ตอนที่แล้วบทที่ 19 รายละเอียดพวกนี้แหละสำคัญ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 21 คนรู้จักเป็นผู้ก่อคดี

บทที่ 20 เดิมพัน


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 20 เดิมพัน

ระหว่างที่กำลังตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างรู้สึกสลดใจ

“น่าเศร้าที่ทั้งครอบครัวต้องมา…”

“เมืองหลงอันไม่มีคดีฆาตกรรมสังหารหมู่มานับสิบปีแล้ว!”

“ฆาตกรต้องโหดเหี้ยมแค่ไหนถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้ลงคอ!?”

เรื่องนี้ต้องกลายเป็นคดีใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย และคงเป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดในรอบปี ทั้งยังเป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นตำรวจที่หลินชิวผูต้องจัดการสะสาง เขาสั่งให้ทุกคนเก็บหลักฐานอย่างรอบคอบเพื่อให้ไม่พลาดรายละเอียดต่าง ๆ ที่อาจถือเป็นร่องรอยของฆาตกร

จากนั้นหลินชิวผูก็เดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ หยิบรีโมทโทรทัศน์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นเปิดดู บ้านหลังนี้มีโทรทัศน์อยู่หนึ่งเครื่อง ทั้งยังแสดงเวลาล่าสุดที่เปิดใช้ว่าเป็นเมื่อคืนประมาณห้าทุ่ม ดังนั้นเขาจึงเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งเพื่อมอบหมายคำสั่ง “ลงไปพบฝ่ายนิติบุคคลของที่นี่แล้วตรวจสอบกล้องวงจรปิดดูว่ามีใครท่าทางน่าสงสัยเข้ามาที่นี่หลังห้าทุ่มของเมื่อคืนนี้บ้าง”

เขาพบศพนอนนิ่งอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ ซึ่งเขาทำการสรุปแบบเดียวกันกับหลินถงซูในตอนแรกว่าชายเจ้าของห้องนี้ถูกฆ่าทันทีโดยฆาตกรหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ

หลินชิวผูลูบคางพลางครุ่นคิด ถ้ามีใครสักคนในบ้านกำลังดูทีวีอยู่ตอนห้าทุ่ม นั่นหมายความว่าฆาตกรน่าจะแอบเข้ามาหลังจากที่ทั้งครอบครัวเข้านอนแล้วและเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในห้องน้ำ เมื่อชายเจ้าของห้องกลับมาจากการทำงานจึงถูกฆ่าเป็นคนแรก จากนั้นฆาตกรก็ไปฆ่าหญิงชราในห้องนอนเป็นรายต่อไป หญิงสาวได้ยินเสียงจึงวิ่งออกมาดูเหตุการณ์และถูกฆ่าในเวลานั้นเอง

แต่ทำไมเขาถึงไม่ฆ่าเด็กล่ะ? ฆาตกรเกิดใจอ่อนขึ้นมางั้นเหรอ?

แล้วอะไรคือแรงจูงใจของฆาตกรกันแน่? ล้างแค้น? หรืออารมณ์ชั่ววูบ?

ขณะนั้นเองเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินกลับเข้ามารายงาน “ผู้กองหลินครับ เราได้รับข้อมูลของครอบครัวนี้จากเพื่อนบ้าน ชายเจ้าของห้องชื่อกงเหวิน เขาเป็นพนักงานของบริษัทขายประกันแห่งหนึ่ง ส่วนภรรยาของเขาแซ่หลี่ ชื่อหยู เธอเป็นแม่บ้านไม่ทำงานประจำอื่น ทั้งคู่มีเพียงลูกชายเดียว กงเหวินเป็นคนจากพื้นที่อื่นส่วนหลี่หยูมีพื้นเพอยู่ที่นี่ ตอนที่ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกันครอบครัวของฝ่ายหญิงได้ขายบ้านไปในราคาถูก พ่อตากับแม่ยายของกงเหวินจึงย้ายมาอยู่ด้วยกันกับพวกเขา ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพ่อตาของกงเหวินเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ส่วนหญิงชราที่ตายในเหตุการณ์นี้คือแม่ยายของเขา”

“ครอบครัวนี้ดูปกติมาก พวกเขาเผอิญมีความแค้นกับใครมาหรือเปล่า? คุณไปสืบหาข้อมูลตรงนี้มาด้วย” หลินชิวผูออกคำสั่ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นเดินออกไป ผลัดกันกับเจ้าหน้าที่อีกคนที่เดินเข้ามารายงาน “ผู้กองหลิน ประมาณห้าทุ่มครึ่งเมื่อคืนนี้ กล้องวงจรปิดจับภาพชายเจ้าของห้องเดินกลับเข้ามาพร้อมชายแปลกหน้าคนหนึ่ง จากนั้นประมาณประมาณเที่ยงคืน กล้องก็จับภาพบุคคลนั้นได้อีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นคนคนเดียวกันเพราะสังเกตจากความสูง ผมทำการคัดลอกวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมาเรียบร้อยแล้ว”

“เห็นหน้าตาของเขาหรือเปล่า?” หลินชิวผูถาม

เจ้าหน้าที่คนนั้นส่ายหน้า “ชายคนนั้นดูเหมือนจะรู้ว่ากล้องวงจรปิดอยู่ตรงจุดไหนบ้าง เขาจึงตั้งใจหลบหน้าจากกล้องได้อย่างชำนาญ เขาพันผ้าพันคอและสวมเสื้อกันหนาวสีดำตอนที่เดินออกไป”

“คุ้นเคยกับจุดที่มีกล้องวงจรปิดงั้นเหรอ?” หลินชิวผูเดินกลับเข้าไปในห้องนอนทันทีก่อนก็เปิดตู้เสื้อผ้าออกดู เสื้อผ้าของครอบครัวนี้ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ส่วนที่เป็นราวเสื้อผ้าของผู้ชายมีไม้แขวนเปล่าแขวนทิ้งไว้

หลินชิวผูถาม “เห็นไหมว่าผ้าพันคอผืนนั้นสีอะไร?”

“เป็นผ้าไหมพรมสีขาวครับ”

หลินชิวผูหยิบไม้แขวนอันนั้นออกมาดูและพบว่ามีเศษใยผ้าสีขาวติดอยู่ เขายื่นไม้แขวนนั้นให้กับทีมเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานพร้อมให้เหตุผล “ผู้ต้องสงสัยกับผู้ตายเข้ามาภายในตัวอาคารด้วยกัน ทั้งยังมีการหยิบฉวยเสื้อผ้าในห้องมาสวมใส่ หมายความว่าเขาจะต้องมีความคุ้นเคยกลับอาคารและห้องนี้เป็นอย่างดี สรุปก็คือฆาตกรต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกลับคนในครอบครัวนี้แน่ ๆ!”

ตำรวจที่ไปสอบปากคำให้ข้อมูลเพิ่มเติม “โอ้ อีกอย่างครับ ฝ่ายนิติบุคคลของอาคารนี้บอกว่าถ้าต้องการขึ้นไปยังห้องชุดส่วนตัวจะต้องมีรหัสผ่านเข้าออก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนนอกจะไม่สามารถเข้ามาได้”

หลินชิวผูพยักหน้า แน่ชัดแล้วว่าคนรู้จักต้องเป็นผู้ก่อคดี ถ้าพวกเขาสามารถสืบหาความสัมพันธ์ของคนที่ใกล้ชิดกับผู้ตายได้ คดีนี้ก็จะสามารถปิดลงอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยตำรวจยังทำการสืบหาต้นตอได้ง่ายกว่าฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนสุ่ม ๆ โดยไม่มีเหตุจูงใจ

อารมณ์ของหลินชิวผูเริ่มดีขึ้น เขาหันไปถาม “คนขับรถนั่นยังยืนอยู่ด้านนอกนั่นรึเปล่า?”

“ผมเห็นเขากำลังคุยกับเพื่อนบ้านอยู่ตอนที่ผมเดินขึ้นบันไดมาครับ” ตำรวจคนนั้นตอบ

“เรียกเขาเข้ามาข้างใน!”

ผ่านไปสักพักหลินถงซูและเฉินฉีก็เดินเข้ามาด้วยกัน ยิ่งมองน้องสาวคนสวยของตัวเองที่ทำตัวติดอยู่กับตาลุงที่หน้าตาดูไม่จืดคนนี้แล้ว หลินชิวผูก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอกจนนึกเขาจะสั่งสอนไอ้หมอนี่ขึ้นมา ‘กระหายอยากจะไขคดีมากงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะสั่งสอนให้เขารู้ ว่าความแตกต่างระหว่างมือใหม่กับมืออาชีพมันเป็นยังไง!’

“คุณเจอปัญหาเข้าเหรอครับ?” เฉินฉีถามอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม” รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้าหลินชิวผู ‘ไอ้หมอนี่คงละเมอเพ้อพกว่าตัวเองเป็นเชอร์ล็อค โฮลม์* ล่ะมั้ง! ประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้ว!’ คิดแล้วเขาพูดต่อ “ดูเหมือนคุณเฉินค่อนข้างมั่นใจความสามารถของตัวเองในการไขคดีอาชญากรรมมากเชียวนะครับ”

* เชอร์ล็อค โฮลม์ = ตัวละครในนวนิยายชื่อดัง เขาเป็นนักสืบชาวลอนดอนผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผล รวมถึงทักษะด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดี

“ผมก็แค่ชอบดูหนังสืบสวนอาชญากรรม แล้วก็อ่านนิยายสืบสวนสอบสวนตอนที่ผมไม่มีอะไรทำ จริงสิ คุณชอบอกาธา คริสตี้* ไหม?”

* อกาธา คริสตี้ = บุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เธอมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ได้รับสมญานามว่า ‘ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม’

“ผมไม่มีเวลามาพูดจาไร้สาระกับคุณหรอกนะ เฉินฉี ผมจะบอกคุณให้... อย่ามาทำตัวอวดดีที่นี่!”

“อวดดีงั้นเหรอ?” เฉินฉียักไหล่ “ผู้กองหลิน ผมว่าตัวผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียวเลย คุณรู้วิธีอ่านใจคนด้วยเหรอ?”

“มือใหม่แบบคุณชอบคิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่างแค่เพราะว่าฉลาดนิดหน่อยแล้วก็อาศัยโชคดีเล็กน้อย คุณคิดว่าตัวเองจะเก่งมากกว่าตำรวจงั้นเหรอ? ผมเคยเห็นคุณแบบคุณมาเยอะเหลือเกินแล้วก่อนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน และเคยเห็น ‘คนธรรมดา’ ที่เก่งกาจมานับไม่ถ้วน ผลก็คือเมื่อพวกเขาต้องมาสืบคดีเข้าจริง พวกนั้นก็ทำให้ตำรวจแบบผมหัวเราะกันจนฟันแทบร่วง!”

“คนธรรมดาที่เก่ง ๆ มันก็มีหลายระดับ เหมือนกับตำรวจที่มีทั้งฉลาดแล้วก็โง่นั่นแหละ” เฉินฉีตอบยิ้ม ๆ เมื่อหลินถงซูได้ยินเขาพูดจาน่าเกลียดแบบนี้จึงกระตุกชายเสื้อเพื่อห้ามปรามไม่ให้เขาคิดปะทะคารมจนเกินควร

การกระทำนี้ไม่หลุดรอดไปจากสายตาของหลินชิวผู เขาคิดในใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นมากถึงขั้นนี้เลยงั้นเหรอ? หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ‘ถ้าฉันไม่สามารถเตะคนขับรถนี่ออกไปจากชีวิตได้ด้วยตัวเองแล้วละก็ ฉันไม่ขอใช้แซ่หลินอีกต่อไป’

“คนอย่างคุณนี่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริง ๆ สินะ คุณบอกว่าคุณรู้วิธีไขคดีใช่ไหม? งั้นผมจะให้โอกาสคุณ เมื่อกี้นี้คุณได้ดูที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้วรึยังล่ะ? มาวิเคราะห์คดีให้ผมดูที อยากรู้นักว่าคุณจะมีน้ำยาแค่ไหน แต่ผมขอเตือนคุณไว้ก่อนเลยนะ ถ้าขืนสิ่งที่คุณพูดมาไม่สมเหตุสมผล ผมขอให้คุณออกห่างจากสายตาของผมไปซะ และอย่าคิดติดต่อหาหลินถงซูอีก”

หลินถงซูรู้สึกกระวนกระวายเมื่อถูกพาดพิงจึงรีบคัดค้าน “ผู้กองหลิน ฉันจะไปพบเจอใครมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ทำไมคุณต้องเข้ามายุ่งด้วยล่ะ? คุณคิดว่าฉันอายุกี่ขวบกัน? ทำไมถึงเอาแต่ควบคุมเหมือนฉันเป็นเด็ก ๆ ไปได้”

หลินชิวผูอธิบายอย่างเคร่งเครียด “เพราะในด้านการหน้าที่การงานผมมีอำนาจมากกว่าคุณ แล้วการที่คุณพาคนไม่มีประสบการณ์มาเดินเพ่นพ่านไปรอบที่เกิดเหตุก็ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากอยู่แล้ว จะไม่ให้ผมจะเข้ามายุ่งได้ยังไง? และในทางส่วนตัว…”

เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องคนอื่นหลินชิวผูจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ความสัมพันธ์แบบพี่น้องเสมอ เขาจึงพูดอ้อมค้อมไปอีกทาง “ในเรื่องส่วนตัวแล้ว ผมก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในการจัดการกับการกระทำของคุณเช่นกัน”

“ไม่มีเหตุผลเลย!” หลินถงซูทำหน้าตาบูดบึ้ง

“เฮ้ ยัยน้อง…” หลินชิวผูเสียความเยือกเย็นไปชั่วครู่ ทันใดนั้นจึงรีบตั้งสติใหม่อย่างรวดเร็วกลับมาวางมาดเป็นหัวหน้าอีกครั้ง “ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง”

เฉินฉีมองเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมอมยิ้มอย่างนึกขัน หลินชิวผูพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ทันควัน “คุณหัวเราะทำไม?”

“เปล่า! ผมคิดว่าผู้กองหลินกำลังวางแผนที่จะทดสอบผมใช่ไหม? เป็นแบบนี้นี่เอง! โอเค! ผมรับคำท้า!”

“ห้ามคืนคำด้วย!”

“แต่ในเมื่อคุณตั้งข้อเสนอมาแล้ว ผมก็มีข้อเสนอของผมเหมือนกัน”

“ลองว่ามาสิ”

“ถ้าข้อสันนิษฐานของผมสมเหตุสมผลละก็... คุณจะต้องให้ผมเข้าร่วมการไขคดีนี้ด้วย แบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนและเริ่มกระบวนการการสืบสวนพร้อมกับผม แบ่งตำรวจให้มาช่วยเหลือด้วยเมื่อจำเป็น แน่นอนว่าผมจะไม่ข้ามเส้นแล้วทำให้คุณลำบากแน่นอน ถึงยังไงผมจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อไขคดีนี้ให้ได้”

“เป็นไปไม่ได้!” หลินชิวผูปฏิเสธเสียงดังลั่นแทบตะโกน “คุณเป็นแค่คนขับรถ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาไขคดีร่วม? อีกอย่างมันก็ผิดกฎของตำรวจด้วย!”

“กฎทั้งหลายก็มนุษย์ไม่ใช่หรือที่เป็นคนบัญญัติ เป็นตำรวจก็ใช่ว่าจะจ้างที่ปรึกษาไม่ได้ซะหน่อย”

“ที่ปรึกษางั้นเหรอ? คุณคิดเหรอว่าตำรวจเป็นพันนายในเมืองหลงอันจะไม่สามารถไขคดีนี้ได้ด้วยตัวเอง? แล้วคุณไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวหรือตรารับรองใด ๆ ด้วยซ้ำ เพราะงั้นจะใช้อำนาจจากไหนทำการสืบสวนล่ะ?”

เฉินฉีมองไปที่หลินถงซูแล้วยิ้ม “ผมไม่จำเป็นต้องใช้ตรารับรองอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่ผมได้เธอเป็นคู่หู”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด