ตอนที่แล้วตอนที่57 อดีตขององค์รัชทายาท
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่59 ทำเนียบศิษย์อัจฉริยะ

ตอนที่58 ฉวยโอกาสยามดึก


ตอนที่58 ฉวยโอกาสยามดึก

“จริงสิ ตาแก่นั่นว่าไงบ้าง?”

ตาแก่ที่หลิงเฟิงหมายถึงก็คือซูจิ่งเยว่

“เขาบอกว่าองค์รัชทายาทป่วยเป็นโรคทางจิต สาเหตุน่าจะมาจากการสิ้นพระชนม์ของพระชายา”

“โรคทางจิต?!”

หลิงเฟิงถึงกับสะดุ้งโหย่ง

“พี่ใหญ่ของข้าเป็นผู้มีปัญญา ไฉนถึงป่วยเป็นโรคทางจิตได้? ทีแรกข้าก็คิดอยู่แล้วว่าการสิ้นพระชนม์ของพระอัครมเหสีไม่น่าจะเกี่ยวข้องอันใดด้วย ส่วนเรื่องพระชายา...ข้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าพี่ใหญ่จะเก็บมาคิดจนป่วยทางจิตขนาดนี้...”

หลี่หวงพยักหน้าตอบอย่างใจเย็น

“ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดพี่เก้าถึงไม่ยอมให้ข้านำยาอายุวัฒนะแก่พี่ใหญ่ ปรากฏว่าพี่เก้ารู้เรื่องนี้นานแล้ว...”

หลิงเฟิงเอ่ยเสียงพึมพำ

“ว่าแต่...โรคนี้รักษาอย่างไร?”

หลิงเฟิงเอ่ยถามขึ้นทันที

หลี่หวงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเรียบต่อว่า

“เจ้าต้องหาเวลาว่างพาข้าเข้าพบองค์รัชทายาท”

“อ่อ..อย่างงี้นี่เอง...”

“เดี๋ยวก่อน!!”

“พาท่านไปพบพี่ใหญ่น่ะรึ?!!”

หลิงเฟิงสะดุ้งโหย่งขึ้นเป็นคำรบสอง

“เจ้าเคยเห็นหมอคนใดที่สามารถรักษาผู้ป่วยโดยไม่ลงมือตรวจเองหรือไม่?”

หลี่หวงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย โรคทางจิตในที่นี้หาใช่จิตเวชหรือคนบ้า แต่จะหมายถึงกลุ่มคนที่มีจิตใจไม่ปกติหรือหากเป็นในยุคสมัยที่หลี่หวงเคยอยู่จะเรียกว่า โรคซึมเศร้า และตามการสันนิษฐานของนางเองก็คิดว่า องค์รัชทายาทน่าจะป่วยเป็นซึมเศร้าชนิดเมเจอร์ หรือศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกว่า เมเจอร์ดีเพรสชั่น ซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าที่ถูกพัฒนาไปอีกขั้น อาการจะหนักและรุนแรงกว่าโรคซึมเศร้าทั่วไป

ส่วนเรื่องการรักษามีสองวิธี คือหนึ่งปรับที่สารในสมอง และสองปรับที่กระบวนการทางความคิดหรือก็คือมายเซ็ท

แต่สุดท้ายนี้หลี่หวงก็มิได้มั่นใจเต็มร้อยนักว่าจะช่วยได้ไหม เพราะอย่างไรในชีวิตก่อนหน้า นางมิได้จบสายจิตแพทย์มา

“แต่...แต่ว่า...”

หลิวเฟิงดูเหมือนจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่อยากพานางไปพบกับพี่ใหญ่ของตน ทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะปิดเงียบไม่พูดออกไป ได้แต่กัดฟันกล่าวว่า

“ก็...ก็ได้ เช้ามะรืนเสียแล้วกัน ท่านมาพบข้าที่นี่ แล้วข้าจะพาท่านไปพบพี่ใหญ่!”

หลี่หวงพยักหน้าตอบ

เมื่อกลับมาถึงจวนตระกูลจวิ๋น นางก็ย้อนนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้าที่ลอบเร้นเข้าไปในวังหลวง มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายและช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ

นานๆ ทีจะมีคนปกติคุยกับนางดีๆ แต่จะอย่างไรองค์ชายสิบคนนั้น...มันเชื่อใจได้จริงๆ ใช่ไหม?

“ไม่ลองก็ไม่รู้...”

หลี่หวงเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขึ้นนอนบนเตียงและหลับไป

ตกกลางรัตติกาลสงัด กลางห้วงอากาศภายในห้องของหลี่หวงคล้ายว่าเกิดปรากฏการณ์ผันผวนบิดเบี้ยว ทำเอาฮั่วหยางกับเจ้าจิ้งจอกน้อยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที เงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยสีหน้าระแวดระวัง

แต่เมื่อเห็นใครบางคนปรากฏตัวขึ้นและก้าวออกมาจากห้วงมิติ ฮั่วหยางก็ล้มตัวนอนในทันใด และกลับสู่ห้วงนิทราหลับปุ๋ยไป

ที่แท้ก็หมอนี่เอง!

ทว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยกลับมองชายหนุ่มคนนั้นตาเขม็ง พลางเหลือบไปมองฮั่วหยางที่จู่ๆ ก็ล้มตัวนอนสลบไสลอย่างไม่เข้าใจเลย เวลาแบบนี้ไฉนยังมัวแต่นอนได้?

จากนั้นเจ้าจิ้งจอกน้อยก็แผดรัศมีไอเย็นออกมาเล็กน้อย จับจ้องอีกฝ่ายโดยปราศจากท่าทีผ่อนคลายแต่อย่างใด!

ทว่า...หลิงฉางเจวี่ยกลับเดินตรงไปยังเตียงใหญ่ราวกับไม่เห็นเจ้าจิ้งจอกน้อยอยู่ในสายตา

เป้าหมายค่อนข้างชัดเจนก็คือ หลี่หวงที่กำลังหลับสนิท

เขานั่งลงบนปลายเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด เฝ้ามองใบหน้าใสบริสุทธิ์ที่กำลังหลับปุ๋ยของอีกฝ่าย พอเห็นแบบนี้หลิงฉางเจวี่ยก็อดยิ้มไม่ได้

เป็นเพราะเขาเฝ้าคิดถึงนางไม่เว้นวาย จนท้ายที่สุดต้องแอบมาเยี่ยมเยือนนางตอนกลางดึกเช่นนี้

สาวน้อยนางนี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ต้องใจเด็ดเดี่ยวปานใดถึงบุกวังหลวงในตอนกลางดึกเพียงลำพัง? มีเพียงสาวน้อยผู้กร้านพิภพเฉกเช่นนางกระมังที่สามารถทำได้?

ยอดฝีมือภายในวังหลวงมีมากมายหลายหลาก นับเป็นบุญขนาดไหนแล้วที่ไม่โดนพบตัวเข้า

“สาวน้อย...คล้อยหลังกลับเมืองหลวงมา เจ้าอาจต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น...”

หลิงฉางเจวี่ยเอ่ยกระซิบเสียงเบา

นี่เขากำลังเอ่ยถามนาง หรือกำลังพูดกับตัวเอง?

“แต่ปัญหาที่ยากจะฝ่าฟันเหล่านี้ ย่อมช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต สาวน้อย...”

“ไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจักยากลำบากเพียงใด แต่โปรดจดจำไว้ ข้าจะอยู่ข้างกายดั่งสหายร่วมแบกรับกับเจ้าเสมอ...”

จากนั้นเรียวมือยาวของหลิงฉางเจวี่ยก็ค่อยๆ ลูบไล้พวงแก้มเนียนขาวประดุจหิมะของหลี่หวงอย่างแผ่วเบา

ส่วนเจ้าจิ้งจอกน้อยยังคงจ้องอีกฝ่ายตาเขม็งไม่มีคลายอ่อน บุรุษรูปงามดั่งสตรีผู้นี้คือใครกัน? หรือจะเป็นคนที่ลูกพี่ใหญ่หวงชอบ?

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินของภาพฉากนี้ มันจึงสลายแรงกดดันลงจนไม่เหลือ และรีบข่มตาหลับในทันใด

ห้ามมอง! ห้ามมองเด็ดขาด!

หลิงฉางเจวี่ยเอนตัวนอนลงข้างกายหลี่หวง เฝ้ามองนางในห้วงภวังค์นิทราราวกับกำลังฝันหวานอย่างมีความสุขจนรุ่งสางของอีกวัน เป็นสัญญาณให้เขาต้องลุกขึ้นและจากออกไปอย่างเงียบงัน

“อืม...”

หลี่หวงตื่นขึ้นพลางขยี้ตาเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน

“เอ๋? เมื่อคืน...หมอนั่นมาที่นี่เหรอ?”

เมื่อเหลือบไปเห็นร่องรอยผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ข้างกาย ราวกับมีใครบางคนแอบนอนข้างนางเมื่อคืน หลี่หวงก็อดคิดถึงใครบางคนมิได้

“จะว่าไป...ดูเหมือนข้าจะมีสัญญากับหมอนั่น...”

พลางครุ่นคิดนึกถึงคำพูดประโยคนั้น ใบหน้าของหลี่หวงพลันแดงระเรื่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

หมอนั่นแอบมาฉวยโอกาสข้ายามดึก? ไฉนถึงไม่มาพบกันซึ่งหน้าล่ะ?

“พี่...พี่ใหญ่หวง ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ข้าไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน! …จริงๆ!”

จิ้งจอกน้อยหันควับมามองนางแวบหนึ่งก่อนจะรีบยกหางขึ้นมาปิดบังใบหน้าเจือท่าทีเขินอาย

“เข้าใจแล้ว ไม่เห็นก็ไม่เห็น”

หลีหวงขึ้นลุกขึ้นมาลูบหัวของเจ้าจิ้งจอกน้อยอย่างโอนอ่อน ก่อนเดินไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนชุดเสื้อผ้า

“นายท่าน ข้าหิวแล้ว...”

ฮั่วหยางตรงเข้ามาหาพลางลูบไล้บริเวณหน้าท้องด้วยความหิวโหย ดูแล้วน่าสงสารไม่น้อย

“เด็กดี ไปทานข้าวกันเถอะ”

หลี่หวงกล่าวปลอบฮั่วหยาง

หนึ่งคนสองอสูรจูงมือกันเดินออกมาหน้าลานกว้าง

“คุณหนูใหญ่ เหตุใดถึงไม่เรียกบ่าวให้ช่วยเปลี่ยนชุดแพรพรรณล่ะเจ้าค่ะ?”

สาวรับใช้คนหนึ่งที่เห็นหลี่หวงเดินออกมาพอดี ก็แจ๋นวิ่งไปสอบถามด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

เพิ่งทราบ...คุณหนูใหญ่ตื่นเช้าปานนี้เลยรึ?

“ไม่เป็นไร ข้าชินกับการทำอะไรด้วยตัวเองนานแล้ว”

หลี่หวงกล่าวต่อน้ำเสียงเรียบว่า

“ยกอาหารเช้าเข้ามาวางไว้หน้าลานเลย ข้าหิวแล้ว”

“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”

สาวรับใช้รีบเอ่ยปากรับสั่งและวิ่งออกไปเตรียมอาหารอย่างกระตือรือร้น

ในขณะที่นางกำลังนั่งรับประทานอาหารกับสองสัตว์อสูรตัวน้อย จวิ๋นหลี่จิวก็เดินมาหา

“พี่จิว ทานข้าวด้วยกันไหม?”

หลี่หวงหัวเราะ

“เอาสิ เอาตะเกียบมาให้ข้าอีกคู่”

จวิ๋นหลี่จิวตอบตกลงพร้อมหันไปสั่งสาวรับใช้

“พี่จิว ไฉนถึงมาหาแต่เช้าปานนี้?”

หลี่หวงเอ่ยถาม

“ก็บรรดาผู้อาวุโสน่ะสิ เล่นประชุมกันตลอดทั้งคืน พ่อข้าก็เพิ่งกลับตำหนักช่วงรุ่งสาง พอมาถึงก็ปลุกข้าเลย!”

จวิ๋นหลี่จิวนั่งก๊งสุราตลอดทั้งคืนจนพล่อยหลับไป เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ตื่นดี

“พี่จิวดื่มหนักปานนี้ก็ควรนอนพักผ่อนเยอะๆ โดนปลุกก็ต้องรู้จักขัดขืนสิ”

หลี่หวงกล่าวติดตลก

“เห้ออ...หากเป็นคนอื่นข้าคงหยิบกระบี่มาฟันใส่แล้ว แต่นี่เป็นพ่อข้าไง!”

จวิ๋นหลี่จิวยกขวดน้ำเต้าขึ้นมากระดกอย่างช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นพวกชอบอิสระ ไม่มีคำว่าถ่อนตนอยู่ในพจนานุกรม ทว่าพอมาถึงบ้านตัวเอง กลับแข็งข้ออะไรไม่ได้ ต้องทำตามสั่งอย่างหดหู่

หลี่หวงเอาแต่หัวเราะไม่พูดไม่จาใดอีก

จวิ๋นหลี่จิวยกชามข้าวต้มซดไปอึกใหญ่ แล้วค่อยยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดมุมปากอย่างสดชื่น ราวกับฟื้นคืนชีพอีกครั้งจากพิษสุรา

“น้องหวง วันนี้บรรดาเยาวชนของตระกูลจวิ๋นจะกลับมาแล้ว หนึ่งในนั้นก็มีจวิ๋นฉีอยู่ด้วย”

“กลับมา? แล้วพวกเขาไปไหนกันหมด?”

“อีกไม่นานงานประลองของตระกูลก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ดังนั้นประมุขตระกูลจึงสั่งการให้เยาวชนของตระกูลจวิ๋นทุกคน แยกย้ายออกไปฝึกฝนเพื่อขัดเกลาฝีมือเป็นระยะเวลาหนึ่ง และวันนี้ก็ถึงเวลากลับ”

จวิ๋นหลี่จิวเอ่ยอธิบาย

“นอกจากพี่จิวแล้ว ระดับพลังบ่มเพาะของคนอื่นๆ เป็นอย่างไร?”

จวิ๋นหลี่จิวที่ได้ยินแบบนั้นพลันระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น

“ฮ่าฮ่าๆๆ ...เยาวชนของตระกูลจวิ๋นทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ แต่จะไปเทียบเทียมกับน้องสาวของข้าในเวลานี้ได้อย่างไร?”

หลี่หวงส่ายหัวตอบไปว่า

“ทว่าประสบการณ์การต่อสู้จริงของข้ายังกลับอ่อนด้อย และที่สำคัญความแข็งแกร่งทางด้านกายเนื้อคือจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า”

จวิ๋นหลี่จิวตบไหล่หลี่หวงเบาๆ

“เจ้ายังกังวลอันใด? มีพี่จิวอยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัว!”

“คนที่ชื่อจวิ๋นฉี เจ้าคิดว่านางจะวางแผนอะไรไว้หรือไม่? นางทราบข่าวจากเมืองหงเฟิงแล้วรึยัง?”

ทันใดนั้นเอง สายตาคู่นั้นของจวิ๋นหลี่จิวก็ฉายแววสังหารออกมาวูบหนึ่ง

หลี่หวงส่ายหน้า

“ไม่น่าจะรู้และควรอยู่นิ่งๆ ไว้ดีกว่า ตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลจวิ๋นเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ปัญหาน้อยย่อมดีกว่า”

จวิ๋นหลี่จิวพยักหน้าตอบเช่นกัน แน่นอนว่าถ้าหากจวิ๋นฉียังพอมีหัวคิดไม่คิดรุกรานน้องสาวของเขาก็แล้วไป แต่ถ้ากล้าล้ำเส้นเข้ามาเมื่อไหร่...

แค่กุดหัวนางทิ้งซะ!

ในช่วงบ่ายของวัน บรรดาเยาวชนที่เดินทางออกไปฝึกฝนก็เริ่มทยอยกันกลับมาในจวนตระกูลจวิ๋น

เมื่อทุกคนกลับมากันพร้อมหน้า จวิ๋นโม่เหวินก็ป่าวประกาศว่า

“ตอนนี้คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจวิ๋นได้กลับมาแล้ว ทุกคนไม่ต้องกังวล ความพยายามของพวกเจ้าจะไม่สูญเปล่า ระหว่างทางกลับมาคงพอทราบกันแล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเราในปัจจุบัน แต่มั่นใจได้เลย ตระกูลจวิ๋นจะไม่ถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง!”

ทันทีที่ได้ฟังดังนั้น บรรดาเยาวชนทุกคนต่างเริ่มกระซิบกระซาบกันทันที!

“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วรึ?!”

“แต่ได้ข่าวว่าคุณหนูใหญ่...มิใช่หญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์แถมยังบ่มเพาะพลังไม่ได้หรือรึ?”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าเคยเห็นนางมาก่อน ใบหน้าน่าเกลียดสมคำร่ำลือ แต่จะทำอย่างไรได้...ข้าไม่กล้าแพร่งพรายออกมาหรอก มิฉะนั้นคงถูกลงโทษ...”

“นี่ จวิ๋นฉี เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

เยาวชนคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ได้หันมาเอ่ยถาม เพราะทุกคนทราบดีว่า สถานที่คุณหนูใหญ่ถูกเนรเทศออกไปในปีนั้นก็คือบ้านเกิดของจวิ๋นฉี

“คุณหนูใหญ่กลับมาได้ก็นับเป็นเรื่องดีมิใช่รึ?”

จวิ๋นฉียิ้มตอบทุกคนอย่างมีมารยาท ทว่าดวงตาคู่นั้นของนางกลับเปล่งประกายราวกับมีชัยเหนืออีกฝ่ายไปแล้ว!

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด