ตอนที่แล้วการหวนคืนของจอมพลคนสุดท้าย ตอนที่ 24 ชายคลั่งผู้ลึกลับ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปการหวนคืนของจอมพลคนสุดท้าย ตอนที่ 26 ซื้ออาณาเขตป่าไร้ค่า

การหวนคืนของจอมพลคนสุดท้าย ตอนที่ 25 การต่อสู้ 1:10


ตอนที่ 25  การต่อสู้ 1:10

“ท่านครับ อย่างน้อยก็ช่วยใส่เกราะหน่อยเถอะครับ ถ้าท่านเป็นอะไรตระกูล วอเตอร์ ได้เป็นแบบเดิมแน่ครับ”

ไคเซอร์ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงมองมาทางผม ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าหมอนี่เป็นห่วง แต่ว่า อีกใจนึงก็แอบคิดเหมือนกันว่าหมอนี่คิดว่าผมจะแพ้นักรบประเทศคนเถื่อนแบบนั้นหรือไง เหอๆ หมดคำจะพูดกับหมอนี่เลยจริงๆ

ระหว่างที่ฟังเสียงไคเซอร์พูด ผมก็มองไปยังกลางสนามที่เป็นคู่ต่อสู้ยืนอยู่

เจ้านั่นน่าจะเป็นเผ่าคนเถื่อนหรือจักรวรรดิเรียกว่า เผ่าขนาดเล็ก! เผ่าพวกนี้ไม่มีอิทธิพลอะไรมากนัก การที่มันโดนจับมาแบบนี้คงปล้นหมู่บ้านหรือไม่ก็ปล้นขบวนสินค้านั่นแหละ ร่างกายขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ อาวุธก็เป็นขวานขนาดใหญ่ที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก ถ้าใส่เกราะไปสู้กับเจ้านั้นเสียชื่อของจอมพลคนสุดท้ายแห่งจักรวรรดิกันพอดี ถึงตอนนี้ผมยังจะไม่ได้เป็น แต่ยังไงสะก็เคยเป็นมาก่อนอยู่ดี

“ไม่จำเป็น ให้ข้าใส่เกราะไปสู้กับคนไม่ใส่หรือไง!!”

“แต่เจ้านั้นถึงพลังจะเท่ากับท่านก็จริง แต่ยังไงมันก็มีประสบการณ์ต่อสู้และพื้นฐานร่างกายดีกว่า อย่างน้อยถ้าท่านสวมเกราะเอาไว้ก็อาจจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยขึ้นมาอีกหน่อย”

เหอ! นี่นายกำลังใช่คำว่าประสบการณ์การต่อสู้งั้นเหรอ ไคเซอร์เอ่ยไคเซอร์… นายไม่รู้หรอกว่าในระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาฉันต้องลำบากขนาดไหน ถ้าพูดถึงประสบการณ์การต่อสู้ ฉันคนนี้คงออกไปรบมากกว่านายอีกละมั้ง

เรื่องประสบการณ์การต่อสู้ผมสามารถเถียงใจขาดได้ก็จริง แต่ว่า เรื่องของพื้นฐานร่างกายต้องยอมรับเลยว่าไคเซอร์พูดออกมาถูกต้อง พื้นฐานแล้วการต่อสู้นับแค่ระดับพลังเท่านั้นในการจัดคู่ต่อสู้ให้มาสู้กัน เรื่องขนาดร่างกายและพื้นฐานอื่นๆ จะไม่เอามานับร่วมเด็ดขาด อืม… น่าคิดแล้วนะแบบนี้ แต่ยังไงก็ไม่ดีกว่า

ผมไม่ได้ตอบอะไรไคเซอร์อีก แล้วเดินเข้าสนามประลองทันที

ปัก!

“หึหึ! เจ้าหนู เห็นแก่เจ้ายังเด็กอยู่ข้าจะให้โอกาศเจ้าโจมตีก่อนหนึ่งครั้งก็แล้วกัน”

ชายร่ายยักษ์พูดออกมาด้วยใบหน้าแสยะยิ้มอย่างชอบใจ จากนั้นก็กอดอกเอาขวานขนาดยักษ์ของมันปักกับพื้นเอาไว้ ตามจริงเวลาแบบนี้ผมคงต้องยั่วโมโหกลับไปเพราะความทรนงของมันแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาทำอะไรแบบนั้น เมื่อศัตรูเปิดโอกาสให้ มันก็ต้องรับเอาไว้อยู่แล้วสิ ถึงมันจะเป็นเหมือนการดูถูกก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงสะตอนนี้ผมก็คือชายคลั่ง ไม่ใช่ ไคล์ วอเตอร์ สักหน่อย

“แบบนั้นข้าก็ขอบคุณเจ้าจริงๆ ข้าจะโจมตีแขนซ้ายก็แล้วกัน”

“เชิญ!”

จากนั้นผมก็ชักดาบออกมาแล้วเริ่มใช่เคล็ดวิชาสะบั้นขุนเขาอัดเข้าไปในดาบ เคล็ดวิชานี้เป็นอีกเคล็ดวิชาที่โดนคิดค้นขึ้นมาใสยุคหายะนะแห่งมวลมนุษย์ พลังทำลายของมันมหาศาลมาก ถ้าเอามาใช้กับดาบที่ตีจากแร่เหล็กสวรรค์จะแสดงพลังออกมากว่าดาบปกติหลายเท่า แต่ตอนนี้ยังไม่มีดาบนั่นพลังทำลายคงไม่มากเท่าไหร่ แต่ว่า

ฉับ!!!

“อากกกกก!!!!!”

มันไม่ได้มีปัญหาในการฟันแขนของเจ้านี่เลย เหอๆ คิดว่าตัวเองเป็นคิดถึงให้ฉันคนนี้โจมตีก่อน เสียดายเหมือนกันที่พลังมันแค่นี่แถมยังเป็นคนเถื่อนอีก คงไม่มีเคล็ดวิชาอะไรติดตัว การต่อสู้ของมันคงเน้นไปที่การใช้พละกำลังเท่านั้น

“แขนขา!!!!”

เวลานี้บนพื้นสนามประลองเต็มไปด้วยสีแดงที่ไหลออกมากลางสนามจนเป็นกองใหญ่ ชายร่างยักษ์คงไม่สามารถสู้อะไรได้อีกแล้ว …นี่แหละผลของการดูถูกคู่ค่อสู้เกินไป

ในระหว่างที่สถานการณ์กำลังโกลาหนดาบของผมก็แวกอากาศออกไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายของวิถีดาบมันไม่ใช่แขน ครั้งนี้มันเป็นคอของมันแทน

ฉับ!

ตุ๊บ!

เหอ! เสียเวลาจริงๆ คิดไม่ผิดเลยที่ไม่เอาเกราะสวมมาด้วย ถ้าได้แค่นี้คงไม่ต้องออกแรงอะไรมากแล้วละ เคล็ดวิชาต่อสู้ก็ใช้เพียงแค่สะบั้นขุนเขาก็เพียงพอ

หลังจากร่างไร้วิญญาณและไร้หัวนอนลงไปกับพื้นผมก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาดูดกลืนลมปราณเพื่อทำตามเป้าหมายทันที

“นั่นมันอะไร ทำไมปราณออกจากร่างกายเจ้าคนยักษ์นั่นแบบนั้น”

“วิชามาร!!! นั่นมันวิชามารชัดๆ ข้าเคยเห็นพวกสำนักมารใช้ของคล้ายๆ แบบนั้นมาก่อน!!!”

“ไม่ใช่เพียงเท่านั้น แถมพลังลมปราณของเขาดูเหมือนจะโดนเติมเต็มเข้ามาด้วย เหลือเชื่อ!! ข้าเคยเห็นพวกสำนักมารมากมาย แต่ไม่เห็นเห็นวิชาอะไรแบบนี้มาก่อน!!”

เสียงจากข้างสนามพากันดังขึ้นอย่างต่อเนื้องหลังจากที่ผมเริ่มใช้เคล็ดวิชาดูดกลืมลมปราณ ร่างกายขนาดใหญ่ของชายร่างยักษ์เมื่อครู่ก็สูบพร้อมจนแทบไม่เหลืออะไร ราวกับว่าร่างด้านหน้าของผมตอนนี้เป็นศพที่ได้ตายมาเป็นเวลาหลายปี ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นการสร้างความตกใจขนาดนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไร

วิชามาร! ของพวกนี้สำหรับโลกนี้มันไม่ได้โดนห้ามหรือว่าต่อต้านอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่า คนส่วนมากมองวิชามารเป็นสิ่งไม่ดีที่ฝึกแล้วต้องเอาชีวิตไปเสียงเลยไม่ค่อยมีคนฝึกพวกมัน แต่ก็เพราะแบบนั้นวิชามารจึงเป็นของหายากเช่นกัน ส่วนเรื่องเคล็ดวิชาดูดกลืนกลืนลมปราณก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้พลิกทวีปหาก็คงไม่มีสำนักมารสำนักไหนที่สามารถใช้มันได้แบบผมหรอก

“คนต่อไปมาได้แล้ว!!”

“คะ ครับ…”

ผู้ดูแลการประลองที่ทำหน้าตกใจอยู่ตอบรับผมทันที จากนั้นก็ไปเรียกอีกคนออกมา ครั้งนี้คนที่ออกมาเป็นชายร่างเล็กแบบคนปกติทั่วไป หึหึ! ดูท่าทางหมอนี่คงพอมีเคล็ดวิชาต่อสู้ให้ได้สู้แบบสนุกๆ ได้บ้าง

….

หลายสิบนาทีต่อมา

อ่า~ ในที่สุดพลังบ่มเพราะก็เพิ่มเป็น ระดับ 2 ต้องฆ่าไปถึงสิบคนเลยกว่าพลังจะเพิ่มมาหนึ่งระดับแบบนี้ อย่างนี้เห็นที่คงอยู่ที่เมืองหลวงต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ

หลายนาทีต่อมาตั้งแต่การเริ่มประลองการคู่ต่อสู้คนแรก ศพทั่งสิบก็นอนอยู่บนสนามประลองพร้อมกับเสียงที่เงียบสงัดของเหล่าคนดูที่ดูการประลองอยู่ เมื่อเริ่มการต่อสู้พวกนั้นยังตะโกนด้วยความสนุกสนามอยู่แท้ๆ คนที่เงียบตอนนี้คงเป็นพวกที่ไม่มีคำจะพูดออกมา หรือไม่ ก็น่าจะเป็นพวกที่เสียเงินจำนวนมากที่ลงเดิมพันฝ่ายตรงข้ามของผมไปนั่นแหละ

0.1:20 !

เรทขนาดนั้นคงมีเงินลงฝั่งนักสิบคนไปไม่ใช่น้อยๆ ดีไม่ดีการประลองครั้งนี้ลานประลองใต้ดินอาจจะไม่เสียอะไรให้ผมเลยด้วยซ้ำ จำนวนคนดูเยอะกว่าปกติ! เดิมพันจำนวนมาก! บางครั้งพวกมันอาจจะมีกำไรกันเลยก็ได้

“ชะ ชนะแล้วครับ!!! ชายคลั่งสามารถเอาชนะได้แล้วครับ!!!!”

เสียงผู้จัดการประลองตะโกนขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศ หลังจากการต่อสู้ทั้งหมดสิ้นสุดลง ทว่า ผู้ชมและคนดูข้างสนามต่างมองมาที่ผมด้วยใบหน้าหวาดกลัวแบบที่อธิบายออกมาไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกยังไง หึ! ใบหน้าของคนเหล่านั้นเหมือนกับใบหน้าของเผ่าเทพและเผ่าปีศาจที่โดนผมใช้เคล็ดวิชาดูดกลืนลมปราณให้ดูครั้งแรกไม่มีผิด ถึงจะผ่านมาไม่ถึงเดือนแต่ก็คิดถึงใบหน้าของพวกมันจริงๆ

…..

“นายท่าน เคล็ดวิชาของท่านเมื่อกี้มัน-”

“เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เมื่อถึงเวลาข้าจะบอกเจ้าเองว่ามันคืออะไรแล้วข้าได้มันมาได้ยังไง”

ผมหยุดคำถามของไคเซอร์ก่อนที่มันจะออกมา ถ้าบอกอะไรตอนนี้มันจะเป็นเรื่องวุ่นวายสะเปล่าๆ ถึงจะไว้ใจหมอนี่แต่ให้รู้เรื่องน้อยที่สุดมันก็ยิ่งดีกับตัวไคเซอร์เท่านั้น อีกอย่างผมก็ต้องระวังระบบจะลบผมออกด้วยเหมือนกัน

“เรื่องเงินทางลานประลองว่ายังไง?”

“ครับ! คือเรื่องนั้น… พวกนั้นบอกว่าจะส่งไปยังที่พักของท่านเพราะจำนวนมันเยอะมาก…”

“แล้วเจ้าคิดว่าพวกข้าปลอมตัวแบบนี้มาเพื่ออะไร”

ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจกลับไป ถ้าอยากให้พวกมันรู้ที่อยู่ผมคงไม่ลงทุนปลอมตัวมาแบบนี้หรอก ส่วนเงินที่ลงเดิมพันถึงมันจะเป็นเงินของตระกูล วอเตอร์ แต่ยังไงสะมันก็สาวมาถึงผมไม่ได้อยู่ดี ถึงจะมีคนรู้แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าคนที่ใช้พลังคือผม ไม่สิ! พูดให้ถูกคือรู้แต่ไม่สามารถยืนยันได้ต่างหาก!

“ถ้าเช่นนั้นท่านจะให้เก็บไว้ที่ไหนครับ?”

“…งั้นเอาไปฝาหธนาคารของซาอุสเอาไว้ก่อนแล้วกัน”

ผมคิดสักพักก่อนจะตอบออกไป การเอาเงินไปฝากที่หมอนั่นมันก็เสี่ยงอยู่หรอกเพราะนี่มันเป็นเงิน 3 ล้านเหรียญทอง แต่ว่า ตอนนี้ที่ผมคิดออกก็มีที่ธนาคารหมอนั่นคนเดียวเท่านั้น ด้วยความสามารถของหมอนั่นคงหาทางปิดบังเรื่องที่ผมเป็นเจ้าของเงินได้ไม่ยากนัก

“ครับ ข้าจะดำเนินการตามที่ท่านสั่งทันที”

“อ่า!”

จากนั้นเงินจำนวน 3 ล้านเหรียญทอง ก็โดนส่งไปยังธนาคารของซาอุสทันที พร้อมอัศวินของผมหนึ่งคนเดินทางไปด้วยเพื่อเอาข้อความของผมไปบอกหมอนั้นว่า ‘อย่าให้ใครรู้ว่าข้าเป็นเจ้าของเงิน’ ผมพูดออกไปง่ายๆ เพื่อกดดันหมอนั่นให้ทำตาม เอาตามตรงก็ไม่ค่อยเชื่อใจเท่าไหร่หรอก แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าให้เลือกไปฝากธนาคารอื่นๆ ก็คงไม่ดีเท่าไหร่เพราะคงเก็บความลับไม่ได้ เป็นธนาคารของซาอุสนี่แหละเพราะยังไงพวกเราสองคนก็มีสัญญาผูกมัดกันอยู่

ส่วนผมก็เดินทางกลับคฤหาสน์ทันทีเพื่อวางแผนการต่อไป อันดับแรกคือเงิน สำเร็จแล้ว! อันดับที่สองคือการเพิ่มพลังบ่มเพราะเท่าที่จะสามารถทำได้ อาจจะพูดว่าสำเร็จไม่ได้เต็มปากแต่มันก็ไม่มีอะไรให้ดูดซับอีกแล้ว ตอนแรกก็อยากเข้าเฝ้า จักรพรรดิสวรรค์ แล้วขอชีวิตนักโทษประหารมาดูดซับอยู่หรอก แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ดีกว่า แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป

ถ้าโดนถามมาว่า ‘เจ้าจะเอาไปทำอะไร’ ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน ถ้าโกหกอะไรไปพระองค์ต้องสามารถจับได้แน่นอนว่าโกหก อีกอย่างจักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช่คนโง่ ถ้าเอาเรื่องนักโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับสนามประลองมารวมกัน ท่านต้องสงสัยแล้วสืบหาแบบจริงๆจังๆ แน่นอน เมื่อถึงเวลาแบบนั้นต่อให้เป็นผมก็ไม่สามารถหยุดหน่วยข่าวกรองของราชวงศ์ได้หรอก

เฮ้อ~ ตอนนี้มีแต่ต้องสร้างกำลังรบให้แข็งแกร่งไว้ๆ แล้วกลับไปที่อาณาเขตเพื่อดำเนินตามแผนที่วางเอาไว้ ตอนนี้ถึงอาณาเขตทางเหนืออาจจะได้กำลังสนับสนุนจากกองอัศวินหลวงอยู่ก็ตาม แต่ถ้าหน้าหนาวมาถึงเมื่อไหร่ ต่อให้เป็นอัศวินหลวงก็คงทนต่อสภาพอากาศของที่นั่นไม่ไหว และเวลานั้นแหละที่อาณาเขตทางเหนือจะกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ….แต่ก่อนจะกลับไปคงต้องสร้างรากฐานที่เมืองหลวงเอาไว้อีกหน่อย คงต้องให้ไกอาติดต่อซื้ออาณาเขตตรงนั้นแล้ว ถ้าได้พื้นที่ตรงนั้นมาครอบครองกองกำลังอัศวินทั้ง 1,000 คน ต้องสามารถเพิ่มการบ่มเพราะได้เร็วกว่าปกติหลายเท่าแน่

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด