ตอนที่แล้วบทที่ 126 จบการต่อสู้ด้วยตนเอง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 128 ภาพตะวันแปดดารา

บทที่ 127 ความต้องการของหนิงเทียน


กำลังโหลดไฟล์

“จะ...เจ้ากล่าวอะไรออกมา ไม่ได้ยินหรือไงว่าข้าเป็นศิษย์ของสำนักโอสถฟ้า ตัวเจ้าที่เอาแต่หลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากและไม่กล้าที่จะแสดงตัวตนออกมามีสิทธิ์อันใดที่จะมาสังหารข้า”

ซีหมิ่นกล่าวออกด้วยน้ำเสียงดูถูก ตัวมันเองก็ไม่ได้เป็นคนโง่แต่อย่างใด จ้าวตำหนักโอสถของนิกายท่องนภาน่ะหรือ? เห็นชัดๆว่าผิวหน้าภายใต้หน้ากากนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้นแล้วมันจะเป็นจ้าวตำหนักอย่างที่กล่าวอ้างไปได้อย่างไร

เมื่อได้ยินคำกล่าวของซีหมิ่น มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มออกมา จากนั้นมันเปล่งน้ำเสียงอันเป็นตัวตนของมันออกมา “แม้ใบหน้าข้าจะเปลี่ยนไป แต่น้ำเสียงของข้าเจ้ายังคงไม่ลืมมันสินะ

ไม่ต้องกลัวไปเดียวข้าจะส่งเจ้าไปอยู่กับศิษย์น้องของเจ้าที่ปรภพเอง”

น้ำเสียงที่ซีหมิ่นได้ยินนั้น มันทำให้หวนนึกถึงใครบางคน ใช่คนที่ซีหมิ่นอยากจะสังหารมากที่สุด คนที่ทำให้สำนักร้อยพิษของมันต้องปิดลงและยังเป็นคนที่ทำให้มันยอมสละหัวสุนัขไปเป็นหางของมังกรที่สำนักโอสถฟ้าอีกด้วย

“จะ...เจ้า เจ้าคือ ซื่อหม.......” ยังไม่ทันได้กล่าวออกจนสิ้นเสียง พิรุณโปรยในมือของหนิงเทียนฟันลงมาในแนวทแยง มันบั่นศีรษะไปพร้อมกับช่วงไหล่ของซีหมิ่นให้ขาดออกจากกัน

ด้วยร่างที่ไร้ซึ่งลมปราณปกป้องมันไม่สามารถทนทานความคมของพิรุณโปรยได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อศีรษะของซีหมิ่นหล่นลงสู่พื้น น้ำพุสีเลือดทะลักขึ้นสูง แอ่งโลหิตบังเกิดขึ้นใต้เท้าของหนิงเทียน

จากนั้นหนิงเทียนเก็บพิรุณโปรยลงแหวนมิติและยื่นมือที่เปื้อนโลหิตออกไปเช็ดกับเสื้อคลุมของอวิ้นป๋าราวกับว่าบุคคลที่ยืนอยู่ด้านข้างของมันนั้นเป็นเพียงสุนัขรับใช้หาใช่เป็นประมุขนิกายที่ยิ่งใหญ่ไม่

“เอาล่ะ ตัวการที่ยุแย่ให้นิกายของท่านแตกคอกันก็ถูกสังหารไปแล้ว ทีนี้มาว่ากันเรื่องที่ข้าต้องการบ้าง”

สิ้นคำกล่าวนั้น มู่เสวี่ยที่ยืนมองทุกการกระทำของอาจารย์ตัวเอง อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น ด้วยความหวาดกลัว ขนแขนทั้งสองข้างรุกขึ้นมาอย่างไม่สามารถบังคับได้

“ในโลกนี้ ยังจะมีคนแบบนี้อีกหรือ!!?? ความแตกต่างของพลังที่คนทั้งโลกบูชาหาได้มีผลกับผู้ชาย คนนี้เลยแม้แต่น้อย”

เวลานี้ความหยิ่งทระนงของผู้บ่มเพาะในดินแดนวีรชนไม่สามารถใช้ออกกับหนิงเทียนได้เลยแม้แต่น้อย พวกมันทั้งหมดโดนอำนาจและบารมีของบุรุษผู้ไร้ซึ่งพลังลมปราณข่มไว้จนแทบจะไม่กล้าหายใจ

ร่างของอวี้กุ้ยสั่นสะท้านเมื่อมองไปยังบุรุษตรงหน้า “ตำแหน่งจ้าวตำหนักโอสถของนิกายท่องนภานะหรอ? เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนี้นั้นยิ่งใหญ่เหนือตำแหน่งที่มันเคยกล่าวอ้างไปมากยิ่งนัก”

แต่เพียงเสี้ยวความคิดนั้นมันบังคับร่างของบุคคลที่ถูกขนานนามจากทั่วทั้งสามเมืองใหญ่ว่า ปีศาจแซ่อวี้ ให้ต้องคุกเข่าลงแทบพื้น พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ

“ท่านหมอ ไม่สิข้าต้องเรียกท่านว่า คุณชายเสียมากกว่า คุณชายด้วยบุญคุณที่ท่านช่วยพวกเราจากพิษร้ายซ้ำยังคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายให้พวกเรา นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ข้าอวี้กุ้ยบุกน้ำลุยไฟเพื่อตอบแทนท่าน”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของอวี้กุ้ย อวิ้นป๋าเองก็ไม่ต่างกันตัวมันเป็นถึงประมุขนิกายจะให้คุกเข่าอย่างอดสู่เห็นทีจะไม่ควร มันจึงใช้มือขวาแนบไปที่อกด้านซ้ายก่อนจะก้มศีรษะจนถึงเอว พร้อมกล่าวออก

“คุณชายท่านมีอะไรให้นิกายเคลื่อนเมฆาของพวกเรารับใช้โปรดสั่งมาได้เลย”

ไม่เพียงแต่สองคนนี้ที่จะมีความรู้สึกเช่นนั้น แม้แต่ตัวของหยุนเกาเองที่กำลังหายใจอย่างรวยรินยังใช้แรงสุดท้ายของมันก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความขอบคุณแก่หนิงเทียน

หนิงเทียนมองการกระทำของพวกมันพร้อมกับพยักหน้าช้าๆ“ดี เมื่อพวกเจ้าแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา พวกเราจะได้พูดคุยกันง่ายขึ้น ตัวข้ามีปัญหาที่ต้องจัดการกับคนของพวกเจ้าอยู่เล็กน้อย เริ่มจากเจ้าก่อนแล้วกัน”

สิ้นเสียงของหนิงเทียน สายตาของมันจับจ้องไปยังชายชราซิ่วหลี่อย่างโหดเหี้ยม “เจ้ารู้ความลับของตัวข้ามากเกินไปและข้านั้นเชื่อมาตลอดว่ามีแต่คนตายเท่านั้นที่สามารถเก็บความลับได้”

เมื่อซิ่วหลี่ได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียน ใบหน้าของมันถอดสีไปทันที มันรีบคุกเข่าลงพร้อมโขกศีรษะลงแนบพื้น “ท่านมหาจักรพรรดิโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย”

อวิ้นป๋าและอวี้กุ้ยมองไปยังซิ่วหลี่ด้วยความสงสัย มีหรือที่พวกมันจะไม่รู้ตัวตนของซิ่วหลี่ดี พวกมันนั้นเกิดและโตมาด้วยกัน นิสัยของซิ่วหลี่นั้นหาใช่พวกรักตัวกลัวตายและยิ่งไม่ใช่พวกที่จะยอมลดเกียรติโขกศีรษะให้ผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน

สิ่งใดกันแน่ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ตัวของซิ่วหลี่หายไป มันไปพบเจอกับอะไรมาถึงได้ทำให้คนหยิ่งทนงกลายเป็นเช่นนี้ได้??

ด้วยคำขอร้องของซิ่วหลี่ทำให้หนิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย มันครุ่นคิดและพูดคุยกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่ใสใจ

“ไว้ชีวิตเจ้านะหรือ? นั้นก็อาจจะเป็นไปได้” กล่าวจบหนิงเทียนยื่นมือออกไปแตะที่บ่าของซิ่วหลี เพียงพริบตาเดียวจุดๆสีดำเล็กค่อยๆกลืนกินร่างของมันจนหายไป

จากนั้นหนิงเทียนเปล่งเสียงออกภายใน“อู๋ชาง จงบอกแก่ซานซันให้ดูแลมันด้วยอย่าได้เผลอไปกินมันเข้าล่ะ ภายหน้าตัวมันอาจจะมีประโยชน์ให้ใช้งานมากกว่าจะฆ่าทิ้งเสียตรงนี้”

“รับคำสั่งคุณชาย แต่ว่าคำสั่งนั้นเพียงแต่กล่าวออกกับเฒ่าซานเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงตัวของราชาเองที่จะเล่นกับมันเสียหน่อย” กล่าวจบอู๋ชางทิ้งร่างพร้อมกับหายเข้าไปในมิติโดยไม่ฟังคำกล่าวอื่นของหนิงเทียนอีกเลย

“เฮ้ออ..”หนิงเทียนได้แต่ระบายลมหายใจออกมา พร้อมกับกล่าวต่อไป “เรื่องของข้าก็จบแล้ว ต่อไปมาว่าถึงเรื่องราวของตระกูลมู่กันเถอะ อวี้กุ้ยไปนำตัวหรงหยางและหรงเจาจื่อมาให้ข้า”

กล่าวจบหนิงเทียนหันหลังพร้อมเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ที่เคยเป็นของอวิ้นป๋าอย่างไม่สนใจ

อวิ้นป๋าเห็นเช่นนั้นมันทำได้เพียงแต่ยิ้มแห้งๆออกมา และก้าวเดินไปนั่งยังเก้าอี้ของตำแหน่งผู้อาวุโสโดยไม่มีปากเสียงใดออกมา

เพียงไม่นาน อวี้กุ้ยหิ้วร่างที่ไร้สติของหรงหยางในมือซ้าย และมือขวามันลากคอของหรงเจาจื่อมาวางไว้เบื้องหน้าของหนิงเทียน

เมื่อหนิงเทียนเห็นหรงหยางหมดสติ มันจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงเย็น “ปลุกมันให้ตื่น ข้ามีเรื่องต้องถามมัน” สิ้นคำสั่งของหนิงเทียน อวี้กุ้ยถ่ายเทพลังปราณจากฝ่ามือของมันเข้าสู่ร่างของหรงหยางเพื่อช่วยเรียกสติของมันขึ้นมา

เปลือกตาของหรงหยางค่อยๆเปิดขึ้น มันใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้าใจได้ถึงสถานการณ์ทั้งหมดในตอนนี้ได้ทันที จากนั้นมันค่อยๆปิดตาลงและยอมรับในโชคชะตาที่มันได้เลือกเอง

หนิงเทียนปล่อยเวลาให้หรงหยางล่วงรู้สถานการณ์ของตัวเองเวลาหนึ่ง จากนั้นมันจึงกล่าวเข้าเรื่อง

“เวลานี้เจ้าก็ล่วงรู้ถึงสถานะของตัวเองแล้วสินะ ข้าคงไม่บอกว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดไปได้แต่ถ้าเจ้าตอบคำถามของข้ามาตามตรงละก็ ตัวข้าเองก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นๆในตระกูลหรง ฉะนั้นจงยอมคายในสิ่งที่รู้ออกมา”

เมื่อได้ยินคำกล่าวที่คุกคามถึงผู้คนในตระกูล หรงหยางรีบกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล“บัดซบเจ้าอย่าได้มายุ่งอะไรกับตระกูลหรงของข้าเด็ดขาด”

“ยุ่งหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ที่ข้า แต่มันอยู่ที่คำตอบของตัวเจ้ามากกว่า เอาล่ะหรงหยางข้าจะขอถามเจ้า เจ้ารู้จักอดีตผู้นำตระกูลคนก่อนมู่หยุนเจี่ยหรือไม่?”

“ไม่ข้าไม่เคยรู้จักมันมาก่อน”หรงหยางกล่าวตอบเสียงแข็ง

“ดีมาก เจ้าตอบคำถามได้ดี” อวี้กุ้ยเจ้าไปนำทุกชีวิตในตระกูลหรงมาที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือหญิงแก่ก็อย่าได้ละเว้น

อวี้กุ้ยพยักหน้าตอบรับพร้อมก้าวออกไป ไม่รู้ว่าด้วยความเกรงกลัวต่อพิษที่มันได้รับหรืออำนาจที่หนิงเทียนแสดงออกมา ทำให้เวลานี้อวี้กุ้ยยินยอมทำตามทุกคำสั่งของหนิงเทียนอย่างว่าง่าย

แม้แต่ตัวของอวิ้นป๋าที่ดำรงตำแหน่งประมุขอยู่ยังมิกล้ากล่าวคำใดคัดค้านออกมา มันได้เพียงแต่จ้องมองสถานการณ์อย่างเงียบๆและภวนาไม่ให้ตัวมันไปสร้างเรื่องผิดใจใดๆกับบุรุษหนุ่มตรงหน้าอีกเด็ดขาด

“จะ...เจ้าจะทำอะไร พวกเขาทั้งหมดไม่เกี่ยวด้วย เจ้าจะเอาพวกเขามาทำไมกัน” น้ำเสียงของหรงหยางเวลานี้เต็มไปด้วยความกังวลมันกล่าวออกพร้อมสลับสายตาไปขอความช่วยเหลือจากหรงเจาจื่อ

แต่สิ่งที่มันได้รับกลับเป็นแววตาที่เลื่อนลอยไร้ซึ่งความหวังในการมีชีวิตอยู่

จนเวลาผ่านไปชั่วกาน้ำเดือด ร่างของอวี้กุ้ยปรากฏพร้อมกับเด็กเล็กชายหนุ่มและคนชรานับสามสิบชีวิต ซึ่งในกลุ่มนั้นก็มีใบหน้าที่หนิงเทียนคุ้นเคยรวมอยู่ด้วยมันเป็นหรงจื่อที่ถูกประครองโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาภายในห้องโถง

ฐานะของตระกูลหรงภายในนิกายนั้นอยู่ใต้เพียงตระกูลอวิ้นและอยู่เหนือตระกูลนับสิบในนิกาย แต่บัดนี้พวกมันกลับต้องตกมาอยู่ในสภาพของนักโทษเพียงเพราะเรื่องที่พวกมันไม่ได้รู้เห็นด้วยเลย

แม้แต่ตัวของหรงจื่อ เองมันก็ไม่เคยรับรู้เรื่องการก่อกบฎครั้งนี้มาก่อน ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ถูกละก็ สามสิบกว่าชีวิตที่เดินตามอวี้กุ้ยเข้ามาพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด

จากนั้นหนิงเทียนออกคำสั่งให้อวี้กุ้ยจัดให้พวกมันทั้งสามสิบชีวิต คุกเข่าในลักษณะเรียงหน้ากระดาน พร้อมกันนั้นหนิงเทียนเอ่ยถามคำถามเดิมแก่หรงหยางอีกครั้ง “เจ้ารู้จักมู่หยุนเจี่ยหรือไม่?”

“มะ...ไม่ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าข้าไม่รู้จักมัน ข้าไม่รู้จักมันจริงๆ เจ้าจะให้ข้าตอบว่าอย่างไรในเมื่อข้าไม่รู้จัก ไม่รู้จักคนที่เจ้ากล่าวถึงจริงๆ”หรงหยางกล่าวตอบอย่างโอดครวญ

ลักษณะท่าทางที่หรงหยางแสดงออกมานั้น แม้แต่ตัวของมู่เสวี่ยเองก็ยังอดรู้สึกสงสารไม่ได้ “อาจารย์ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้จักพ่อของข้า น่าเสียดายจริงๆ”

หนิงเทียนปล่อยคำพูดของมู่เสวี่ยให้เป็นเพียงแค่ลมที่ผ่านหู จากนั้นมันกล่าวสั่งออกแก่อวี้กุ้ย “สังหารมัน” พร้อมกับยกนิ้วชี้ไปยังหญิงชราที่นั่งอยู่ด้านขวาสุด

“เอ๋!!!” แม้อวี้กุ้ยจะได้ยินคำสั่งของหนิงเทียนอย่างชัดเจนแต่ว่าหญิงชราผู้นี้คือมารดาแท้ๆของหรงหยาง อีกทั้งนางยังเป็นสตรีที่ใจดีกับทุกคนในนิกาย

แม้ว่าตัวของหรงหยางจะก่อกบฎแต่อวี้กุ้ยก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่ามารดาชราผู้นี้จะรับรู้เรื่องนี้ด้วย ความคิดมากมายเกิดขึ้นภายในหัวของมัน จากนั้นเสียงกล่าวย้ำดั้งขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง “เจ้ายังไม่ลงมือ?”

เมื่อคำสั่งที่สองดังออกมาถ้าตัวมันยังคงทำเป็นนิ่งเฉยเกรงว่าโทสะคงจะบังเกิดแก่บุรุษผู้นี้แน่นอน คิดถึงผลได้ผลเสียแล้ว อวี้กุ้ยระบายลมหายใจออกยาว

จากนั้นอุ้งมือที่เหี่ยวแห้งของมันกลายเป็นครีมเหล็กของมัจจุราช หักไปยังที่กระดูกคอของหญิงชราผู้นั้น

กร๊อบ!!.....ก๊อบ เสียงของกระดูกคอที่หักลั่นออกมา ดังให้ได้ยินอย่างน่าอดสู่พร้อมกับร่างไร้วิญญาณของหญิงชราที่ฟุบลงไปกับพื้น

“ท่านแม่”หรงหยางตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง มารดาแท้ๆของมันถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถซ้ำยังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของมันอีก และที่สำคัญมันทำได้เพียงแต่มองเท่านั้น เวลานี้ดวงใจของหรงหยางแตกสลายแทบจะไม่เหลือชิ้นดี

แม้หนิงเทียนจะมีคำสั่งให้สังหารผู้บริสุทธิ์ไปแต่สีหน้าและแววตาของหนิงเทียนมิได้สั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้ารู้จักมู่หยุนเจี่ยหรือไม่”

“ฆ่าข้า ฆ่าข้าให้ตายเสียตรงนี้ลย....ฆ่าข้าสิ ฆ่าข้า” หรงหยางหาได้ตอบคำถามของหนิงเทียนมันเพียงแต่กรีดร้องอย่างน่าอนาถใจ

“ดีมาก อวี้กุ้ยสังหารเด็กผู้หญิงคนนั้น”กล่าวจบหนิงเทียนชี้ไปยังเด็กสาวตระกูลหรงที่ดูแล้วจะยังมีอายุไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ

“อะ...อาจารย์ท่านจะทำจริงๆหรือ นั้นเป็นเพียงแค่เด็กเท่านั้นเองน่ะ”มู่เสวี่ยรีบกล่าวห้ามออกมา อาจารย์ที่นางเคยเคารพรักบัดนี้กลับกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่าหวาดกลัวไปแล้ว

“เจ้าไม่ต้องพูดอะไร ข้าได้บอกไปแล้วชีวิตของทุกคนในตระกูลหรงขึ้นอยู่กับคำตอบของมัน ข้าเองก็อยากรู้ว่ามันจะปากแข็งจนถึงชีวิตสุดท้ายของคนในตระกูลได้หรือไม่” สิ้นคำกล่าวกับมู่เสวี่ย หนิงเทียนสั่งออกอย่างเลือดเย็น “ฆ่า”

“อะ...อย่า อย่าฆ่าหรงเสี่ยนของข้า ได้ข้าจะบอกแล้ว ข้าบอกแล้ว ข้ารู้จัก...ข้ารู้จักกับมู่หยุนเจี่ย” หรงหยางกล่าวตอบด้วยสองตาที่แดงก่ำ

“ดี...ดีมาก ในที่สุดเจ้าก็เข้าใจถึงสถานะของตัวเองและข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ใช้ปากของเจ้าสังหารญาติพี่น้องคนใดในตระกูลอีก ตอบข้ามาสองปีก่อนเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ที่แม่น้ำฉางยี่ด้วยใช่หรือไม่” หนิงเทียนกล่าวถามด้วยเสียงเย็น

“ข้าจะยอมเล่าทุกอย่างขอแค่รับปากข้า ปล่อยตระกูลหรงไป พวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรทั้งสิ้น”

หนิงเทียนพยักหน้าตอบรับ “ตกลง ถ้าเจ้ายอมคายทุกอย่างออกมาข้าก็ไม่จำเป็นต้องสนใจผู้คนในตระกูลหรงอีกต่อไป”

ได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียน หรงหยางปลายสายตามองไปยังหรงเจาจื่อ มันพึมพำออกด้วยเสียงเบา “พี่เจาจื่อข้าขอโทษด้วย” จากนั้นมันหันหน้ามองตรงไปที่หนิงเทียนพร้อมกล่าวถึงเรื่องราวเมื่อสองปีก่อน....

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด