ตอนที่แล้วบทที่ 134 เริ่มต้นการประลอง 1
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 136 กิ่งทองใบหยก

บทที่ 135 เริ่มต้นการประลอง 2


กำลังโหลดไฟล์

เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานประลอง ก้อนเปลวเพลงอันร้อนแรงพวยพุ่งออกจากเตาโอสถเทพแมงป่องเป็นระลอก

มันทำให้ผู้คนที่ได้มองไปยังร่างของจ้าวเทียนไห่บังเกิดความรู้สึกขนลุกขึ้นมา ร่างของผู้ฝึกตนวีรชนกำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวไฟ

“นะ...นั้นหรือว่าคุณชายจินจะสร้างปาฎิหาริย์ได้จริงๆ”เสียงของผู้คนเริ่มที่จะดังออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก

การโจมตีของจินเหล่าต้านั้นกินเวลาอยู่หลายสิบลมหายใจก้อนอัคคีนับสิบๆไม่สิมันอาจจะมากกว่าร้อยด้วยซ้ำพุ่งเข้าใส่จ้าวเทียนไห่อย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าของจินเหล่าต้าซีดขาวลง

แต่ทันใดนั้นสุ้มเสียงบั่นทอนกำลังใจของมันได้ดังขึ้นมา

“เสเพลอันดับหนึ่ง คุณชายจินดูเหมือนท่านจะชอบทำเรื่องไร้สาระไปวันๆเหมาะสมแก่ฉายาที่ผู้คนตั้งให้จริงๆนะ”เสียงนั้นดังออกมาจากร่างที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวไฟ

และเพียงไม่นานลมปราณสีม่วงค่อยๆเข้ากลืนกินเปลวไฟที่ลุกท่วมร่างนั้น จนมอบดับไปหมด มันเผยให้เห็นร่างที่ไร้ซึ่งบาดแผลของจ้าวเทียนไห่ แม้แต่เสื้อผ้าของมันก็ยังอยู่ครบดี ไม่มีส่วนใดที่ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ไปเลย

จากนั้นจ้าวเทียนไห่ได้กล่าวออกด้วยเสียงแผ่วเบา“คุณชายจิน ตัวท่านมันน่ากลัวเกินไป ถ้าข้ายังอยู่ในแดนแห่งปราชญ์เหมือนๆกับท่าน ข้าคงไม่พ้นจะต้องบาดเจ็บสาหัสแล้ว

ด้วยความแข็งแกร่งของตัวท่านเกรงว่าอนาคตของตระกูลจ้าวคงต้องลำบากกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นอย่าโทษข้าที่ไม่คิดจะให้ต้นกล้าได้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ ข้าคงไม่สามารถปล่อยให้ท่านลงจากเวทีอย่างครบ32ไปได้แน่”

สิ้นคำกล่าวนั้นดวงตาของจ้าวเทียนไห่หรี่เล็กดุจคมกระบี่ จิตสังหารของมันค่อยๆเอ่อล้นออกมา

“ไอ้แก่ ถ้าคิดว่าทำได้ก็เข้ามาให้ไว ข้าไม่ชอบพวกขี้โอคุยโวเหมือนกัน” สิ้นคำกล่าวของจินเหล่าต้า พลังธาตุทองถูกใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของปลอกแขนตัดอากาศ มันเตรียมพร้อมที่จะรับการโจมตีของจ้าวเทียนไห่

“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”กล่าวจบจ้าวเทียนไห่กางแขนออก มีดสั้นสองเล่มปรากฎอยู่บนมือทั้งสองข้าง “ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสความทรมานจากตะปูวิญญาณคู่ของข้า”

ฉับ!!! ชั่วเวลาไม่กี่อึดทนใจ บาดแผลนับสิบๆแห่งปรากฏบนร่างของจินเหล่าต้า มีดสั่นทั้งสองเล่มเฉือดเฉือนตัดเนื้อของมันจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นจินเหล่าต้าเองก็มิได้หยุดรุกคืบเลย มันพุ่งเข้าหาจ้าวเทียนไห่อย่างบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่มันถูกส่งให้ลอยออกมา มันจะยืนขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง

ปังง!!! ร่างของจินเหล่าต้าลอยกระเด็นออกจนเกือบจะตกเวทีประลองไปด้วยแรงถีบจากเท้าของจ้าวเทียนไห่ จินเหล่าต้าใช้มือขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือดเกาะเวทีประลองไว้อย่างแน่นหนา

จากนั้นมันบิดตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง ใบหน้าของมันแม้จะซีดขาวแต่แววตาของมันเปลี่ยนเป็นเย็นชา

ไม่มีผู้ใดแปลกใจที่ผลการประลองจะออกมาในรูปแบบนี้แดนปราชญ์ขั้น4 นั้นห่างไกลจากแดนวีรชนขั้น1เกินไป แต่ด้วยคำกล่าวต่อไปนี้ของจินเหล่าต้า มันทำให้ผู้ที่คิดออกเช่นนั้นต้องแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวออกมาทันที

“ดูเหมือนแค่พลังของข้าอย่างเดียวคงจะไม่สามารถเอาชนะเจ้าได้จริงๆ ถ้าข้าต้องการทดสอบพลังของตัวเองมากไปกว่านี้ข้าอาจจะได้ตายจริงๆ

ฉะนั้นพวกเราอย่าได้เสียเวลากันอีกเลย เราสองคนมาจบมันกันเถอะ“จากนั้นมันหันไปมองยังหนิงเทียนพร้อมกล่าวออก”พี่ชายหนิงคอยดูให้ดี ข้าจะแสดงสิ่งที่ท่านต้องการให้ได้ชม”

หนิงเทียนได้ยินดังนั้นมันยกยิ้มและกล่าวออกมา “เอาสิ ข้าก็อยากจะชมการแสดงของเสเพลอันดับหนึ่งเหมือนกัน”

สิ้นคำกล่าวของหนิงเทียน จินเหล่าตาปลายตาไปจับจ้องยังศัตรูตรงหน้าพร้อมกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม“เอาละนะ จ้าวเทียนไห่ถ้าตกตายไปก็อย่าได้โทษข้าล่ะ”

จากนั้นมันพุ่งร่างเข้าสู่จ้าวเทียนไห่เหมือนเช่นเคย แต่ที่แปลกไปคือครั้งนี้มันไม่ได้ใช้ปลอกแขนตัดอากาศหรือเตาโอสถเทพแมงป่อง

มันเพียงถือก้อนเหล็กทรงกลมขนาดเท่ากำปั่นเท่านั้น พร้อมกันนั้นเมื่อมันเข้าไกลจ้าวเทียนไห่มันสะบัดมือโยนก้อนเหล็กทรงกลมออกไปพร้อมกับทะยานร่างถอยร่นออกมาจนเกือบที่จะสุดเวที

ดวงตาของหนิงเทียนเป็นประกายเมื่อมองไปยังก้อนเหล็กทรงกลม มันอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา“ข้าเคยบอกแล้วไงว่าเจ้ามันคืออัจฉริยะ”

เวลาเดียวกัน จ้าวเทียนไห่ที่มองก้อนเหล็กด้วยสายตาเหยียดยามเห็นได้ชัดว่าในสายตาของมันนี้เป็นเพียงก้อนเหล็กธรรมดาเท่านั้น

มันเพียงใช้มือคว้าจับไปยังก้อนเหล็กลูกนั้น โดยไม่แม้แต่จะใช้พลังปราณปกคลุมร่างกายด้วยซ้ำ

ทันใดนั้นเองแสงสว่างบังเกิดประกายวูบออกมา!!! พร้อมกับน้ำพาเสียงของอัสนีให้ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง

“ตูมมมมมมมม!!!!” เสียงระเบิดนั้นส่งให้แก้วหูของผู้ชมอื้ออึงไปชั่วขณะ จ้าวหลี่หงที่จ้องมองการประลองอย่างใกล้ชิด มันผุดขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง “เทียนไห่”

ก้อนเหล็กทรงกลมที่จินเหล่าต้าโยนออกมานั้นมันสร้างมาจากเหล็กเย็นเทวะที่หนิงเทียนได้ประมูลมาจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทรและได้ทิ้งไว้ให้มันก่อนที่จะจากไปยังเมืองจี้หลิน

จินเหล่าต้าได้หลอมมันออกเป็นรูปทรงกลมตามที่หนิงเทียนต้องการ แต่สิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของหนิงเทียนก็คือจินเหล่าต้าได้ให้ตี้หูและจั่วจิงหนานอัดแน่นพลังปราณในแดนวีรชนขั้น9ลงไป

เมื่อก้อนเหล็กตกกระทบด้วยแรงกระแทก อาคมที่กักพลังไว้จะเริ่มทำงาน พลังปราณอันมหาศาลที่กักแน่นอยู่ภายในจะระเบิดออกสู่ภายนอก

ถ้าจะกล่าวว่าพลังโจมตีที่อยู่ภายในก้อนเหล็กทรงกลมนี้เทียบเท่ากับระดับที่9ของแดนวีรชนละก็ มันก็ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปจริงๆ

ด้วยแรงระเบิดที่อัดแน่นไปด้วยปราณขั้นที่9ของแดนวีรชน ร่างที่ไร้ซึ่งการปกป้องใดๆของจ้าวเทียนไห่ สลายหายไปพร้อมแรงระเบิด มันหลงเหลือไว้เพียงแต่เศษเท้าทั้งสองข้างให้จ้าวหลี่หงผู้เป็นบิดาได้ดูต่างหน้าเท่านั้น

ฮันซินเป่าปากออกมาอย่างโล่งอกตัวมันก็เกือบไปแล้ว ถ้ามันไม่ฉุกคิดถึงคำกล่าวของหนิงเทียนที่เอ่ยกับจินเหล่าต้า มันก็คงจะได้แต่ยืนมองและไม่ให้ความสนใจก้อนเหล็กนั้นเหมือนเช่นจ้าวเทียนไห่

แม้จะได้เห็นมันอย่างใกล้ชิดกว่าผู้อื่นแต่ภายในใจของฮันซินก็บังเกิดคำถามออกมาว่า“อาวุธประดิษฐ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้มันคืออะไรกัน”

เวลานี้ความเงียบเข้ามาปกคลุมการประลองอีกครั้งหนึ่ง ราวกับว่าทุกคนกำลังใช้เวลาในการทำใจเชื่อภาพที่เกิดตรงหน้านี้

หมดสิ้นความตกตะลึง ความเศร้าใจเจือด้วยความแค้นเข้ามาแทนที่ผู้คนในตระกูลจ้าว“ท่านพ่อ”จ้าวหยางกล่าวออกขณะที่มันกำลังจะพุ่งตัวไปยังกองเศษซากศพของจ้าวเทียนไห่แต่มันกลับถูกสายตาของฮันซินหยุดการกระทำไว้

“บัดซบ สารเลวน้อยแซ่จิน เจ้ากล้าที่จะสังหารบุตรชายข้า”จ้าวหลี่หงคำรามออกมาด้วยโทสะอันมากล้นจิตสังหารของมันทะยานขึ้นสูง...

“ผู้นำจ้าว อาวุธนั้นไร้ตา การประลองนี้ทุกคนนั้นล้วนรู้ในกฎกติกาดีอยู่แล้ว เมื่อบุตรของท่านตายไปเหตุใดถึงต้องแค้นเคืองคนของข้าด้วยเหล่า” หนิงเทียนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย

“ถูกต้องแล้ว เป็นอย่างที่เจ้าหนุ่มนั้นพูดออกมา การต่อสู้มันเป็นของคู่กับความสูญเสียอยู่แล้ว ท่านอย่าได้โวยวายอันใดออกมาเลย ตอนนี้ข้าแค่อยากรู้ว่า อาวุธประดิษฐ์ที่คุณชายจินใช้มันมีชื่อว่าอันใด คุณชายจินท่านสามารถขายมันให้แก่เมืองฉางผิงของเราได้หรือไม่??”

ฉางเหล่ยกล่าวออกพร้อมกับจับจ้องไปยังจินเหล่าต้า แม้ต่อหน้ามันจะสนิทสนมปรองดองกับผู้คนในสามตระกูลใหญ่ แต่แท้จริงแล้วตัวมันนั้นหวาดระแวงในอำนาจของทั้งสามตระกูลอยู่ไม่น้อย

การที่มันได้เห็นตระกูลใหญ่พวกนี้สูญเสียบุคลากรในแดนวีรชนไป นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างมาก

“ชื่อของมันนะหรือ?” จินเหล่าต้าทวนคำถามพร้อมมองไปยังหนิงเทียนราวกับว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ

เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนจึงเปิดปากกล่าวออก“เหล่าต้า อาวุธประดิษฐ์ชิ้นนี้เจ้าเป็นคนสร้างมันขึ้นมา เช่นนั้นแล้วมันก็สมควรเป็นเจ้าที่จะมอบชื่อให้แก่มัน”

“เอ๋!! ข้านะหรือ...เอาเถอะก็เพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น ด้วยเสียงระเบิดที่กึกก้องคล้ายกับความพิโรธของสวรรค์ เช่นนั้นข้าจะเรียกมันว่า ลูกแก้วฟ้าคำรามก็แล้วกัน”

“ถ้านายน้อยจินคิดจะขายมัน หมู่ตึกลมดำของพวกเราก็พร้อมที่จะซื้อโดยไม่เกี่ยงราคา”

“นิกายกระบี่เทวดาของข้า ก็ยินดีที่จะซื้อมัน”ฮุยเหยียนฟางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตระกูลซางของข้าก็ต้องการด้วยเช่นกัน”

เวลานี้เรื่องการตายของจ้าวเทียนไห่ถูกกลบไปด้วยความวิเศษของลูกแก้วฟ้าคำรามที่จินเหล่าต้าได้ใช้ออกจนหมดสิ้น

“เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เลว แม้แต่ในนิกายหอกโลหิตของเรายังไม่มีนักประดิษฐ์คนใดที่จะสามารถเขียนอาคมระดับนั้นออกมาได้

ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหู สำนักเทพประดิษฐ์ละก็พวกมันจะต้องมาเยือนเมืองเล็กๆแห่งนี้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน”ถงจื่อโหลวกล่าวออกด้วยสีหน้าชื่นชม

‘บัดซบ!! การตายของบุตรชายข้ากลับถูกเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าลูกแก้วอะไรนั้นได้อย่างไร??’ ยิ่งจ้าวหลี่หงคิดออกเช่นนั้นโทสะของมันยิ่งมากล้น มันทะยานร่างขึ้นไปบนเวทีประลองพร้อมกล่าวออกอย่างดุร้าย

“การต่อสู้รอบต่อไปจะเริ่มได้หรือยัง??? ข้าทนรอไม่ไหวแล้วที่จะได้แก้แค้นเจ้าเด็กนี้”

คำกล่าวของจ้าวหลี่หงคล้ายกับได้ดึงสติของฮันซินให้กลับเข้ามาอยู่กับการทำหน้าที่กรรมการ จากนั้นมันได้กล่าวออกไป

“การประลองในรอบที่1คู่ที่2จินเหล่าต้าเป็นฝ่ายชนะ” จากนั้นมันมองไปยังหนิงเทียนพร้อมกล่าวต่อ “คุณชายหนิงตระกูลซือหม่าของท่านต้องการที่จะเปลี่ยนคนประลองหรือไม่?”

“แม้ลูกแก้วฟ้าคำรามจะมีพลังทำลายที่รุนแรง แต่ต้นทุนของมันแต่ละลูกนั้นก็ไม่ใช่ถูกๆมันไม่คุ้มที่จะเอามาโยนเล่นกับคนพวกนี้ เหล่าต้าเจ้าลงมาพักได้”

กล่าวจบหนิงเทียนปลายตามองไปยังเสี่ยวซวง “เจ้าออกไปยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย” สิ้นคำพูดของหนิงเทียน เสี่ยวซวงลุกขึ้นยืนโดยไม่มีคำโต้แย้งใดๆออกมา

จ้าวหลี่หงนั้นไม่ได้สนใจกับการเปลี่ยนตัวผู้ประลองครั้งนี้ มันเพียงแค่สังหารไปเรื่อยๆเท่านั้น สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรจินเหล่าต้าก็หนีไม่พ้นจะต้องออกมาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ความคิดของมันนับว่าถูกต้องแต่ที่จ้าวหลี่หงไม่รู้เลยก็คือ มัจจุราชที่อยู่ในคาบเจ้าหญิงน้ำแข็งกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีประลองแล้ว

“สวรรค์เจ้าหนุ่มนั้น คิดอะไรของมันอยู่ เหตุใดถึงให้สตรีที่บอบบางเช่นนั้นขึ้นประลองกับผู้นำตระกูลจ้าว”

“มันต้องบ้าไปแล้ว แม่หนูนั้นดูยังไงก็อายุไม่เกิน18ปีอย่างแน่นอนไม่มีทางที่นางจะเอาชนะจ้าวหลี่หงได้เป็นอันขาด”

“ผู้นำตระกูลจ้าวนั้นอยู่ในขั้นที่6ของดินแดนวีรชน ข้าเกรงว่าด้วยโทสะที่เห็นร่างของบุตรชายตัวเองถูกระเบิดจนแหลกเหลวไปต่อหน้า จะทำให้มันหน้ามืดสังหารสตรีที่งดงามเช่นนี้ได้”

“ใช่แล้วเมื่อพูดถึงความงดงาม เจ้าคิดว่าแม่หนูคนนั้นกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ใครงามกว่ากัน??”

“หึ!!!! เจ้าถามข้าว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันยังจะตอบง่ายกว่าคำถามนี้เลย........!!!”

ในขณะที่เสี่ยวซวงกระโดนเข้าสู่เวทีประลอง ผู้ชมโดยรอบต่างแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างตกตะลึง ไม่มีใครเชื่อว่าสตรีที่งดงามเช่นนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของจ้าวหลี่หงได้และบางส่วนก็ถกเถียงในเรื่องความงามของนางกับมู่เสวี่ย

แม้ผู้ชมโดยรอบจะต่างส่งเสียงออกมาอย่างไม่เชื่อแต่สำหรับที่นั่งด้านล่างที่จัดไว้ให้ผู้มีเกรียติทั้งหลายแล้ว พวกมันต่างเงียบสงบราวกับกำลังจ้องมองไปยังสัตว์ประหลาด

“อายุเพียงเท่านี้กลับบรรลุถึงขั้นที่5ในดินแดนวีรชน ผู้คนที่อวดอ้างตัวเป็นอัจฉริยะทั้งหลายคงจะไม่มีหน้ายืนที่จะยืนกล่าวออกกับสาวน้อยผู้นี้อีกแล้ว” ถงจือโหลวพึมพำออกมา

บุรุษที่นั่งติดกับถงจื่อโหลวกล่าวออกมา“ด้วยอายุที่ไม่น่าเกิน18ปีพรสวรรค์ของนางนั้นเทียบได้กับศิษย์สายในของนิกายเรา หรือว่าศิษย์พี่ท่านมีความคิดที่จะนำตัวแม่หนูนั้นกลับนิกายของเรา”

“ยังเร็วเกินไป แม้พลังบ่มเพาะของนางจะไม่เลว แต่ว่าคู่ต่อสู้ของนางคือคนที่มีพลังสูงกว่า1ขั้น ข้าจะติดสินใจรับนางหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่านางจะแสดงการต่อสู้ครั้งนี้ให้เห็นได้ดีแค่ไหน”ถงจือโหลวกล่าวออกมาพร้อมมองไปยังเสี่ยวซวงด้วยความพอใจ

ภายในที่นั่งด้านซ้ายสุดของแขกผู้มีเกรียติ “ท่านพ่อเป็นนางที่ตัดแขนของลูก”เหอสุ่ยกล่าวออกมาอย่างเคียดแค้นเมื่อมองไปยังเสี่ยวซวง

“เจ้าไม่ต้องห่วง หนี้แค้นนี้พ่อจะชำระให้แก่เจ้าเอง พวกเราเพียงเฝ้ามองมันอย่างเงียบๆและรอคอยโอกาสเท่านั้น เมื่อโอกาสมาถึงพ่อจะจับนางถอดเสื้อผ้าและโยนไปไว้บนเตียงของลูกอย่างแน่นอน” เหอตงหลิวผู้เป็นบิดากล่าวตอบแก่บุตรชาย

เหอตงหลิวเจ้าสำนักดาบศิลามันผู้นี้เคยไปทวงหนี้แค้นที่ตระกูลซือหม่ามาครั้งหนึ่งแล้วแต่กลับถูก กระเพาะเหล็ก ตี้หู ขัดขวางจนต้องล่าถอยออกมา และในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มันจะได้สะสางความแค้นที่เกิดขึ้นในเหล่าอาหารชิงเยี่ยนให้แก่บุตรชาย

เวลาเดียวกันจ้าวหลี่หงแม้จะตกตะลึงกับพลังบ่มเพาะของเสี่ยวซวงแต่ถึงอย่างไรระดับพลังของมันก็ยังสูงกว่าหนึ่งขั้นอยู่ดีและด้วยประสบการณ์ที่มันผ่านการต่อสู้มานับร้อย

มันเชื่อมั่นว่าอย่างไรมันก็ไม่พ่ายแพ้สตรีตัวเล็กๆตรงหน้าอย่างแน่นอน จ้าวหลี่หงจึงกล่าวออกด้วยความมั่นใจ

“ซือหม่าหนิงเทียน ข้าเคยชื่นชมในตัวเจ้าไม่น้อย ครั้งยังเคยส่งคนไปเพื่อขอยุติความผิดใจระว่างเจ้ากับบุตรชายของข้า

แต่ข้าเองก็ไม่คิดเลยว่าเรื่องผิดใจกันที่เกิดในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรจะทำให้เจ้าผูกใจเจ็บและสั่งให้คนมาสังหารบุตรชายข้าอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องห่วง เลือดย่อมต้องล้างด้วยเลือดอย่างแน่นอน

เมื่อเจ้าส่งแม่หนูคนนี้ออกมา ข้าก็จะส่งร่างไร้วิญญาณของนางคืนให้แก่เจ้า”

หนิงเทียนใช้นิ้วแคะเข้าไปที่หู พร้อมกล่าวออกมา “คนแก่นี้พูดมากเสียจริง...เริ่มๆมันเสียทีข้าเบื่อหน้าเจ้าเต็มทนแล้ว”

“การประลองรอบแรกในคู่ที่สาม เสี่ยวซวง จากตระกูลซือหม่าพบกับ จ้าวหลี่หง จากตระกูลจ้าว” สิ้นคำประกาศของฮันซินประกายแสงสีขาวพุ่งวาบผ่านหน้าของมันไป

ฉึบ!!! น้ำพุโลหิตพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับศีรษะของจ้าวหลี่หงที่กำลังล่วงหล่นสู่พื้นดิน ถ้าใครที่กระพริบตาในช่วงเวลานั้น หมายถึงว่าพวกมันจะพลาดโอกาสที่ได้เห็นการประลองครั้งนี้ไปตลอดชีวิต

“ไม่แม้แต่จะเห็นดาบที่ออกจากฝัก การต่อสู้ของทั้งสองจบลงในชั่วพริบตา”

“...........” ความเงียบในครั้งนี้มันต่างจากลูกแก้วสวรรค์คำรามของจินเหล่าต้ามากนัก ในครั้งนั้นผู้คนต่างเงียบเพราะความตกตะลึง แต่ครั้งนี้พวกมันพร้อมใจกันเงียบเสียงด้วยความหวาดกลัว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด