ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 13 กองเรืออันทรงเกียรติของพระองค์ ( His majesty prestigious fleet )
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 15 บาดแผลที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน ( Wounds that will never be forgotten ) (2)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 14 บาดแผลที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน ( Wounds that will never be forgotten ) (1)


บาดแผลที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน

 ( Wounds that will never be forgotten ) (1)

เรือเล็กเข้าฝัง ลังไม้ถูกขนย้ายลงจากเรือ เต็นท์สีขาวเริ่มตั้ง ทหารในชุดสีแดงเวนิสและบางส่วนที่ใส่เครื่องแบบชาวบ้านสีนํ้าตาลบางก็สีเทา บ้างก็สีนํ้าเงินซึ่งหาได้ทั่วไป พวกเขาขนย้ายลังกระสุนและอาวุธปืนจากกองเรือที่พึ่งโดยสารมา

บนเนินเขาห่างจากชายหาดไม่ไกล ชายร่างใหญ่เดินขึ้นมาบนเนินก่อนจะที่จะเริ่มบ่นออกมา

“ทหารจากอาณานิคมทุกเขตภายใต้ต้องนำกำลังเป็นกลุ่มแรกเข้าตีเมืองโฟลิกก่อนทหารเกณฑ์ลีโอเนีย” เขาชะงักและกล่าวด้วยความเกรี้ยวกราด “ฮึม! ใช้งานอย่างกับทาสต่อสู้ ที่ต้องไปเสี่ยงตายเยี่ยงดาบและโล่ให้ชาวลีโอพวกเราก็ไม่ต่างกับถูกใช้แล้วทิ้ง ท่านไม่โกรธกับการกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้บ้างหรือ!?  ”

เขาเป็นชายผิวสีร่างสูงใหญ่มาจากหนึ่งในอาณาจักรใต้อารักขาของลีโอเนีย ซึ่งอยู่ในทวีปโดส สเลเลน ส่วนมากแล้วพวกเขาจะส่งส่วยและทรัพยากรแก่ลีโอเนีย แน่นอนว่าอาณาจักรในโดส สเลลนส่วนมากแทบจะไม่มีสงครามเลยแม้แต่นิด จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องมีกองทหาร เพราะยังไงลีโอเนียก็เป็นผู้ทำหน้าที่ของการต่อสู้แทนอยู่แล้ว

เขามองไปยังหน้าชายหาดด้านหลัง กองทหารยังคงย้ายของเสบียงสัมภาระลงจากเรือและเตรียมตัวเดินทางไปเมืองโฟลิกพวกเข้าตีและยึดครอง ก่อนที่เขาได้กล่าวกับชายร่างบางเหมือนหญิงสาวกำลังนั่งเขียนบางอย่างอยู่บนกล่องเสบียง ผมสีขี้เถ้าที่ถูกพัดไปตามสายลมจากทะเล หากผู้ใดมาเห็นคนไม่คิดว่าหญิงสาวจะเป็นผู้ชายจริงๆ

ในหมู่อาณานิคมและรัฐในอารักขาไม่เคยมีผู้ใดได้สู้รบจริงจังมาก่อนในชีวิต จนกระทั่ง จู่ๆวันหนึ่งประเทศแม่ก็เรียกเกณฑ์ผู้ชายไปเป็นทหารจำนวนมาก แถมยังถูกส่งมายังดินแดนของเจ้านายเพื่อสู้ในสงครามที่ตัวไม่ได้เป็นผู้ก่ออีก

แต่ชายตรงหน้านั้นแตกต่างกับพวกเขา แม้ว่าจะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่พวกเขาเชื่อว่ามันมีมากกว่านั้น อาริกาเซียดินแดนอันลึกลับที่ถูกค้นพบร้อยกว่าปี แต่การสำรวจก็ยังไปไม่ถึงไหน นอกจากนั้นสัตว์อสูรก็อันตรายกว่าว่าที่ใดๆในสามทวีป ไม่พอยังมีชนพื้นเมืองที่สามารถต่อสู้กับชาวลีโอเนียได้แม้ว่าจะเป็นแค่ข่าวลือก็ยากจะเชื่อว่าอาณานิคมลีโอเนียสามารถเติบโตและรอดบนทวีปโพ้นทะเลแห่งนั้นได้ และชายที่เหมือนหญิงสาวในเครื่องแบบชาวบ้านตรงหน้า ก็เป็นผู้นำทัพชาวอาณานิคมสู้ศึกกับชนพื้นเมืองพร้อมชาวลีโอ ดักลาส แมรี่แลน ผู้แทนอาณานิคมอาริกาเซีย และผู้บัญชาการกองทัพอาณานิคมชั่วคราวในขณะนี้

“โกรธ?” ลาสหยุดเขียนและหันมามองชายผิวสีก่อนที่จะกล่าวตอบ “ถ้าจะโกรธกับคำสั่งข้าฆ่าตัวตายก็ไม่แปลก แต่โกรธไปก็ไม่ช่วยให้พวกเราไม่ต้องไปสู้กับสงครามของคนอื่นหรอกนะคุณอัมลัก(Amlak)”

“แต่ว่า-- อั๊ก!” ยังไม่ได้ทันได้พูด ก็ขัดโดยชายอีกคนที่มาจากข้างหลังอัมลัก

" อัมลัก เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว มันจริงอย่างที่ท่านดักลาสได้กล่าว พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับพลเมืองชั้นสอง จะให้ปฏิเสธผู้เป็นนายได้อย่างไรกันเล่า “ ชายผู้มีวงแหวนเดินมาตบหลังอัมลักอย่างรุนแรงจนอัมลักต้องร้องด้วยความเจ็บปวด

ลาสมองไปยังชายทั้งสอง ตั้งแต่ตัวเขาได้มาบัญชาการกองทกำลังขนาดใหญ่ เขาก็ได้รู้จักผู้มต้บังคับบัญชาหลายคน อย่าง อัมลักเป็นมนุษย์ชาวโซตาก้า ผิวคล้ำ ตัวสูงและร่างใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่ในอาณาจักรเล็กๆในโดส สเลเลน เขาเป็นหัวหน้าคนงานเหมืองเพรชขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของอาณาจักร ซึ่งต้องส่งให้ลีโอเนียเพราะพวกเขาเป็นรัฐในอารักขาแรกๆ ก่อนที่จะถูกจับมาเป็นทหารและเป็นผู้กอง

และชายข้างๆอัมลัก ดักซ์ (Dax) อดีตทาสในลีโอเนีย เผ่าย่อยของซองทูอา ซองทูอาผู้ตกต่ำ(Fallen Santua) ซองทูอาเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอธิพลและสถานะสูงในบางอาณาจักร วงแหวนบนหัว และปีกทั้งสามข้าง ไม่ได้ทำเพียงแค่ให้พวกเขาดุเหมือนเทพ แต่พลังเวทที่รักษาผู้คนทำให้พวกซองทูอาเป็นที่น่าเครพบ ส่วนซองทูอาผู้ตกต่ำเป็นอีกกลุ่มย่อยพวกเขาแตกต่างกับสายหลักของซองทูอาตรงที่ พวกเขารักอริสระมากกว่าถูกผูกพันรับใช้ผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซองทูอาผู้ตกต่ำนั้นใช้พลังของตัวเองเพื่อปกป้องตัวเองมากกว่าผู้อื่นจนกลายเป็นถูกตราหน้าว่าเป็นบาป และวงแหวนของพวกเขาก็เป็นคนละสีกับซองทูอาปกติ ปีกของพวกเขาก็เป็นคริสตันสีดำ ซึ่งต่างกับซองทูอาที่เป็นปีกของสัตว์ปีก ทั้งสองถือว่าเป็นคนสนิทสำคัญของลาส ผู้ช่วยและรองผู้บัญชาการกองทัพอาณานิคม

คนหนึ่งก็สมองกล้ามเลือดร้อน อีกคนก็เจ้าเล่ห์เย็นชา

“ดักซ์ ฝากบอกให้ทุกคนเตรียมตัวเดินทางไปจุดนัดพบ แล้วฝากเรียกหมวดของอีวาน และ อันฮัลท์มาพบผมด้วย อีกไม่นานพวกเราน่าจะได้เจอผู้บัญชาการสูงสุดของพวกเราแล้ว” ลาสเก็บบันทึกลงกระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไปยังทหารชาวอาณานิคมและข้าราชบริพารของลีโอทั้งหลายที่กำลังจัดแถวอย่างไม่เร่งรีบ

กองทัพนอกอาณานิคมชั่วคราวมีจำนวน 2200 คน ซึ่งครึ่งกว่าของทั้งกรมเป็นชาวอาริกาเซีย ในขณะที่อีกครึ่งเป็นข้ารับใช้ลีโอเนียหรืออาณานิคมเขตอื่นอีกหลายพื้นที่ของสหจักรวรรดิ ไม่ช้าพวกกองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราวก็ได้ออกเดินทางออกจากชายหาดเพื่อไปจุดนัดพบ ทิ้งให้กองกำลังลีโอเนียทยอยเตรียมความพร้อมบนชายหาด ก่อนที่จะเริ่มเข้าตีหัวเมืองโฟลิกตามทีหลัง หากกองกำลังอาณานิคมไม่สามารถตีเมืองโฟลิกได้

ไม่นานนัก ราวๆครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็เดินทัพมาถึงจุดนัดพบซึ่งห่างจากตัวเมืองโฟลิกไม่ไกลมากนัก ตรงเต็นท์สนามสีขาว ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบลีโอเนียสีแดง เขายื่นจ้องมองมายังลาสที่ค่อยเคลื่อนตัวมาใกล้ ลาสส่งสัญญาณให้นายกองหยุดทัพ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปหาชายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้บัญชาการ

“ดูเหมือนว่าคุณจะเดินทางมาเร็วพอสมควร” เขาชะงัก “พลตรี ซามูเอล ลี (Maj Gen Samuel Lee)” เขากล่าวด้วยนํ้าเสียงที่นิ่งเฉย

“ร้อ- ผู้แทนกองกำลังนอกอาณานิคมชั่วคราว ดักลาส แมรี่แลนด์” ลาสทำความเคารพก่อนจะแนะนำตัวเองกลับตามระเบียบ

ทั้งสองเดินเข้าไปข้างในเต็นท์ พร้อมกับผู้ติดตามของพลตรีซามูเอล ก่อนที่ลาสจะได้เห็นแผนผังเมืองโฟลิกบนโต๊ะไม้ ซึ่งสร้างแปลกใจให้กับลาสอย่างมาก ว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้มีผังเมืองของศัตรูได้ ไม่พอแค่นั้นแต่รวมไปถึงจุดที่มีการป้องกันอีกด้วย

“หน่วยข่าวกรองของเราได้ให้ข้อมูลสำคัญกับพวกเราอย่างมาก เมืองโฟลิกถืแเป็นเมืองขนาดกลาง มีกำแพงไม้ขนาดใหญ่ที่สามารถนำพลปืนที่ไปประจำการได้ นั้นคือข้อได้เปรียบของฝั่งตรงข้าม แต่เนื่องจากผู้ชายถูกส่งไปแนวตั้งรับกองทัพหลักของพวกเรา ทำให้ทหารประจำการมีจำนวนน้อยกว่าปกติ ผมขอสั่งให้กองกำลังนอกอาณานิคมเข้าตีกำแพงเมืองทางตอนเหนือ ยึดกำลังแพงไม้ให้ได้ หากเป็นไปได้ให้เข้ายึดเมืองโดยยึดศาลากลางโฟลิก ซึ่งอยู่ใจกลางของเมือง หากเข้าตีทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของกำแพง คุณสามารถเข้ายึดได้ในเวลาอันสั้น เนื่องจากส่วนนั้นยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง”

ไม่ต้องมองในผังก็สามารถเห็นกำแพงจากระยะไกลได้ด้วยตาเปล่า อย่างไรก็ตามการนอกจากบันไดไม้ การบุกตีกำแพงสูงก็เหมือนการฆ่าตัวตาย ยกเว้นเสียแต่เขาจะมีปืนใหญ่สักสองสามกระบอก ลาสไถ่ถามพลตรีต่อ

“หากเข้าใกล้กำแพงพวกเราจะกลายเป็นเป้านิ่งให้ทหารทูเดีย มัน.. ไม่มีทางอื่นจริงๆหรือครับ?” แต่ช่างน่าเสียดายพลตรี ซามูเอลส่ายหน้าปฏิเสธ สร้างความผิดหวังให้กับลาสอย่างมาก

ชายหนุ่มจึงถามต่อ “สามารถทำลายกำแพงได้ไหมครับ?” ถ้าเป็นไปได้ระเบิดกำแพงแล้วบุกเข้าไปน่าจะง่ายกว่าใช้บันไดไม้ลาสคิด

“ไม่อนุญาตให้ทำลายกำลัแพง พวกเราอาจจะต้องใช้กำแพงในการป้องกัน ทำให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นพวกเราจะเสียเวลาซ่อมแนวป้องกันแทน” ก่อนที่เขาจะสั่งให้ลาส “หวังว่าคุณจะสามารถยึดกำแพงได้ แด่สหจัรวรรดิ จงทำคำสั่งของผมให้ได้…” สิ้นเสียงท่านสองก็แยกตัวทันที พลตรี ซามูเอลรอกองกำลังลีโอเนียที่เหลือ ส่วนลาสและกองกำลังนอกอาณานิคมก็เข้าตีเมืองโฟลีกหลังจากที่พักสักครู่…

……

.

.

.

.

.

.

“ผู้บุกรุก! ประตูตะวันออกเฉียงเหนือ รีบไปประจำการเร็ว!”

ตึง!! เสียงระฆังดังลั่นไปทั่วเมืองโฟลิก เป็นเสียงเตือนให้ชาวเมืองหนีหาที่หลบและให้ทหารประจำการผู้บุกรุก ทหารประจำการและชาวบ้านจำนวนหนึ่งรีบเ้ขาประจำตำแหน่ง หยิบจำอาวุธข้างกายเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีผู้ใดในเมืองจะคิดว่าสหจักรวรรดิจะโจมตีเมืองที่อยู่ข้างหลังสุดของแนวรบหลัก อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เตรียมพร้อมรับมือ กำแพงไม้ถูกก่อสร้างขึ้นมาอย่างเร่งรีบ สร้างล้อมรอบตัวเมือง ดินถูกขุดขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเนินขนาดเล็กก่อนจะวางไม้เป็นแนวยาวสูง 3 เมตร ถึงยังนั้นมันก็ยังไม่สมบูรณ์ดีพอแต่มันก็สามารถปกป้องเมืองจากสัตว์ป่าและมอนสเตอร์ได้ และยังเป็นพื้นฐานในการป้องกันการบุกรุกจากผู้คนอีกด้วย

พลปืนชาวเมืองประจำตำแหน่งป้องกัน ธนูและหอกถูกนำมาใช้ แม้ว่ามันจะเป็นอาวุธเย็นเก่าโบราณแต่เมื่อถึงช่วงสงครามแบบนี้ อะไรๆก็ที่สามารถสังหารสิ่งมีชีวิตได้ ก็สามารถนำมาใช้ได้หมดเช่นกัน ชาวทูเดียนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่ากับลีโอเนียที่ใช้อาวุธร้อนรุ่นใหม่ ชาวเมืองในตออนนี้มีเพียงแค่ปืนคาบชุดเก่าๆ

ทางประตูวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เนินสูงมีต้นไม้หนาอย่างมาก แน่นอนว่ามันทำให้การมองเห็นระยะไกลทำได้ลำบาก โชคยังดีที่นายพรานสังเหตุเห็นขบวนคนต่างแดน จึงได้วิ่งหนีกลับเมืองด้วยความรวดเร็วก่อนจะแจ้งเตือนชาวเมืองถึงกองกำลังที่กำลังเดินทางมา ไม่ช้าขบวนกองกำลังปริศนาก็ได้ออกจากทางเดินที่ตัดผ่านป่าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ไปเมืองหลวงของทูเดีย เจ้าเมืองโฟลิกวิ่งขึ้นมาบนกำแพงไม้ก่อนจะใช้กล้องส่องไปยังกองกำลังนั้น เพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาเป็นคนจากที่ใด แม้ว่าจะเห็นไม่ชัด แต่กองกำลังนั้นเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่ ธงขบวนสีขาวรูปงูกับต้นไม้สูงเป็นธงที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมาก่อน แต่เครื่องแบบเหมือนชาวบ้านก็ทำให้เจ้าเมืองโล่งใจ ‘ หรือว่าจะเป็นทหารชาวบ้านจากแคว้นเหนือ? ’ เจ้าเมืองคิดในใจก่อนจะกล่าวกับทหารยามข้างๆ

“ดูเหมือนว่า น่าจะ--”

“นั้นมันธงลีโอเนีย!” หัวหน้าทหารยามที่มีกล่องส่อง ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ จนเจ้าเมืองต้องหันไปส่องจุดที่หัวหน้าหน่วยป้องกันมองอยู่ ใบหน้าของเจ้าเมืองซึดขาวเหมือนเห็นผี ธงพื้นสีน้ำเงิน ซ้อนทับด้วยกากบาทมุมฉาก และกากบาทแยงสีแดงขอบขาวโดยที่ตรงกลางมีสัญลักษณ์สิงโตอันโดดเด่น แค่เห็นธงลีโอ พวกข้าก็ต่างตื่นกลัวกันไปเสียหมด ซึ่งทุกคนบนแนวป้องกันต่างพูดคุยด้วยความวิตกกังวลเหตุใดถึงได้มีกำลังลีโอเนียมาถึงส่วนหลังสุดของแนวหน้าได้กัน?

“พวกแนวหน้ามันหายหัวไปไหน ทำไมศัตรูถึงได้มาอยู่ที่นี้?”  “หรือว่าเมืองหลวงถูกยึดแล้ว!?” “ข่าว่าพวกเราหนีกันเถอะ” “ขอพระองค์คุ้มครองพวกเราด้วย” และคำพูดที่ทำให้ขวัญกำลังใจต่ำอื่นๆอีกมากมาย เสมือนว่าพวกเขาได้แพ้สงครามไปแล้ว

“หุบปาก!” เจ้าเมืองกล่าวตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด “ปิดประตูเมือง ส่งสารไปเมืองใกล้ๆ ขอความช่วยเหลือจากหัวเมืองอื่น… ไม่สิ! ข้าจะไปขอความช่วยเหลือด้วยตัวเอง พวกเจ้าจงป้องกันเมืองจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง อย่าให้พวกมันยึดเมืองของข้าได้” สิ้นเสียงส่วนเจ้าเมืองก็รีบกลับศาลากลางด้วยความรวดเร็ว ทิ้งความหวังให้ทหารป้องกันเมืองโฟลิกเอาไว้ แต่กว่าที่ทุกคนจะได้รู้

เจ้าเมืองก็คงหอบข้าวของเงินทองหนีออกจากเมืองไปพร้อมกับครอบครัวและไม่กลับมาอีกแล้ว

ในอีกด้านของเมือง คือกองทัพนอกอาณานิคมชั่วคราว นำโดยดักลาส ผู้แทนจากอาริกาเซีย ชายหนุ่มยืนมองแนวป้องกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แม้ว่ามันจะไม่ได้สูงมากแต่หากจะบุก อาจจะทำให้สูญเสียเยอะพอสมควร ก่อนจะถอนหายใจ ลาสไม่ได้ชอบสงคราม เขาไม่ชอบที่จะเห็นคนตาย และตอนนี้เขายังทำหน้าที่ในฐานะผู้รุกราน เป็นไปได้เขาก็อยากจะส่งสารไปหาเจ้าเมืองโฟลิกและขอให้เจ้าเมืองยอมให้ลีโอเนียเข้ายึดโดยที่ไม่ขัดขืน แต่ใครมันจะไปยอมเสียบ้านเกิดให้กับผู้รุกรานกันเหล่า? แน่นอนลาสย่อมเข้าใจว่ามันเป็นไปไม่ได้

“ออกคำสั่งให้ผู้บังคับกองร้อย ตั้งแนวรบ เราจะเข้าตีแนวป้องกันตรงนั้น” ลาสชะงัก “อัมลักคุณเห็นหลุมด้านหน้ากำแพงไหม?” ลาสชี้ไปยังกำแพงไม้ที่เหมือนกำลังก่อสร้าง อย่างไรก็ตามมันก็สูงพอที่จะเป็นป้องกันไม่ให้ทหารอาณานิคมบุกเข้าไปได้

“คุมกำลังส่วนเหลือลงไปในหลุมส่วนนั้นน่าจะเป็นพอเป็นจุดอับได้ จากนั้นรอคำสั่งจากผม แล้วก็… คุณดักซ์ ผมอยากให้คุณแบ่งกองร้อย 2 กองเข้าช่วยเหลือเสริมกำลังบุกหลังที่ตัวผมและหน่วยของชาวอาริกาเซียขึ้นกำแพงได้ทันที  ”

“ท่านดักลาส! ท่านไม่จำเป็นต้องไปแนวหน้าก็ได้ หากท่านเป็นอะไรไปพวกเราอาจจะขาดสายบัญชาการ และอีกอย่างถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยสู้มาก่อนแต่พวกเราทั้งหมดก็คือนักรบเช่นกัน” ดักซ์กล่าวด้วยนํ้าเสียงที่เป็นห่วงอย่างมาก

“ผมไม่ได้ดูถูกพวกคุณแม้แต่น้อยเชื่อผมเถอะ” ลาสชะงัก “แต่ว่า สิ่งที่ผมอยากจะขอให้พวกคุณทำคือรักษาชีวิตและแรงเอาไว้ก่อน ให้ชาวอาริกาเซียที่ฝึกและเจอการศึกจริงมาแล้วเข้าตีเมืองก่อน ผมเชื่อว่าเราจะไม่ได้เจอแค่ทหารป้องกันเมืองครั้งเดียว…”

“ลางสังหรณ์หรือครับ?” ดักซ์กล่าวก่อนหันไปมองอีกฝั่งของเมือง ซึ่งลาสจ้องมองมานาน

“อ่า… เพราะกำลังป้องกันของโฟลิกแทบจะมีไม่ถึงห้าร้อยคน ขาดแคลนทั้งอาวุธ ในขณะที่พวกเราและทัพลีโอข้างหลังมีมากพอที่จะทำให้เมืองแห่งนี้ยอมแพ้ได้แท้ๆ หรือกองเรือที่สามารถส่งเรือสักลำหนึ่งผ่านแม่นํ้าเข้ามาก็ยังไม่เข้ามา กลับกันพวกเขาส่งเราเข้ายึดแทนกำลังหลัก ทุกอย่างมันดูแปลกจริงๆ” สิ้นเสียงชายหนุ่มก็ลงหยิบอาวุธประจำตัวขึ้นมา และหันความสนใจมายังเมืองโฟลิกอันเป็นเป้าหมายหลัก

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าอย่างไม่เร่งก่อนที่จะตะโกนคำสั่งออกมา “กองกำลังเดินหน้า!!”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด