู้ใช้ศาสตร์เวทมนตร์ ก่อนที่เธอจะนึกบางอย่างได้ จากความตกใจก็เปลี่ยนกลายเป็นความโกรธ เมืองโฟลิกมีแม่นํ้าเล็กไหลผ่าน แต่ตัวเมืองตั้งอยู่ใจกลางของแม่นํ้าใหญ่ที่แยกออกไหลสู่ท้องทะเล กองทัพของเธอเดินทางข้ามสะพานที่ถูกสร้างเชื่อมผ่านแม่นํ้าใหญ่เพื่อที่จะสามารถติดต่อเมืองโฟลิกได้ แน่นอนว่าอีกฝั่งของสะพานที่เธอข้ามมาก็มีอีกสะพานที่เชื่อมเป็นทางไปเมืองหลวง และมันถูกทำลายเป็นที่เรียบร้อย

ถ้าเป็นสะพานเล็กที่ข้ามแม่นํ้าของตัวเมืองนั้นกองทัพแฟแลงซ์ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ถ้าเป็นสะพานใหญ่ที่เชื่อเป็นเกาะขนาดเล็กนี้ถูกพังทลายพวกเธอจะไม่สามารถไปสู่เมืองหลวงของทูเดียได้ การซ่อมแซมนั้นต้องใช้เวลาอย่างมาก กองกำลังของเธอไม่มีเวลาพอที่จะรอได้อย่างแน่นอน

ก่อนที่ มิราเบลล์ จะหันไปมองผู้ที่เธอคิดว่าเป็นคนทำลายสิ่งก่อสร้างอันสำคัญ กองกำลังลีโอเนียผู้ยึดครองเมืองโฟลิ แล้วกล่าว

“สิ่งก่อสร้างอันยาวนาน เป็นถึงมรดกที่สืบทอดกันมา กลับถูกทำลายสิ้นในช่วงเวลาอันน้อยนิด… ช่างเป็นพวกป่าเถื่อนเสียจริง”

ขณะที่หญิงสาวผู้เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์กำลังจมอยู่ภายใต้อารมณ์ที่แปรปรวน ขุนนางชายและนักบวชเผ่าซองทูอาก็ได้เดินเข้ามาหามิราเบลล์ ขุนนางชายนั้นมาจากตระกูลใหญ่ในแฟแลงซ์ เขาถือเป็นผู้สนับสนุนโบสถ์รายใหญ่ จนได้มาเป็นรองผู้นำกองกำลังแฟแลงซ์แห่งนี้ เป็นรองเพียงแค่ มาร์ควิส ฟราสโก้

“ท่านเจ้าข้า แนวป้องกันนั้นแน่นหนาอย่างมาก แต่หากพวกเราตีแนวป้องกันไม่ให้พวกมันได้พัก ไม่แน่เมืองโฟลิกอาจถูกพวกเราปลดปล่อยในเวลาอันเร็ววันเป็นแน่ขอรับ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าแนวป้องกันที่แข็งแรงนั้นจะพังลงเมื่อใด!” ขุนนางกล่าวหลังสังเหตุการณ์ลองเชิงของกองทัพพวกเขา เป็นเรื่องปกติที่แม้ว่าตัวขุนนางจะไม่ได้ไปรบที่แนวหน้า แต่สามารถรับเกียรติในสงครามได้หากผู้ใต้อาณัติเป็นคนสู้ในสนามรบขณะนั้น

“เราไม่อาจสนับสนุนร่ายเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ได้ช่วยเหลือได้ในขณะนี้ เพราะการโจมตีด้วยเวทมนตร์ที่เราได้ใช้ไปนั้นกินพลังชีวิตอย่างมาก ต่อให้กองกำลังลีโอเนียข้างในเมืองโฟลิกจะแข็งแกร่งเพียงใด หากถูกนักรบผู้เหลื่องใสที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ก็มิอาจต้านทานได้” มิราเบลล์ชะงัก “เพราะเหตุนั้น มิจำเป็นต้องส่งผู้ศรัทธาให้สูญเสียเยอะเสีย ค่อยๆล้อมเมืองอย่างช้าๆ จากนั้นก็ตัดขาดเมืองโฟลิกกับโลกภายนอก ไม่นานแผนหลักของเราก็จะสําริดผล เหล่าผู้ศรัทธาในเมืองโฟลิกจับอาวุธสู้กับพวกลีโอเนียเอง”

“ช่างเป็นความคิดที่เลิศเลอยิ่งนัก สมกับเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ช่างน่านับถือๆ” ขุนนางชายกล่าวพร้อมตบมือสรรเสริญพยายามเอาใจหญิงสาวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผิดกลับมิราเบลล์ที่ไม่ได้ต้องการคนแบบขุนนางตรงหน้า ขุนนางที่ใช้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นตัวแทนทุกอย่าง มิราเบลล์หันไปหานักบวชชาวซองทูอาแทนขุนนาง

ซิสเตอร์ เอเบรียลล์ (Sister Abrielle) เรามีเรื่องอยากจะให้ท่านช่วยหน่อย” นักบวชหญิงผู้มีทรงผมสีขาว โดยที่มีปีกและวงแหวนอันโดนเด่นอันเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าซองทูอา ซิสเตอร์ เอเบรียลล์ ดวงตาสีฟ้าของเธอนั้นเหมือนกับท้องฟ้ายามเช้า ใบหน้างามเหมือนนางฟ้า หากแต่ตอนนี้มันเป็นใบหน้าที่จริงจัง

“หากเป็นประสงค์ของท่าน ตัวข้าก็พร้อมเดินตาม” เธอกล่าวตอบพร้อมก้มหัวเคารพมิราเบบล์ นํ้าเสียงนั้นอ่อนนุ่มสมกับอาร่าที่สูงส่ง ไม่คิดสงสัยในคำขอของสตรีศักดิ์สิทธิ์แม้แต่นิด เธอพร้อมที่จะทำตามคำสั่งของสตรีศักดิ์สิทธิ์แม้ว่ามันจะพาเธอไปยังความตายก็ตาม…

……

.

.

.

.

.

.

คฤหาสน์เจ้าเมืองโฟลิก (ฐานบัญชาการ กองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว)

การป้องกันเมืองโฟลิกนั้นถูกส่งเป็นคำสั่งให้กับเหล่าผู้บังคับการของแต่ละกอง ภายในห้องบัญชาการชั่วคราว อันเคยเป็นห้องรับแขก จึงมีเพียงแค่ลาสและคนสนิทเท่านั้น ลาสรู้อยู่แล้วว่าจะมีกองกำลังเดินทางมายังเมืองโฟลิก และหลังจากหน่วยสอดแนมที่เขาตั้งขึ้นด้วยความเร่งรีบ ก็ได้ส่งข้อมูลข่าวสารมาทันเวลา หากข่าวที่หน่วยสอดแนมมาไม่ทันก่อน ลาสคงเตรียมตัวป้องกันที่มั่นแห่งนี้เป็นแน่

ไม่คิดไม่ฝัน ว่าชีวิตเรียบง่ายที่ไม่ต้องเสี่ยงตายนั้นหายไปด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าติดจรวด ลาสหยิบเอกสารสำคัญขึ้นมาอ่าน นอกจากเรื่องการป้องกันเมือง ก็คงเป็นเรื่องเสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์ที่มีจำกัด กลุ่มต่อต้านภายในเมืองที่เริ่มจะเผยตัวให้เห็น และอีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ใช้เวลาหลังจากเมืองโฟลิกอยู่ในเมืองของเขา ลาสร่างแผนรับมือต่างๆขึ้น ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกจับโดยศัตรูที่ไม่รู้จัก

หากเป็นไปได้ลาสก็อยากจะหลบหนีออกจากเมือง ทิ้งปัญหาทั้งหมดแล้วไปเริ่มต้นชีวิต ใช้ความรู้ที่มีเก็บเงิน ซื้อบ้านในทวีปนี้สักหลัง ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป… ‘ แต่จะให้ทิ้งอานาคตที่เปลี่ยนแปลงไปก็เสียดายแย่ มีหวังโดยพี่ไวต์บ่นกรอกหูอย่งแน่นอน ’

เฮ้อ.. คิดเช่นนั้นชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมายกใหญ่ สร้างความตกใจให้กับหลายๆคนในห้องบัญชาการชั่วคราวแห่งนี้

“ท่านยังคงกังวลกับการปิดล้อมหรือ?”  ดักซ์หนึ่งในทหารคนสนิทของลาสกล่าวถาม เขาไม่เคยเห็นลาสที่มีสีหน้าสิ้นหวังเช่นนี้มาก่อน ยามปกติแล้วชายหนุ่มร่างเล็กคนนี้มักมีใบหน้าที่เย็นช้า ไม่สามารถมองออกได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

" ใครกันที่บอกว่าเสบียงจะถูกส่งมาผ่านทางนํ้า? ใครกันที่ว่าบอกเราจะมีปืนใหญ่สนับสนุน? ธงลีโอเนียชู่ขึ้นมานานแค่ไหนแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววของทหารลีโอเนียเข้ามาแทนพวกเราเลย ให้ตายสิ

ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเราถูกทิ้งไว้กลางดงศัตรูจริงๆ

“พวกเขาอาจจะมีเหตุผลที่อาจจะไม่สามารถมาได้ก็ได้ครับ”

ปัง! “เราก็ส่งคนไปหาจุดนัดพบเก่าแต่กลับไม่มีใครอยู่เนี่ยนะ!? เหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน” ประตูถูกพลักออก อัมลักก้าวเท้าเข้าห้องด้วยคาวมโกรธ จะมีผู้ใดที่เก็บอารมณ์ไม่ได้ก็คงจะไม่พ้นชายผิวสีร่างใหญ่คนนี้อย่างแน่นอน

“ใจเย็นหน่อย… แล้วเวลาเข้ามาช่วยอย่าพังประตูจะได้ไหม” ลาสชะงักตกใจเล็กน้อย และกล่าวแม้ว่าคำพูดอย่างหลังจะเบาจนไม่ไมีใครได้ยิน

“อย่างไรก็ตาม ไม่ก็ไม่สามารถถอนกำลังขนาดใหญ่ออกจากเมืองได้อย่างแน่นอน พวกเราต้องป้องกันเมืองเอาไว้จนกว่าที่ข่าวดีจะมาหาเรา และผมอยากจะให้ทุกคนในห้องนี้ได้เข้าใจสถานการณ์ของเราในตอนนี้ก่อน” สิ้นเสียงเหล่าผู้บัญชาการต่างมองมายังลาส ผู้นำของพวกเขาในตอนนี้

“ผมได้สั่งให้ อันฮัลท์ เวติก้า ผู้นำกองกำลังสอดแนมที่ผมได้ตจัดขึ้นมา ให้พวกเขาสู้แบบกองโจร[1]ที่ฝั่งแม่นํ้าเล็กของโฟลิก หยุดไม่ให้กองกำลังแฟแลงซ์ล้อมเมืองทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นกำลังพลของพวกเราก็น้อยอย่างมากเมื่อเทียบกับกองกำลังแฟแลงซ์ และอีกฝั่งก็มีนักเวทย์จำนวนมาก หลายท่านน่าจะได้เห็นลูกไฟในตอนแรก นั้นเป็นสิ่งที่ผมกังวลต่อกองกำลังสอดแนมที่ผมได้สั่งไป…” ขณะที่ลาสกำลังพูดอยู่นั้น อักลักก็ชู่มือขึ้น ลาสได้เคยกล่าวกับเหล่าผู้บัญชาการว่าหากใครต้องการขัดแผน หรือมีคำถามต่อแผนการของลาสให้ยกมือขึ้นได้ เขาพร้อมที่จะรับฟังทุกคน แม้แต่พลทหารก็จะรับฟัง

“สรรหากำลังเพิ่มดีหรือไม่? ลองให้ชาวเมืองเป็นกองกำลังสำรอง ไม่ก็จัดตั้งให้ชาวเมืองโฟลิกเป็นกำลังใหม่ หลายคนในเมืองนี้คุ้นชินพื้นที่ภูมิศาสตร์ดีกว่าพวกเราอย่างมาก และอีกอย่างตั้งแต่ท่านปกครองเมืองโฟลิกดูเเหมือนว่าจะมีชาวทูเดียที่สนีบสนุนท่านอยู่เช่นเดียวกัน”

“ถึงจะมีความเสี่ยงที่พวกชาวเมืองโฟลิกจะแปรพักตร์ แต่ข้าเห็นด้วยกับอัมลัก ชาวทูเดียไม่ได้ถูกกับแฟแลงซ์อยู่เป็นเดิมทีอยู่แล้ว และท่านลาสก็ยังพยายามสร้างมิตรกับชาวเมืองมาโดยตลอดหลังจากเรายึดเมืองได้” ดักซ์กว่าเสริม

เหล่าผู้บัญชาการในห้องต่างพากันเสนอแนวคิดมากมาย ที่จะพาชาวเมืองโฟลิกสู่ร่วมกับชาวอาณานิคม ท้ายที่สุดลาสก็ยอมรับความเสี่ยง ลาสเขียนจดหมายอยู่สักสามนาทีก่อนจะยื่นให้นายทหารคนหนึ่งในห้อง แล้วสั่งให้ไปส่งถึงมือของทหารชาวทูเดียที่เป็นผู้นำปกป้องเมืองโฟลิกซึ่งตอนนี้ถูกจับอยู่ในบ้าน เขาช่วยลาสมาเยอะพอสมควรน่าแปลกที่ ชายผู้นั้นให้ความร่วมมืออย่างมาก

ก่อนที่จะลาสจะหันมา และกล่าวกับคนที่เหลือในห้อง

“ก็อย่างที่พวกท่านได้ทราบกันว่าผมได้พยายามเชื่อมความสัมพันธ์กับชาวเมือง แต่พวกเราอยู่ในดินแดนของศัตรูหมายความว่า พวกเราคือผู้รุกรานในสายตาของชาวเมืองโฟลิกอยู่ดี  ไว้เรื่องของการใช้ชาวทูเดียเป็นกำลังเสริมก่อน”

ภายใต้แรงกดดัน ความกังวลและกลัวถูกกดทับ ด้วยสายตาอันเย็นชาของลาส ชายหนุ่มมองไปยังเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก่อนที่จะเปล่งเสียงพูดต่อ

“ในตอนที่พวกแฟแลงซ์พยายามตีแนวป้องกันเข้ามา อาจจะมีการจลาจลเกิดขึ้น ถึงผมจะเกลียดวิธีนี้แต่ว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆ คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นถ้าเกิดว่าพวกเราไม่ได้มาอยู่ในณที่แห่งนี้…”

ก่อนที่เขาจะยกเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาชู่ยืนให้กับผู้บัญชาการในห้อง  และกล่าวต่อด้วยนํ้าเสียงสงบนิ่งสเหมือนกับเขารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

“คำสั่งให้กองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว ทำการปราบปรามอย่างรุนแรงกับชาวเมืองโฟลิกที่มีท่าทีเป็นศัตรูต่อสหจัรวรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดิ หากเกิดการจลาจลใดๆต้องถูกกำจัดและยุติทันที ผู้ใดก็ตามที่มีวี่แววว่าจะก่อการร้าย ผู้ใดตามที่ออกจากบ้านของตนในเวลากลางคืนหรือตอนที่เริ่มการปะทะกับฝั่งตรงข้าม ผู้ที่ให้การสนับสนุนอาณาจักรแฟแลงซ์อันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นโทษทัณฑ์ร้ายแรง…ผู้นั้นจะถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย และจะถูกสำเร็จโทษด้วยการยิง”


[1]สู้แบบกองโจร : สงครามกองโจร (guerrilla warfare) เป็นการรบแบบใช้กำลังพลขนาดเล็ก หรือพลเรือนติดอาวุธ สามารถเคลื่อนที่ได้ง่าย ซุ่มโจมตีและถอนกำลังก่อนที่อีกฝั่งจะตั้งตัวทัน หรือพยายามทำให้ข้าศึกอ่อนกำลังลง เพื่อทำให้กองกำลังที่มีขนาดใหญ่กว่าหยุดหรือถอยกลับ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด