ตอนที่แล้วตอนที่ 6 ไม่ควรเอาคืนกันเช่นนี้  
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 8 จิงหงผู้งดงาม

นิยาย แพทย์เทวะหัตถ์ปีศาจ : แพทย์พิษหัตถ์ปีศาจ

ตอนที่ 7 บุตรสาวคนโตกลับมา


ณ เมืองหลวงของตงชิงซึ่งรู้จักกันในชื่อซั่งตู ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง  เป็นสถานที่ที่ปฐมกษัตริย์ได้เชิญอาจารย์ฮวงจุ้ย 7 ท่านมาเลือกพื้นที่ในการก่อตั้งเมืองหลวงขึ้นมา

ก่อนฟ้าจะสว่างในวันนี้ มีข่าวชัยชนะในการสู้รบขององค์ชายสิบจวินมู่หลินที่ชายแดนส่งกลับมายังซั่งตู ในขณะเดียวกันก็ยังมีข่าวที่ว่าจวินมู่หลินถูกทหารฝ่ายศัตรูลอบสังหารในระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงและโชคร้ายสิ้นพระชนม์ไปแล้ว

ทั้งแคว้นตงชิงร่วมไว้ทุกข์

ฮ่องเต้เทียนเหอบัญชาให้ตระเตรียมพิธีพระศพอย่างยิ่งใหญ่แก่โอรสองค์เล็กที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด ป้ายขาวเริ่มมีตั้งแต่ประตูเมืองสี่ด้าน เพียงใช้เวลาในช่วงเช้าก็แบกไปทั่วเมือง กระดาษเงินกระดาษทองถูกโปรยเต็มพื้น ราษฎรทุกคนที่ร่วมขบวนต่างสวมชุดขาว

ในเวลาเดียวกัน จวนเหวินกั๋วกงในเมืองหลวงก็ได้จัดงานศพ ไป๋เฮ่อหรานบุตรสาวคนโตที่ป่วยหนักถูกส่งไปรักษาตัวในครอบครัวญาติห่าง ๆ นอกเมืองหลวง 3 ปี เดิมควรกลับถึงเมืองหลวงภายในสองสามวันนี้ คาดไม่ถึงว่าระหว่างเดินทางม้าเกิดคลุ้มคลั่ง ทั้งคนทั้งม้าตกลงเหวไปพร้อมกัน

พอได้ยินว่าเกิดเหตุร้ายกับองค์ชายสิบ เหล่าเสนาบดีทั้งหมดต่างเข้าไปในพระราชวัง ไป๋ซิ่งเหยียนที่ดำรงตำแหน่งเหวินกั๋วกงก็ไปด้วยเช่นกัน

เขากลอกตาทีหนึ่งและทูลเสนอแนวคิดให้กับฮ่องเต้เทียนเหอซึ่งกำลังเจ็บปวดเสียพระทัยโดยทูลว่าจวนเหวินกั๋วกงซึ่งมีบรรดาศักดิ์ชั้นที่หนึ่ง มีบุตรสาวที่เสียชีวิตไปในช่วงนี้พอดีและเป็นบุตรสาวคนโตสายเลือดตรง เมื่อพูดถึงตำแหน่งแล้ว ไป๋เฮ่อหรานบุตรสาวของเขาก็คู่ควรกับจวินมู่หลินองค์ชายสิบมาก จะดีหรือไม่ถ้าจัดพิธีอภิเษกหลังการเสียชีวิตให้ทั้งสองครอบครัว เพื่อไม่ให้องค์ชายสิบต้องโดดเดี่ยวในปรโลก

ฮ่องเต้เทียนเหอกำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของโอรสพระองค์คนเล็กอยู่แล้วจึงสูญเสียความคิด จู่ ๆ ได้ยินไป๋ซิ่งเหยียนเอ่ยเช่นนี้ พลันรู้สึกว่าโอรสมีอายุใกล้จะ 20 ชันษาแล้ว ยังไม่ทันได้สร้างครอบครัวก็ถูกสังหารตายนอกบ้านเกิด น่าเศร้าโศกยิ่งนัก ฉะนั้นจึงตกลงพระราชทานงานแต่งงานหลังการตายให้จวินมู่หลินองค์ชายสิบกับไป๋เฮ่อหรานคุณหนูรองจวนเหวินกั๋วกง

ไป๋เฮ่อหรานกลับไปเมืองซั่งตูในสภาพเช่นนี้ นางสวมชุดขาด ๆ ที่แข็งไปทั้งตัว เมื่อยืนอยู่หน้าใบประกาศของทางการที่ติดอยู่ตรงกำแพงเมืองซั่งตูแล้ว นางก็เกิดอารมณ์ที่อยากจะฆ่าคนขึ้นมา

แต่งงานหลังการตาย นี่คือเรื่องบ้าบออะไรกัน ? คนตายไปแล้วยังสามารถได้รับพระราชทานงานแต่งได้อีกหรือ ? นี่มันไม่ใช่แค่ไร้สิทธิมนุษยชน แต่เป็นการแย่งสิทธิ์ของผีไปด้วยชัด ๆ การปกครองระบอบศักดินาช่างครอบงำยิ่งนัก คนมีชีวิตอยู่ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง กระทั่งตายแล้วก็ยังหนีไม่พ้นการถูกสั่งการอีก

“ก็ไม่รู้เป็นคนไร้ศีลธรรมผู้ใดถึงได้เสนอเรื่องแบบนี้ แต่ในเมื่อข้าตายแล้ว ใบประกาศของทางการฉบับนี้ก็ไม่มีผลเป็นธรรมดา” นางยื่นมือออกแล้วดึงใบประกาศตรงหน้าลงมา

ทีนี้ก็กลายเป็นนางกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ช่วงเวลาไว้ทุกข์นั้นทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยคนของทางการซึ่งคาดผ้าขาวไว้ที่ศีรษะ พอใบประกาศถูกดึงออกเท่านั้นก็มีคนของทางการสองกลุ่มล้อมเข้ามาพร้อมตวาดว่า “ผู้ใดช่างใจกล้าดึงใบประกาศออก ?”

พอตวาดจบ บรรดาคนของทางการก็พากันนิ่งงัน

เหตุใดถึงเป็นกู่เหนียงน้อยหรือ ? ทั้งตัวซูบซีด เสื้อผ้าขาด ๆ ชุดหลวมโพรกแกว่งไปมา แทบสามารถให้คนตัวเท่านางสามคนสวมใส่พร้อมกันได้

กู่เหนียงน้อยผู้นี้ถือใบประกาศไว้ในมือ ดวงตาทั้งคู่ราวกับดวงตาของหมาป่าในภูเขาหิมะ ดูเย็นชาจนเมื่อพวกเขาจ้องมองก็รู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง

และไม่รู้ด้วยเหตุอันใด เมื่อคนเหล่านี้เผชิญกับไป๋เฮ่อหรานแล้วต่างเกิดความเกรงกลัวขึ้นมา

ไป๋เฮ่อหรานมองไปรอบ ๆ สายตาเผยความเย็นชาออกมา

ต่อจากนี้ไป จำต้องใช้ทั้งชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองแบบนี้หรือ ?

ไม่มีตึกสูงใหญ่ ไม่มีอาวุธปืนหรือระเบิด มีเพียงการโค้งคำนับและคุกเข่า ต้องยึดตามกฎอย่างเดียวหรือ ?

นางก้มหน้ามองใบประกาศในมือและไม่รู้ด้วยเหตุใด ในสมองกลับมีภาพชายหนุ่มที่แช่อยู่ในน้ำพุร้อนแวบขึ้นมา พร้อมกับนัยน์ตาดำเจือม่วงอ่อน ๆ คู่นั้นของเขา ซึ่งไม่ได้ทำให้นางรู้สึกสบายใจแต่อย่างใด

ไป๋เฮ่อหรานไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา หัวสมองกำลังค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พอก้าวเท้าก็ได้เดินไปทางจวนเหวินกั๋วกงเลย

มีคนของทางการที่อยากรั้งตัวนางไว้ แต่คนข้าง ๆ ได้ดึงเขาไว้ก่อนและกระซิบเบาว่า “ช่างเถิด กู่เหนียงคนนี้อาจเป็นคนเสียสติ ไม่แน่ว่าอาจได้รับการกระตุ้นบางอย่าง เดิมทีวันนี้มีเรื่องวุ่นวายมากพอแล้วในเมืองหลวง อย่าได้สร้างเรื่องอีกเลยดีกว่า”

จวนเหวินกั๋วกงอยู่ช่วงทิศตะวันตกของซั่งตู   เมืองหลวงให้ความสำคัญกับความร่ำรวยทางทิศตะวันออก ขุนนางทางทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือคือคนยากจน ในพื้นที่ซึ่งแพงหูฉี่อย่างทิศตะวันตกของเมืองนั้น จวนเหวินกั๋วกงเป็นจวนที่งดงามที่สุดรองลงมาจากตำหนักขององค์ชาย

พอนางมาถึงก็เห็นประตูจวนเปิดไว้กว้าง ผู้คนที่สวมชุดขาวนับไม่ถ้วนเดินเข้า ๆ ออก ๆ อีกทั้งยังมีคนไม่น้อยกำลังแบกกระดาษเงินกระดาษทองเดินเข้าจวน มีคนหนึ่งยืนตะโกนที่ประตูจวนว่า “ระวังกันหน่อย สิ่งของเหล่านี้เป็นสินเดิมของคุณหนูรอง ห้ามกระแทกจนเกิดความเสียหายเด็ดขาด ผู้ใดกล้าละเลย แม้จวนเหวินกั๋วกงไม่เอาชีวิตเจ้า ฝั่งจุนอ๋องก็ไม่ปล่อยพวกเจ้าง่าย ๆ แน่”

ไป๋เฮ่อหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางมีความทรงจำต่อจุนอ๋องอยู่บ้าง ในใบประกาศของทางการได้เขียนไว้ว่าองค์ชายสิบก็คือจุนอ๋อง

นางเดินต่อไปข้างหน้าและหยุดลงนอกประตูจวน

คนยืนอยู่ข้างในประตูมีจำนวนไม่น้อย หญิงสาวแต่งงานแล้วอายุประมาณสามสิบห้าสามสิบหกปีกำลังเอ่ยด้วยความเศร้า “สินเดิมเหล่านี้ยังไม่พอ ไป๋ฝู เดี๋ยวเจ้าเรียกคนตระเตรียมให้มากกว่านี้อีก ห้ามให้คนดูถูกจวนเหวินกั๋วกงของเรา และห้ามให้คุณหนูรองต้องถูกรังแกในฝั่งนั้น ชีวิตคุณหนูรองช่างแสนลำบาก ตอนอยู่ก็ไม่มีความสุข ตอนนี้จากไปแล้ว เราต้องไม่ให้นางลำบากอีก”

พูดจบก็กัดฟันและถอดกำไลหยกออกจากข้อมือแล้ววางลงที่ร่างหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง...

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด