ตอนที่แล้วบทที่ 119 ข้าขอตัวก่อน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 121 คนคำนวณมิสู้ลิิขิตฟ้า

บทที่ 120 โผล่หางของเจ้าออกมา


กำลังโหลดไฟล์

จากนั้นเป็นหนิงเทียนที่กล่าวออกด้วยเสียงแข็ง “ข้าจะให้เวลาเจ้า3ลมหายใจ ถ้าเจ้าไม่กินมันข้าจะทำลายมันทิ้งเสีย” กล่าวจบหนิงเทียน ยกนิ้วขึ้นมาพร้อมเปล่งเสียงออก “หนึ่ง สอง....”

เพียงแค่นับถึงสอง ชายทั้งสองคนรีบโยนโอสถสีขาวลงคอโดนไม่สนใจสิ่งใดอีก เมื่อหนิงเทียนเห็นทั้งสองทำตามที่มันสั่งแล้ว มันเพียงแต่หันหลังและเดินจากไปอย่างช้าๆ

ขณะที่แผ่นหลังของหนิงเทียนหายไปจากสายตา ปล่อยให้ทั้งสามยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง เป็นอวิ้นป๋าที่ขยับร่างเป็นคนแรกมันรีบพุ่งกายไปยังศิษย์ทั้งสองของมัน

จากนั้นมันคว้าข้อมือของหนึ่งในสองคนโดยเร็ว มันส่งกระแสลมปราณเข้าสำรวจทั่วทั้งร่างของบุรุษผู้นั้น เพียงไม่นานดวงตาของมันเปิดกว้างด้วยความตกตะลึง

“ในร่างกายของมันไม่มีความเป็นพิษหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยกระตุ้นพลังและเปิดจุดชีพจรอีกสองจุดด้วย

โอสถสีขาวที่พวกเราได้เห็นมันนั้น ถ้าข้าคาดไม่ผิดมันสมควรจะเป็นโอสถลับอย่างแน่นอน” อวิ้นป๋ากล่าวออกด้วยความยินดี

แต่ใบหน้าของมันต้องดำมืดลงเมื่อมองไปยังประตูทางเข้ากลับไม่เห็นร่างของหมอผู้เป็นความหวังของมันอีกแล้ว มันจึงกล่าวสั่งออกเสียงดัง

“ผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสสี่ รีบไปเชิญท่านหมอเทวดากลับมาโดยเร็วไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรหรือพวกท่านจะต้องโขกศีรษะร้องขอ ก็ต้องนำเขากลับมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นนิกายเคลื่อนเมฆาของพวกเราได้พบกับความพินาศอย่างแน่นอน”

เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้นเป็นหรงหยางที่รู้สึกตัวและหายวับไปดุจเมฆหมอก ไม่รู้ว่าด้วยความรู้สึกที่เป็นห่วงนิกายหรือเพราะเป็นห่วงหลานของมันกันแน่ที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้เร็วขนาดนี้

อวี้กุ้ยเห็นสหายของมันหายวับไปกับตา มันจึงได้สติขึ้น แม้ตัวมันจะเป็นคนรอบครอบและเคร่งด้วยระเบียบต่างๆก็ตามทีแต่ในเรื่องความภักดีต่อนิกายมันเองก็ไม่ได้เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน

เมื่อได้เห็นถึงเส้นทางรอดสายเล็กๆอวี้กุ้ยไม่รีรออีกต่อมัน มันกวาดเท้าเคลื่อนตัวออกดุจเมฆตามร่างของหรงหยางไปโดยเร็ว

...

.....

“อาจารย์ท่านกำลังทำอะไร กว่าพวกเราจะเข้ามาในนิกายเคลื่อนเมฆาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ท่านจะปล่อยและกลับมันไปทั้งอย่างนี้จริงๆหรือ”มู่เสวี่ยรีบกล่าวออกโดยหวังจะให้อาจารย์ของนางใจเย็นลง

หนิงเทียนปลายตามองไปยังมู่เสวี่ยราวกับมองคนโง่งม จากนั้นมันระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป อีกไม่ถึง10ลมหายใจ พวกมันจะมาปรากฎตัวและคุกเข่าลงตรงหน้าข้า” กล่าวจบหนิงเทียนก้าวเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า

“ห้า สี่ สาม ...สอง...หนึ่ง” สิ้นเสียงนับของหนิงเทียน ร่างของหรงหยางปรากฎขึ้นจากอากาศและถัดมาไม่กี่ลมหายใจกลุ่มของเมฆรวมตัวกันกลายเป็นร่างของอวี้กุ้ย

เห็นเช่นนั้น มู่เสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของหนิงเทียนอ้าปากกว้างด้วยสายตาที่ไม่เชื่อกับภาพตรงหน้าไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า

ที่นางเกิดอาการเช่นนี้เพราะความสามารถในการปรากฎตัวดุจเทพเซียนของทั้งสองหรือว่าเป็นเพราะคำพูดของหนิงเทียนเมื่อครู่นี้กันแน่ “…..”

หนิงเทียนมองการปรากฏตัวของทั้งสองด้วยสายตาหรี่แคบ แม้มันจะได้ยินชื่อเสียงของนิกายเคลื่อนเมฆามามากมายขนาดไหนก็ตาม แต่เวลานี้มันได้เห็นด้วยตาของตนเองแล้ว

‘ด้วยการเคลื่อนที่เช่นนี้พวกมันทั้งคู่จะต้องอยู่ห่างจากดินแดนวีรชนอีกไม่ไกลนัก นิกายเคลื่อนเมฆามีผู้ฝึกตนในแดนวีรชนขั้นปลายมากมายเช่นนี้ ความแข็งแกร่งของพวกมันสมควรแก่การกล่าวอ้างแล้ว’

เมื่อทั้งสองหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของหนิงเทียนเป็นหรงหยางที่รีบกล่าวออกมา“ท่านหมอเทวดา โปรดอย่าพึ่งมีโทสะไป เมื่อครู่ศิษย์พี่ข้าอาจจะพูดจาไม่เข้าหูไปบ้าง

นั้นก็เพราะเขามีความเป็นห่วงต่อนิกายหาได้คิดจะหลบหลู่หรือมิเชื่อในเกียรติของท่านเลยแม้แต่น้อย”

อวี้กุ้ยรีบกล่าวเสริม “ท่านหมออย่าได้ถือโทษโกรธข้าที่กล่าววาจาเลื่อนลอยออกไป ขอให้ท่านตามพวกเรากลับไปก่อน ไม่ว่าเรื่องอะไรพวกเราล้วนตกลงกันได้อย่างแน่นอน”

หนิงเทียนยกมือขึ้นขยับหมวกฟาง ก่อนจะกล่าวออกด้วยเสียงเย็นที่แสดงออกถึงการไม่แยแสสิ่งใด “การรักษาคน ขึ้นอยู่ที่ความสามารถของผู้ที่หมอ 4ใน10ส่วน อีก6ใน10ส่วนอยู่ที่ตัวของผู้ป่วยเอง

เจ้าลองคิดสิว่าถ้า6ใน10ส่วนไม่เชื่อถือในตัวผู้เป็นหมอแล้ว ผลการรักษามันจะสำเร็จไปได้อย่างไร?”

“ไม่...ไม่แน่นอน เหตุใดพวกเราจะไม่เชื่อถือในตัวของท่านหมอเทวดา จริงหรือไม่ผู้อาวุโสรอง” หรงหยางหันไปกล่าวกับอวี้กุ้ยอย่างยิ้มแย้ม

“ท่านหมอ ถ้าท่านยังไม่หายขุ่นเคืองใจ จะให้ข้าคุกเข่าลงต่อหน้าท่านก็ยอมได้” กล่าวจบอวี้กุ้ยลดขาข้างหนึ่งลงกับพื้น พร้อมกล่าวออกไปว่า “ท่านหมอโปรดช่วยนิกายของพวกเราด้วย”

หนิงเทียนมองไปยังทั้งคู่ด้วยสายตาครุ่นคิด ภายในใจของมันเริ่มที่จะวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน “อวี้กุ้ยคนนี้แม้จะมีนิสัยดุร้ายเกรี้ยวกราด แต่มันเป็นคนที่คิดสิ่งใดและทำสิ่งนั้น ไร้ซึ่งเล่ห์เลี่ยมและพิษภัยใดๆ

แตกต่างจากชายชุดขาวนามหรงหยางแม้มันจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ด้วยรอยยิ้มนั้น มันอาจจะซ่อนคมดาบไว้ด้านหลังก็ได้เป็น”

เมื่อหนิงเทียนใช้เวลาพินิจถึงนิสัยของทั้งสองแล้ว มันใช้มือลูบไปที่คางก่อนจะกล่าวออกว่า

“เอาเถอะ ถ้าข้าเดินจากไปทั้งๆอย่างนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นคนที่ฆ่าพวกเจ้าด้วยมือ การเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย ไม่ใช่นิสัยของข้าแน่นอน ไปเถอะ ข้าจะตามพวกเจ้าทั้งสองกลับไป”

เมื่อทั้งสองพาหนิงเทียนกลับมายังห้องโอสถ สายตาของอวิ้นป๋ามองมาไปที่หนิงเทียนก่อนที่สีหน้าของมันจะปลอดโปร่งด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณท่านหมอที่กลับมา ในเรื่องวัตถุดิบต่างๆที่ท่านต้องการ ท่านไม่ต้องห่วงต่อให้นิกายเคลื่อนเมฆาไม่มีมัน ข้าก็จะจัดการสั่งให้คนไปหามันมาให้ได้”

กล่าวถึงตรงนี้ อวิ้นป๋าพิจาณาความคิดอยู่ครู่นึงก่อนที่จะถามออกไปอย่างระวัง “ว่าแต่ท่านหมอ ข้าแน่ใจว่าท่านไม่ใช่คนของสามเมืองใหญ่และดินแดนรอบนอกอย่างแน่นอนหรือว่าท่านจะมาจากอาณาจักรฟ้าสวรรค์”

สายตาของหรงหยางและอวี้กุ้ยมองไปทางหนิงเทียนโดยเร็วด้วยคำตอบนี้จะคลายความสงสัยและเพิ่มความไว้วางใจให้แก่พวกมันได้เป็นอย่างมาก…

หนิงเทียนแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเฉื่อยชา “ข้าเคยเป็นจ้าวตำหนักผู้คุมโอสถของนิกายท่องนภาเท่านั้น แต่ตอนนี้ข้าได้ละวางมันและส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลังแล้ว

ที่ข้ามายังดินแดนรอบนอกนั้นเพราะข้าต้องการที่จะท่องเที่ยวโดยมีจุดหมายที่ทวีปทางตะวันออกดินแดนที่ผู้คนกล่าวขานกันว่าเป็น ดินแดนเทวะ โดยข้าจะอยู่ที่นี่อีกเพียงสองวันเท่านั้น”

ได้ยินถึงคำกล่าวชื่อของนิกายท่องนภาออกมา ภายในใจของอวิ้นป๋ารู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง นิกายท่องนภาเป็นนิกายระดับเอ้อเทียนโหลว

ตัวตนของพวกมันเกินกว่าจินตนาการของผู้คนในดินแดนรอบนอกไปมากนัก และผู้ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้ามันกลับบอกว่าตนเองเป็นจ้าวตำหนักผู้คุมโอสถ มันจะไม่สับสนไปได้อย่างไร

"เหตุใดข้าถึงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณของคนผู้นี้ได้เลย อีกทั้งยังคนรับใช้ที่ติดตามมาอีก พลังปราณที่ปกคลุมร่างคนรับใช้ของมันนั้นอยู่ในระดับองครักษ์ไม่ผิดแน่

เหตุใดกันนิกายระดับเอ้อเทียนโหลวถึงมีศิษย์ในระดับองครักษ์ได้ แต่ว่าปาฎิหาริย์ในการรักษาเมื่อครู่นี้รวมถึงพิษเจ็ดทวารนั้นไม่ใช่เรื่องข้าเข้าใจผิดอย่างแน่นอน

แล้วสิ่งไหนกันแน่คือเรื่องที่ข้าควรเชื่อถือ"

เวลานี้ภายในใจของอวิ้นป๋ารู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันตัดสินใจผิดไปแม้แต่นิดเดียวหายนะอาจจะเกิดขึ้นกับนิกายของมันและสิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดต่อกันมาจะต้องพินาศลงไปในรุ่นของมัน

โดยปกติแล้วมนุษย์เรานั้นถึงแม้จะแข็งแกร่งเพียงใดมันก็ไม่สามารถปกปิดอาการในแวบแรกที่รู้สึกออกมาได้อย่างแน่นอน

ถ้าไม่ใช่พวกที่โกหกจนเป็นนิสัยหรือกลิ้งกลอกแต่กำเนิดแล้วละก็ ไม่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจะต้องทำงานผิดปกติไปอย่างไม่สามารถบังคับได้ ตัวของอวิ้นป๋าก็หนีไม่พ้นความจริงเรื่องนี้

เพียงชั่ววูบความรู้สึกสบสนปนสงสัยฉายออกมาทางแววตา และนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลุดรอดสายตาของหนิงเทียนไปได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาของมันหรี่แคบลงก่อนจะกล่าวออกแก่มู่เสวี่ย

“รีบนำป้ายเทพท่องนภาของเจ้าออกมาให้ประมุขอวิ้นคลายความกังวลใจ”

ได้ยินคำสั่งเช่นนั้นมู่เสวี่ยไม่รีรอที่จะนำมันออกมาให้แก่ทุกคนได้เห็นมันอย่างทั่วถึง เมื่อป้ายเทพท่องนภาปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสาม ขาของพวกมันสั่นออกเล็กน้อย

ถึงแม้ว่านิกายของมันจะเป็นนิกายใหญ่ที่ทรงพลังแต่นั้นหาเปรียบได้แม้แต่เถ้าธุรีของนิกายท่องนภาด้วยเหตุนี้ความระแวงสงสัยจึงหายไปจากใจของทั้งสามคน

“ที่แท้ผู้อาวุโสก็เป็นแพทย์ประจำนิกายท่องนภา ที่ข้าอวี้กุ้ยระแวงสงสัยต้องขออภัยเป็นอย่างสูง” อวี้กุ้ยกล่าวออกพร้อมกับยกสองมือขึ้นมาป้องประสานแสดงออกถึงความเคารพ

อวิ้นป๋าเองก็แสดงท่าทีเดียวกัน มันยกมือขึ้นมาประสานกันและกล่าวออกไปว่า“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผู้อาวุโสได้มาเยือนและยื่นมือเข้าช่วยเหลือนิกายเล็กๆของพวกเรา ไม่ทราบว่าข้าน้อยสามารถเรียกผู้อาวุโสว่า....”

“ข้าได้ละทิ้งชื่อเก่าหลงเหลือเพียงแต่สมญานามที่คนกล่าวถึงพวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจถึงชื่อแซ่ เพียงแค่รู้ไว้ว่า ข้านั้นคือราชันย์แห่งพิษทั้งปวง”

กล่าวจบหนิงเทียนครุ่นคิดถึงความผิดปกติบางอย่างออกมาพร้อมกับกล่าวต่อไปด้วยสายตาที่หรี่ลงว่า

“เดิมทีข้านั้นต้องการช่วยเหลือพวกเจ้าและค่อยบอกความต้องการของข้า แต่ตอนนี้เวลานั้นเปลี่ยนไปแล้ว ข้าต้องการให้พวกเจ้ารับปากว่าจะทำงานให้ข้าหนึ่งเรื่องก่อน”

“ผู้อาวุโส ท่านมีสิ่งใดให้พวกเรานิกายเคลื่อนเมฆาไปทำได้โปรดสั่งมา ขอแค่ท่านรับปากว่าจะรักษาพิษให้พวกเรา ข้าจะทำมันโดยไม่ลังเล” อวิ้นป๋ากล่าวออกพร้อมกับตั้งใจรับฟังความต้องการของบุรุษตรงหน้า

‘ถ้าเป็นอย่างที่ข้าคาดเดา ไม่ว่าจะสั่นหรือยาวหางของจิ้งจอกสมควรที่จะโผล่ออกมาให้เห็นบ้างละนะ’ หนิงเทียนคิดอยู่ในใจก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดัง

“ในยามที่ข้ามาถึงเมืองฉางผิง ข้าได้มีเรื่องผิดใจกับคนของตระกูลมู่ ครั้นข้าจะให้นิกายท่องนภาออกหน้าแทนหรือจะไปจัดการด้วยตัวเองนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่รังแกเด็ก

แต่ในเมื่อพวกเจ้ายินยอมที่จะจัดการปัญหาให้กับข้า เช่นนั้นข้าต้องการให้เจ้าจัดการตระกูลมู่ โดยนำตัวมู่ซวนเฟิงมาคุกเข่าลงต่อหน้าข้า”

เมื่อทั้งสามได้ยินความต้องการของหนิงเทียนแล้ว อวิ้นป๋าและอวี้กุ้ยทั้งสองรีบตอบตกลงอย่างหนักแน่น

มันไม่คิดถึงผลได้ผลเสียเลยว่าการเข้าปะทะกับหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองฉางผิงจะเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่สิ่งนั้นคือทางรอดของนิกายพวกมัน มันไม่ลังเลที่จะทำแน่นอน

แต่สำหรับหรงหยางนั้นมีท่าทางผิดแปลกไปเล็กน้อย มุมปากของมันกระตุกออกมาสองถึงสามครั้งก่อนจะนิ่งเงียบไม่ได้กล่าวคำใดเสริมทั้งสองอย่างทีมันเคยเป็น

เพียงแค่อาการผิดปกติเล็กน้อยนั้นไม่สามารถรอดพ้นสายตาของหนิงเทียนไปได้ ‘เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ดูเหมือนว่าเรื่องของมู่ซวนเฟิงจะเป็นการกระทำของคนบางคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิกายเคลื่อนเมฆาสินะ’

ที่หนิงเทียนแสดงความต้องการของมันออกมาอย่างเปิดเผยนั้นเป็นเพราะมันต้องการรู้ว่าใครกันแน่ที่รู้จักกับมู่ซวนเฟิง ถ้าหากอวิ้นป๋าและอวี้กุ้ยลังเลที่จะตอบรับคำขอแม้แต่น้อย

นิกายเคลื่อนเมฆาทั้งนิกายจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีของหนิงเทียนอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้

‘ดูเหมือนสัญชาตญาณของข้าจะไม่ได้ทื่อไปนัก มาดูกันว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นเจ้าซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง’เวลานี้สายตาของหนิงเทียนเบนเป้าไปยังชายในชุดขาวอย่างหรงหยงเรียบร้อยแล้ว

จากนั้นหนิงเทียนเปิดปากออกมา “โอสถสองเม็ดที่ข้าได้ให้พวกเขาทั้งสองไปนั้นเป็นสองเม็ดสุดท้ายที่ข้ามีแล้ว ข้าต้องการห้องเงียบๆและสมุนไพรจำนวนมากในการสร้างโอสถถอนพิษ

อย่าได้รอช้าอีกเลย ข้ามีเวลาเพียงสองวันที่จะอยู่ในทวีปฟ้าสวรรค์แห่งนี้”

เมื่ออวิ้นป๋าได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น มันรีบกล่าวสั่งการต่อให้อวี้กุ้ยนำทางหนิงเทียนไปยังห้องเก็บวัตถุดิบพร้อมทั้งสั่งให้คนยกเตาโอสถเข้าไปภายในเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่หนิงเทียนโดยเร็ว

เมื่ออวี้กุ้ยได้นำทางหนิงเทียนและมู่เสวี่ยจากไป หรงหยางรีบกล่าวถามประมุขของมันด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านประมุข ท่านจะยอมทำสงครามกับตระกูลมู่เพียงเพราะเรื่องนี้จริงๆหรือ”

“อาวุโสสี่ท่านกล่าวเกินไป ความปรารถนาของท่านหมอพวกเราต้องทำให้เป็นจริงเพื่อตอบแทนท่านอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้สร้างความสัมพันธ์กับนิกายท่องนภาไปด้วย

แต่สำหรับการทำสงครามกับตระกูลมู่นั้นเห็นทีว่าเมืองฉางผิงคงจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแน่และนั้นมันเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป แต่ทว่าการจับกุมตัวมู่ซวนเฟิงอย่างลับๆเห็นทีจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด”

อวิ้นป๋าคิดถึงผลได้ผลเสียพร้อมทั้งกล่าวออกอย่างชาญฉลาด

เมื่อหรงหยางได้ยินเช่นนั้นดวงตาซ้ายของมันกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเปิดปากออกมา “ท่านประมุขช่างปราดเปรื่องจริงๆ แต่ข้าคิดว่าเรื่องของมู่ซวนเฟิงจะรีบร้อนไม่ได้

พวกเรารอจนกว่าท่านหมอจะสามารถรักษาพิษร้ายนี้ให้ได้เสียก่อนค่อยเริ่มลงมือเรื่องมู่ซวนเฟิงก็ไม่สายอะไร”

อวิ้นป๋าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ตกลงตามนี้”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด