ตอนที่แล้วบทที่ 60 ความสงบมิหลงลืม
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 62 สอดปากเข้ายุ่ง

บทที่ 61 ป้ายเหล็กนิลกาล


กำลังโหลดไฟล์

หนิงเทียนยิ้มออกพร้อมส่ายหน้า “ถ้าเจ้าต้องการปอกลอกมัน ไม่ใช่เพียงแค่เอาทุกอย่างมาจากมันเท่านั้น

เจ้ายังต้องทำให้มันเป็นหนี้เจ้าอีกด้วย” กล่าวจบหนิงเทียนโยนแหวนมิติสีทองที่ได้มาจากลั่วผอให้แก่จินเหล่าต้า

“ในนี้มีเหรียญทองอยู่3ล้านเหรียญ เจ้าเอามันไปข้างล่างเดียวนี้” หนิงเทียนมองไปยังใบหน้าที่ประดับด้วยอาการงุนงงของจินเหล่าต้า มันจึงกล่าวย้ำอีกครั้ง

“รีบไป ขอให้ข้าได้ดูฝีมือของเจ้าแห่งปัญญาเสียหน่อย”

“ไปข้างล่าง พี่ชายหนิงหมายถึง?”เวลานี้มันรู้สึกงุนงงกับคำพูดของหนิงเทียนอยู่ไม่น้อย ก่อนที่มันจะตั้งสติครุ่นคิดอยู่ชั่วลมหายใจเข้าออก ขณะที่ดวงตาทั้งสองของมันค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ

“ข้ารู้แล้วข้ารู้แล้ว”สิ้นเสียงของมัน จินเหล่าต้าลุกขึ้นและตรงออกไปจากห้องส่วนตัวหมายเลขสี่อย่างรวดเร็ว มันรีบลงไปปะปนอยู่กับฝูงชนนับพันในชั้นล่างของการประมูล

เวลานี้จิวหูมองไปยังเสื้อคลุมสีดำด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว เส้นเลือดค่อยๆปรากฏบนหน้าผากของมันทีละน้อย ท่าทางของมันแสดงออกชัดเจนว่าต้องการเสื้อคลุมประดิษฐ์ตัวนี้อย่างที่สุด

คุณสมบัติของเสื้อคลุมตัวนี้สามารถทำให้มันตามตัวเป้าหมายที่ต้องการได้ตลอดเวลาและด้วยสัญชาตญาณทั่วไปของมนุษย์

แม้มันจะเก็บซ่อนสมบัติไว้อย่างมิดชิดแล้วก็ตามที แต่ถึงอย่างไรคนผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่คอยตรวจเช็คสมบัติที่เก็บซ่อนไว้อย่างแน่นอน

และด้วยความสามารถที่ทำให้มันติดตามเป้าหมายได้ตลอดเวลานั้น ไม่ได้หมายถึงว่ามันสามารถหาที่เก็บซ่อนสมบัติของเป้าหมายมันได้ด้วยหรอกหรือ

ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครสามารถใช้ประโยชน์จากเสื้อคลุมประดิษฐ์ตัวนี้ได้เท่าแมวขโมยอย่างมันแล้ว

คิดได้เช่นนั้นจิวหูกัดฟันแน่นมันลดศักดิ์ศรีของตัวเองพร้อมตะโกนออก“ข้าต้องการเสื้อคลุมประดิษฐ์ตัวนี้ แต่ข้ายังขาดเงินอยู่อีก3ล้านเหรียญทอง

ใครก็ตามที่ให้ข้าได้หยิบยืม3ล้านเหรียญทองนี้ คนผู้นั้นถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของข้าจิวหูและข้ายังจะใช้เหรียญทองคืนเพิ่มอีก5แสนเหรียญทองอีกด้วย”

ด้วยเงินสามล้านเหรียญทองสำหรับบุคคลทั่วไปนั้นนับว่ามากมายเกินกว่าจะให้ผู้ใดหยิบยืมได้ง่ายๆ แต่สำหรับตระกูลชั้นสูงนั้นการให้ยืมสามล้านและได้คืนเพิ่มขึ้นอีกห้าแสนนับว่าเป็นการค้าที่น่าสนใจไม่น้อย

และที่สำคัญมันยังได้สร้างหนี้บุญคุณให้กับแมวขโมยจิวหูที่มีชื่อเสียงในสามเมืองใหญ่อีกด้วย

แต่ถึงอย่างไร แต่ละคนนั้นมีเป้าหมายในการมาร่วมการประมูลครั้งนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าถ้ามันยอมให้จิวหูหยิบยืมไปนั้น มันจะพลาดโอกาสได้สมบัติที่มันหมายป้องหรือไม่ นี้เป็นสิ่งที่กลุ่มคนในห้องส่วนตัวกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

แต่ทันใดนั้น จู่ๆเสียงของจินเหล่าต้าดังออกมาจากฝูงชนเบื้องล่าง ราวกับว่ามันเป็นเพียงผู้เข้าร่วมประมูลธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น “พี่ชายจิวหู ข้าสามารถให้ท่านยืม3ล้านเหรียญทองได้”

ได้ยินเช่นนั้นจิวหูรีบค้นหาต้นตอของเสียงจากกลุ่มคนนับพันอย่างรวดเร็ว มันมองไปยังจินเหล่าต้าด้วยแววตายินดีก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง“เจ้าพูดจริง”

“แน่นอนพี่ชายจิวหู ข้าจินเหล่าต้านั้นมาเพื่อชมความยิ่งใหญ่ของการประมูลเท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งของที่อยากได้แต่อย่างใดและถ้าเงินสามล้านเหรียญของข้าช่วยให้พี่ชายจิวหู บรรลุความปรารถนาได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี”

จินเหล่าต้ากล่าวด้วยเสียงอ่อนน้อมชวนฟังอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเสเพลอันดับหนึ่งแห่งฉางผิง

“ดีน้องชาย ข้าจิวหูซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้ามากนัก เมื่อเจ้ามีน้ำใจแก่ข้า ข้าจะไม่ปฎิเสธน้ำใจของเจ้า เอาอย่างนี้ข้าจิวหูเป็นลูกผู้ชาย ข้าจะเขียนสัญญาหนี้ให้แก่เจ้า3ล้านห้าแสนเหรียญทองเพื่อความสบายใจของเจ้าดีหรือไม่”

“ขอบคุณพี่ชายจิวหูมากๆ”จากนั้นจินเหล่าต้าได้นำเงินสามล้านเหรียญทองใส่แหวนมิติสีขาวพร้อมโยนไปให้จิวหูอย่างรวดเร็วและรับสัญญาหนี้กลับคืนมาโดยทันที

สำหรับทวีปฟ้าสวรรค์แล้วสัญญาหนี้นั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญผู้ใดบิดพลิ้วต่อสัญญามันผู้นั้นจะถูกทอดทิ้งจากผู้คนทั่วทั้งทวีปฟ้าสวรรค์

และกรณีที่เลวร้ายที่สุดถ้าเรื่องถูกร้องเรียนไปยังอาณาจักรฟ้าสวรรค์มันอาจจะกลายเป็นนักโทษเลยก็เป็นได้

และด้วยสิ่งนี้เอง มันแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมความเจริญของอาณาจักรฟ้าสวรรค์ที่ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่เจริญแล้วเฉกเช่นปัจจุบันแม้แต่น้อย

หลังจากที่จิวหูรับเงินมา3ล้านเหรียญทอง มันกล่าวออกพร้อมจับจ้องไปยังหนิงเทียนที่กำลังนั่งอยู่หลังผ้าม่าน “13ล้านเหรียญทอง”

หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นมันยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยจากนั้นมันกล่าวออกแก่หยูหยู “มีสุราที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่?” เวลานี้มันไม่ได้สนใจการประมูลเสื้อคลุมประดิษฐ์อีกต่อไปแล้ว

“13ล้านเหรียญทองครั้งที่3 ผู้ชนะรายการประมูลเสื้อคลุมประดิษฐ์ตัวนี้ได้แก่ นายท่านจิวหู” เสียงประกาศของเอี้ยหยวนดังขึ้นไปทั่วทุกสารทิศ มันปรับเปลี่ยนมาเป็นน้ำเสียงปกติพร้อมกล่าวต่อ

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มประมูลในของชิ้นที่สองกันเลย”

กล่องสีครามปรากฏขึ้นบนโต๊ะพร้อมสตรีในชุดครามเป็นผู้เดินนำพามาอย่างเช่นเคย เอี้ยหยวนค่อยเปิดกล่องสีครามพร้อมกับประกาศออก

“รายการที่สองเป็น แกนอสูรของเสือหิมะแดนใต้ สัตว์อสูรลมปราณขั้นที่3 มันเป็นแกนอสูรในระดับวีรชน

ด้วยความวิเศษของมันสามารถช่วยลดระยะเวลาในการบ่มเพาะลมปราณลงได้มากกว่า1เดือนและที่สำคัญมันยังเป็นส่วนผสมสำคัญในการปรุง 'โอสถบรรลุแจ้ง'

โอสถสำหรับทะลวงคอขวดของแดนแห่งปราชญ์อีกด้วย โดยราคาเริ่มต้นของมันอยู่ที่1ล้านเหรียญทอง”

“ข้าต้องการมัน ด้วยแกนอสูรขั้นที่3 ข้าสามารถก้าวไปเป็นวีรชนคนที่11ของเมืองฉางผิงได้ ...1ล้าน2แสนเหรียญทอง” เสียงตะโกนราคาดังมาจากกลุ่มคนด้านล่าง

“ใครจะไปยอมเจ้า!!! ถ้าข้าพลาดมันตอนนี้ ข้าไม่รู้ว่าจะไปหาแกนอสูรขั้นที่3ได้จากที่ใดอีก 1ล้าน4แสนเหรียญทอง”

เหล่าผู้ฝึกตนด้านล่างที่ไม่ได้เป็นตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่ ต่างแย่งชิงประมูลกันอย่างบ้าคลั่ง

ด้วยคำบรรยายสรรพคุณของเอี้ยหยวนกอปรกับบรรยากาศในโถงประมูลใหญ่นี้ ทำให้ราคาของสินค้าแต่ละชิ้นพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ถึงอย่างไรแกนอสูรปราณขั้นที่3นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฝึกตนในตระกูลใหญ่หรือสำนักรอบนอกเคลื่อนไหวได้ แม้ว่าสัตว์อสูรขั้นที่3 จะมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในแดนวีรชนขั้น9ก็จริง

แต่สำหรับตระกูลใหญ่แล้วพวกมันมีวิธีมากมายในการเอาชนะเหลาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง เพียงเพราะมนุษย์นั้นมีปัญญาและจำนวนคนที่เหนือกว่า

“1ล้าน5แสนเหรียญทอง”

“1ล้าน6แสนเหรียญทอง”

เวลาเดียวกับที่ผู้ฝึกตนด้านล่างกำลังประมูลกันอยู่นั้นประตูในห้องส่วนตัวได้เปิดออก จินเหล่าต้าเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“พี่ชายหนิงเทียนไม่น่าเชื่อว่าเสื้อคลุมประดิษฐ์ของข้าจะขายได้ถึง1หยกนิลกับอีก3ล้านเหรียญทอง พี่ชายหนิงไม่ต้องห่วง ด้วยเงินจำนวนนี้ท่านสามารถใช้ซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้”

หนิงเทียนได้แต่ส่ายหน้า “ไม่จำเป็น ของที่ข้าต้องการ ข้าจะซื้อมันด้วยตัวเอง”

ในขณะที่หนิงเทียนและจินเหล่าต้ากำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงของประตูในห้องของพวกมัน เปิดออกอีกครั้ง

ปัง!!!! เสียงเปิดประตูดังสนั่นไปทั่วห้องส่วนตัวที่4 เผยให้เห็นร่างของแขกที่ไมได้รับเชิญ มันเป็นชายชราในชุดคลุมสีทองสง่า ด้วยลมปราณที่แผ่ออกมารอบๆตัวของชายชราผู้นี้ ทำให้คิ้วทั้งสองข้างของหนิงเทียนขมวดเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ

“ท่านเป็นใคร”จินเหล่าต้ารีบกล่าวถามด้วยความตกใจ ก่อนที่ ชายชราในชุดคลุมสีทองจะตอบอันใด ผู้จัดการเอี้ยเซียวรีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น

ด้วยคำแรกที่เอี้ยเซียวกล่าวออกนั้น สร้างความประหลาดใจให้แก่จินเหล่าต้าและหยูหยูทั้งคู่เป็นอย่างมาก

ใบหน้าของเอี้ยเซียวถอดสีขณะกล่าวออก“ท่านผู้สูงศักดิ์ ข้าน้อยมีตาแต่ไร้แวว โปรดยกโทษให้ข้าน้อยด้วย”

“ให้ข้าได้กล่าวเอง เจ้าทำให้สมาคมการค้าจ้าวสมุทรของเรานั้นขายหน้าจริงๆ” ชายชราในชุดทองกล่าวออกแก่เอี้ยเซียวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก

ก่อนที่จะหันไปทางหนิงเทียนโดยแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นนอบน้อม มันคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกล่าวแนะนำตัวเอง

“คุณชายผู้สูงศักดิ์ ข้ามีนามว่า หนานกง หลวนคุนเป็นผู้ดูแลสมาคมการค้าจ้าวสมุทรสาขาเมืองฉางผิง

เด็กรับใช้ของข้านั้นช่างโง่เขลายิ่งนัก มิได้ต้อนรับคุณชายให้ดี ข้าขออภัยนายท่านผู้สูงศักดิ์ด้วย”

ได้ยินชายในชุดคลุมสีทองเอ่ยชื่อของมันออกมา ขาทั้งสองข้างของจินเหล่าต้าถึงกับสั่นเป็นเจ้าเข้า มันอุทานด้วยน้ำเสียงที่สั่น

“แซ่หนานกง แซ่เดียวกับท่านราชันจ้าวสมุทร ตัวตนระดับจักรพรรดิในตำนานของแดนสวรรค์หวงตี้”

หยูหยูมองไปยังเจ้านายของนางด้วยสองตาเปิดกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้แต่เชื้อสายของจอมมารฟ้า จักรพรรดิผู้ปกครองทวีปฟ้าสวรรค์มาเองยังไม่สามารถทำให้ หลวนคุนถึงกับคุกเข่าลงแสดงความเคารพเช่นนี้ได้

หนิงเทียนจับจ้องไปยังหลวนคุน ก่อนจะกล่าวออกมา “ข้าและเจ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่บุคคลธรรมดาในเมืองฉางผิง เหตุใดจึงงต้องมาคุกเข่าให้แก่ข้า?”

หลวนคุนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้านับเป็นเพีงคนธรรมดาเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ ถึงข้าจะใช้แซ่หนานกง

แต่ข้าน้อยเป็นเพียงข้ารับใช้เล็กๆที่ท่านราชันจ้าวสมุทรเมตตา ไหนเลยจะเทียบได้กับผู้สืบทอดของป้ายเหล็กนิลกาล”มันกล่าวจบพร้อมยกป้ายเหล็กสีดำทมิฬคืนแก่หนิงเทียน

หนิงเทียนยืนมือไปรับป้ายเหล็กสีดำกลับมา ในคราวนั้นบิดารองบอกมันแค่ว่าป้ายเหล็กนี้สามารถแลกเงินที่ท่านเก็บสะสมไว้เท่านั้น ท่านไม่ได้เอ่ยถึงชื่อเรียกของมันแต่อย่างใด

ดวงตาของหนิงเทียนหรี่แคบเมื่อมองไปยังป้ายเหล็กนิลกาล พร้อมกล่าวถาม “ป้ายเหล็กนิกาลมีความสำคัญถึงกับให้ผู้ที่ใช้แซ่ของจักรพรรดิคุกเข่าให้แก่ข้า?”

หลวนคุนพยักหน้าและกล่าวว่า “ป้ายเหล็กนิกาลเป็น1ใน3ป้ายประจำตัวผู้ก่อตั้ง สมาคมการค้าจ้าวสมุทร

นั้นหมายความว่าบรรพบุรุษของคุณชายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการค้าจ้าวสมุทรกับจ้าวเหนือหัวของข้าน้อย”

ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหนิงเทียนค่อยๆเปิดกว้างขึ้น แม้มันจะเข้าใจดีว่าบิดามารดาทั้งห้าของมันไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วไป

แต่มันไม่เคยคิดเลยว่าบิดารองของมันจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการค้าที่ยิ่งใหญ่นี้

หนิงเทียนพยามที่จะสลัดความคิดอื่นๆออกไป มันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด“เจ้าสามารถช่วยข้า ตรวจทรัพย์สินที่ข้าสามารถใช้ได้”

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา ท่านราชันจ้าวสมุทรได้กำชับแก่พวกเราทุกสาขาในแดนสวรรค์แห่งนี้ไว้ว่าให้ดูแลผู้ที่ถือป้ายเหล็กนิลกาลและป้ายเหล็กเจ็ดอัคคีเสมือนกับตัวท่านมาเอง”

จากนั้นหลวนคุนนำหนังสัตว์อสูรแผ่นใหญ่ออกมา มันมีรายละเอียดต่างๆคล้ายกับสมุดบัญชี

ภายในมันบันทึกรายรับประจำปีของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรสาขาเมืองฉางผิงไว้อย่างละเอียด

หลวนคุนกล่าวต่อ “คุณชายผู้สูงศักดิ์ถ้าท่านต้องการทราบทรัพย์สินของท่านทั้งหมดนั้นต้องใช้เวลารวบรวมราวๆ10วัน แต่สำหรับสาขาเมืองฉางผิงเรานั้น ข้าน้อยสามารถอธิบายให้แก่ท่านได้เลย”

หนิงเทียนพยักหน้า “อืม...เอาแค่สาขาฉางผิงของเจ้าก็พอและยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าขอให้เจ้าเก็บความลับนี้ไว้อย่าได้ป่าวประกาศให้ผู้อื่นล่วงเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการตกเป็นเป้าสายตาผู้อื่นมากนัก”

“ข้าน้อยจะทำตามที่คุณชายผู้สูงศักดิ์ต้องการ”หลวนคุนตบปากรับคำพร้อมกล่าวต่อ

“ทรัพย์สินของป้ายเหล็กนิลกาลตลอดเวลา1000ปี รายได้ในสาขาเมืองฉางผิงเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ราวๆ500หยกนิล ส่วนแบ่งของป้ายเหล็กนิลกาลนั้นมีมูลค่า1ใน10ของรายได้ทั้งหมด

คุณชายผู้สูงศักดิ์ ท่านมีทรัพย์สินที่สามารถถอนเงินออกได้ 50หยกนิล แต่ถ้าท่านต้องการถอนส่วนแบ่งตลอดระยะเวลา1000ปีนั้น ข้าน้อยเกรงว่าสาขาเล็กๆอย่างฉางผิงจะไม่มีปัญญาจ่ายให้ท่านได้ถึง5หมื่นหยกนิลภายในวันนี้”

ได้ยินคำพูดของหลวนคุน สองขาของจินเหล่าต้าอ่อนแรงทันที มันทรุดลงไปนั่นกับพื้นราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

มันพูดคนเดียวราวกับคนเสียสติอยู่กับพื้น “5หมื่นยกนิลต่อ1สาขา มันจะเป็นเงินทั้งหมด1ล้าน8แสนหยกนิล ต่อ36สาขาทั่วแดนสวรรค์ของสมาคมการค้าจ้าวสมุทร

ถ้าตีเป็นเหรียญทองละก็ ล้าน ล้าน....”

ยิ่งคิดเช่นนั้นภายในหัวของมันยิ่งเกิดอาการสับสน มันพึมพำด้วยเสียงสั่น “พี่ชายหนิงเทียนท่าน ท่านเป็นใครกันแน่”

ขณะเดียวกันหยูหยูเองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน เวลานี้ร่างของนางราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินไปแล้ว ด้วยคำที่กล่าวว่าเงินสามารถทำให้ผู้คนเสียสติได้นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงไปเลย

เมืองฉางผิงนั้น มีงบประมาณราวๆ 15-20หยกนิลต่อปีเท่านั้น ด้วยความมั่งคั่งร่ำรวยของหนิงเทียนเวลานี้

ถ้าจะบอกว่ามันสามารถที่จะซื้อทั้งเมืองฉางผิงได้เป็นร้อยเมืองเลยก็ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปแม้แต่น้อย

หนิงเทียนเองกำลังคิดถึงสมบัติชิ้นอื่นๆที่บิดามารดาของมันให้มาก่อนจะออกเดินทาง มันไม่อยากคิดเลยว่าของที่เหลือนั้นจะมีมูลค่ามากมายเพียงใดกันแน่

ขณะเดียวกันเสียงของหลวนคุนก็ดังเข้ามาเตือนสติให้มันตื่นจากห้วงความคิด

“ถ้าคุณชายผู้สูงศักดิ์ถ้าท่านต้องการใช้เงินเกิน50หยกนิลภายในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทางเราจะนำค่าใช้จ่ายส่วนเกินของคุณชายไปตัดออกจากทรัพย์สินทั้งหมดได้”

หนิงเทียนพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นแล้วหลวนคุนจึงกล่าวต่ออย่างระวัง “ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยไม่ขอรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณชายผู้สูงศักดิ์

ถ้ามีเรื่องใดที่ต้องการให้หลวนคุนรับใช้ ขอให้ท่านกล่าวผ่านหยูหยูได้ ข้าน้อยจะรีบมา” กล่าวจบหลวนคุนและเอี้ยเซียวเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเฉียบ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด