ตอนที่แล้วตอนที่62 เผชิญหน้ากับจวิ๋นฉี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่64 ตำหนักองค์รัชทายาท

ตอนที่63 เย่ฉางและดอกไอริส


ตอนที่63 เย่ฉางและดอกไอริส

ตกเย็น พอจวิ๋นโม่เหวินทราบข่าวว่า หลี่หวงเองก็สนใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสี่ตระกูลใหญ่ เขาก็ส่งจวิ๋นหลี่จิวเดินทางมาหาหลี่หวงทันที

“ไฉนจู่ๆ เจ้าก็อยากรู้เรื่องพวกนี้ล่ะ?”

จวิ๋นหลี่จินำเอกสารชุดหนึ่งภายในมือส่งให้กับน้องสาวตนเอง

“จะให้ข้านั่งกินนอนกินอยู่เฉยๆ รึอย่างไร? คุณหนูใหญ่อย่างข้า จำเป็นต้องออกหน้าเฝ้าดูความเรียบร้อยของจวนตระกูลจวิ๋นแห่งนี้เช่นกัน นี่ไม่ถูกต้องรึ?”

หลี่หวงยิ้มบางเป็นคนตอบและฉกเอกสารเหล่านั้นไปจากมืองของหลี่จิว

“เจ้านี่ก็! เอาเถอะ หากมีอะไรก็สั่งให้บ่าวมาแจ้งกับข้าโดยตรง ช่วงนี้ท่านพ่อของข้ากำลังยุ่งมาก”

หลี่หวงพยักหน้าและ นำส่งจวิ๋นหลี่จิวออกไป

สองสามวันมานี้หลังจากที่กลับมาถึงจวนตระกูลจวิ๋น ไม่เพียงแต่จวิ๋นโม่เหวินผู้เป็นพ่อที่ยุ่งอย่างยิ่ง กระทั่งคนเป็นลูกอย่างจวิ๋นหลี่จิวเองก็ยุ่งหัวปั่นเลยเช่นกัน แต่สุดท้ายนี้อีกฝ่ายก็ยังหาเวลามาเจอนางจนได้

หลี่หวงที่เห็นดังนั้นพลันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก

ประเด็นหลักที่ทั้งสี่ตระกูลใหญ่กำลังจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง งานประลองสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง

ข้อมูลภายในมือโดยส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับประวัติและความสามารถโดยสังเขปของเยาวชนของแต่ละตระกูลที่หน่วยข่าวกรองคัดมา

ตระกูลซู ซูฟาง อายุสิบแปดปี ระดับพลังบ่มเพาะล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะคือ นักอัญเชิญชั้นกลางแปดดาวธาตุแสง ครอบครองสัตว์อสูรระดับวิญญาณเจ็ดดาวธาตุแสง ติดทำเนียบเยาวชนแห่งเมืองหลวงในอันดับที่หก

ตระกูลเย่ เย่ฉาง อายุสิบสี่ปี ระดับพลังบ่มเพาะล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะคือ นักอัญเชิญชั้นกลางหกดาวธาตุน้ำ ครอบครองสัตว์อสูรระดับวิญญาณแปดดาวธาตุน้ำ ติดทำเนียบเยาวชนแห่งเมืองหลวงในอันดับที่เก้า

ตระกูลฉิน ฉินซิง อายุสิบเจ็ดปี ระดับพลังบ่มเพาะล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะคือ นักอัญเชิญชั้นกลางแปดดาวธาตุไม้ ครอบครองสัตว์อสูรระดับวิญญาณเก้าดาวธาตุไม้ ติดทำเนียบเยาวชนแห่งเมืองหลวงในอันดับที่เจ็ด

หลังจากได้อ่านข้อมูลเหล่านี้ หลี่หวงไม่เชื่อว่า ระดับพลังบ่มเพาะของพวกเขาจะมีกันเพียงเท่านี้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดบางคนจะต้องซ่อนเร้นพลังเอาไว้ ไม่ต่ำกว่าสองถึงสามดาว หรือไม่ก็มากกว่านั้นไปเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเย่ฉาง...

หลี่หวงเป็นนักอัญเชิญชั้นสูงเจ็ดดาว ย่อมมองคนที่อยู่ในระดับชั้นต่ำกว่าได้อย่างง่ายดาย

และในวันนั้น...เห็นได้ชัดแจ้งว่า เย่ฉางมีระดับพลังบ่มเพาะอยู่ที่นักอัญเชิญชั้นกลางเก้าดาวแล้ว...

ความแตกต่างอันมหาศาลปานนี้ สามารถคาดการณ์ได้เช่นกันว่า ระดับพลังบ่มเพาะของที่เหลือเองคงสูงกว่าในข้อมูลที่มีไว้แน่นอน

ซูฟางกับฉินซิงบังเอิญว่านางพบเจอเข้าระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงพอดี ทว่า...ทั้งสองคนนี้ควรสำแดงใช้เคล็ดวิชาลับอะไรบางอย่าง ส่งผลให้นางไม่สามารถมองระดับพลังของทั้งสองออกได้!

และแน่นอน การที่คนอื่นจะมองระดับพลังบ่มเพาะของหลี่หวงย่อมมิใช่เรื่องง่าย

หลี่หวงมีคุณสมบัติธาตุซ่อนเร้น หากไม่ใช่นักอัญเชิญที่มีระดับพลังสูงกว่าสามขั้น หรือมิใช่ผู้ที่ครอบครองทักษะพิเศษสักแขนง ย่อมไม่มีทางมองผ่านอ่านระดับพลังของนางออกได้เลย

ยกเว้นสำหรับหลิงฉางเจวี่ยและจวิ๋นหลี่จิว ทั้งสองคนนี้มีทักษะพิเศษจึงทำให้มองระดับพลังของนางออก

หลี่หวงตั้งสติกลับเข้าหน้าเอกสารและอ่านต่อไป

คนสุดท้ายก็คือเยาวชนของตระกูลจวิ๋น

จวิ๋นหลี่จิว อายุยี่สิบปี ระดับพลังบ่มเพาะล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณชน นักอัญเชิญชั้นสูงห้าดาวธาตุมืด ครอบครองสัตว์อสูรไม่ทราบระดับไม่ทราบดาวธาตุมืด ติดทำเนียบเยาวชนแห่งเมืองหลวงในอันดับที่สาม

........

ในร้อยอันดับแรกแห่งทำเนียบเยาวชน ศิษย์สาวกของตระกูลจวิ๋นโดยส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงกลางค่อนบน

และในสิบอันดับแรก มีคนจากสี่ตระกูลใหญ่ทั้งหมดห้าคน คนจากตระกูลจวิ๋นมีสองคนได้แก่ อันดับที่สาม,จวิ๋นหลี่จิว และอับดับที่แปด,จวิ๋นกู๋

แต่...อีกห้าอันดับที่เหลือล้วนถูกตระกูลราชวงศ์ครอบครองโดยสิ้น

อันดับที่หนึ่งคือ องค์รัชทายาทผู้ป่วยติดเตียงแห่งจักรวรรดิซีเหว่ย หลิงชิงเฉิน!

อันดับที่สองได้แก่ องค์ชายเก้าผู้แสนลึกลับ ว่ากันว่าระดับพลังบ่มเพาะขององค์ชายเก้าผู้นี้สูงกว่าขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ!

ในส่วนของอันดับที่สี่ : องค์ชายผู้มีอายุน้อยที่สุดของฝ่าบาท หลิงเฟิง องค์ชายสิบผู้มีพลังที่แท้จริงอันแข็งแกร่งยิ่งยวด!

อันดับที่ห้า เป็นของพระชายาขององค์รัชทายาทที่ล่วงลับไปแล้ว แต่เพราะว่าตั้งแต่บัดนั้นจวบจนวันนี้ยังไม่มีใครเหนือกว่านาง จึงยังครองตำแหน่งที่อันดับห้าไม่เปลี่ยนแปลง

อันดับสิบ หลิงลั่ว องค์ชายรองที่ต้องการยึดอำนาจจากองค์รัชทายาทเมื่อครั้นอดีต กล่าวว่าภูมิหลังขององค์ชายรองผู้นี้หาใช่ธรรมดาไม่

หลี่หวงกวาดสายตาอ่านข้อมูลทั้งหมด พลางเอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า

“ดูท่าแล้วเมืองหลวงแห่งนี้คงเป็นชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์โดยแท้”

“แต่ด้วยระดับพลังบ่มเพาะของจ้า การจะขึ้นติดสิบอันดับแรกหาใช่ปัญหาไม่ เพียงว่า...การจะติดห้าอันดับแรกกลับยากกว่าที่คิดมาก...”

แม้ว่าองค์รัชทายาทหลิงชิงเฉินจะนอนป่วยติดเตียงอยู่แบบนี้ ทว่าระดับพลังบ่มเพาะของเขากลับหาใช่เรื่องตลก!

อย่างไรก็ตาม หลี่หวงก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย องค์ชายคนสุดท้องของฝ่าบาท ปีนี้อายุเข้าใกล้เลขสองแล้ว ด้วยวัยที่ประสบการณ์เริ่มตกตะกอนและความแข็งแกร่งระดับนี้ การสนิทกับอีกฝ่ายไว้นับเป็นเรื่องดีในอนาคต

“คุณหนูใหญ่! บ่าวมีเรื่องมารายงานขอรับ!”

ด้านนอกประตูตำหนัก มีสุ้มเสียงขององครักษ์ดังขึ้น

“เข้ามา จงรายงาน”

หลี่หวงวางเอกสารเหล่านั้นลงและเหลือบสายตามองผู้มาใหม่

“รายงานคุณหนูใหญ่ นี่เป็นจดหมายที่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเย่ส่งมาให้ กำชับไว้ว่าต้องการให้คุณหนูใหญ่เปิดอ่านโดยเร็ว”

หลี่หวงรีบจดหมายฉบับหนึ่งไว้ในมือและกล่าวว่า

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็ออกไปทำหน้าที่ของตนต่อเถิด”

“ขอรับ!”

องครักษ์ประสานมือและจากออกไปด้วยความเคารพ

หลี่หวงฉีกซองจดหมายออกมา ด้านในปรากฏเป็นกระดาษแผ่นหอมพร้อมด้วยรอยมืออันชดช้อยของเย่ฉาง

หลังจากอ่านโดยคร่าว หลี่หวงก็เข้าใจเนื้อความของจดหมายฉบับนี้ได้ว่า เย่ฉางอยากเชิญหลี่หวงออกไปเที่ยวทะเลสาบด้วยกัน หากนางเห็นด้วยก็จงส่งจดหมายตอบกลับให้นาง และนางจะไปเดินทางไปหาที่จวนจวิ๋น...

ทันทีที่หลี่หวงอ่านจบก็กางมือข้างหนึ่งขึ้น เปลวเพลิงสีแดงฉานของบัวโลหิตลุกโชนแผดผลาญกระดาษหอมจนไหม้เกรียมไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า

“นายท่าน...ไฉนถึงเผามันทิ้ง?”

เหยาอวี้ลอยออกมาพลางจับจ้องหลี่หวงด้วยความฉงนสงสัย

มันไม่เข้าใจเลยว่าหลี่หวงกำลังคิดอะไรอยู่

“ทำเป็นมองไม่เห็นยังไง”

หลี่หวงเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้าไม่อยากไปนัดรึ?”

เหยาอวี้เองก็แอบอ่านอยู่ในห้วงนาโนชิป ย่อมทราบว่าจดหมายฉบับนี้คือจดหมายเชื้อเชิญ

“เย่ฉาง นางเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม แต่ดูท่าจะหาใช่มิตรสหายที่ดีเท่าไหร่...”

หลี่หวงกล่าวจบก็ยกมือปัดและเดินกลับเข้าตำหนักไป

เหยาอวี้ไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวไปสักเท่าไหร่ แต่อย่างไรจากประโยคสุดท้ายพึงทราบได้ว่า แท้จริงแล้วเย่ฉางจะไม่เป็นอย่างที่เห็นผิวเผิน?

“ที่หมายถึงคืออย่างไร? หรือทั้งหมดที่เห็นคือนางแสดงละครตบตาเรา?”

หลี่ทั้งพยักหน้าและส่ายหัวในเวลาเดียวกัน

“ทั้งใช่และไม่ใช่”

“ครึ่งหนึ่งเป็นความหวังดีจากวัยเด็ก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือสถานการณ์ในปัจจุบัน”

นางให้คำตอบค่อนข้างกำกวม

ใช่แล้ว ที่มาเยี่ยมเยือนในครั้งล่าสุดคือความหวังดีที่ยังหลงเหลือในวัยเด็ก แต่มันก็แฝงไปด้วยอะไรบางอย่างเช่นกัน

แม้ในตอนนี้เย่ฉางยังมองหลี่หวงเป็นดั่งมิตรสหายคนสนิท ทว่ากลับหาใช่มิตรสหายที่คบหากันอย่างสนิทใจอีกต่อไป

“แล้วตกลง...นางเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?”

สุดท้ายนี้เหยาอวี้ก็ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย ทำไมมนุษย์ถึงได้น่ากลัวนัก?

“ข้าเกรงว่า...”

หลี่หวงชะงักเล็กน้อย ส่ายหัวอานดั่งไม่อยากให้เป็นไปตามที่คิดไว้เท่าไหร่

“เกรงว่าเป็นศัตรูหาใช่มิตร...”

ทันใดนั้นเองหลี่หวงก็พลันนึกถึงวดีเล็ดในยุคสมัยที่นางจากมา ‘เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก’

แต่ดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันกลับเลวร้ายกว่านั้นมาก กล่าวได้ว่า ‘เพื่อนทรยศ’ คงไม่เกินจริง

“แต่ดูจากท่าทางของนางตอนนั้น...”

“ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลยใช่ไหมล่ะ?”

หลี่หวงคาดเดาคำกล่าวของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ

“อืม”

เหยาอวี้พยักหน้าตอบ

“ใช่ ทีแรกข้าเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเช่นกัน ทว่า...เมื่อได้รับจดหมายฉบับนี้ ข้าก็ทราบทันทีว่านางทรยศข้าแล้ว...”

“หื้ม?”

เหยาอวี้สงสัยขึ้นมาทันควัน

“นี่หมายความว่าอย่างไร?”

“ในจดหมายฉบับนี้มีกลิ่นของพิษจากดอกไอริสอยู่”

“ไอ...ไออันใด? หื้ม? นี่มัน...กลิ่นดอกโกฐสอมีฤทธิ์เป็นพิษ!”

เหยาอวี้ยังพอได้กลิ่นพิษเจืออ่อนกลางห้วงอากาศอยู่เล็กน้อย ก็พลันนึกขึ้นได้ในทันใด

“บัดซบ! ไม่อยากจะเชื่อเลย...”

หลี่หวงพยักหน้า และก็ส่ายหัวให้เหยาอวี้ในเวลาต่อมา เป็นสัญญาณให้มันไม่ต้องพูดแล้ว

ในยุคสมัยปัจจุบันที่หลี่หวงจากมา ดอกไอริสไม่มีพิษภัย แถมยังเป็นดอกไม้ที่สื่อแทนความหมายได้ว่า รักแรกและความรักอันบริสุทธิ์ที่มีให้ โดยส่วนใหญ่มักจะส่งมอบให้แก่คนรัก

ทว่าดอกไอริสในผืนพิภพแห่งนี้กลับมีฤทธิ์ทำให้ผู้คนที่ได้สูดดม สูญเสียสติสัมปชัญญะอย่างช้าๆ

ไม่นับว่าเป็นพิษร้ายแรง แต่สำหรับใช้ลอบสังหารนับว่ายอดเยี่ยม

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด