ตอนที่แล้วตอนที่  6 : เด็กพลังจิต (6)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 8 : เด็กพลังจิต (8)

ตอนที่ 7 : เด็กพลังจิต (7)


ตอนที่ 7 : เด็กพลังจิต (7)

เด็กแต่ละคนยืนเรียงแถวตามคลาสของตัวเอง พวกเขาใช้เวลาตลอดสามสัปดาห์มาด้วยกัน เมื่อถึงเวลาต้องแยกจากกันจึงปิดความเศร้าหมองบนใบหน้าได้ไม่มิด

คลาส A มีไซมอนเพียงคนเดียว ส่วนคลาส B มีทั้งหมด 4 คน ที่เหลือกระจายอยู่คลาส C และ D

มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ได้อยู่คลาส D ร่วมกับอีฮัน

“ไม่เห็นเข้าท่าเลย คุโระได้อยู่คลาส B แต่อีฮันดันอยู่คลาส D เนี่ยนะ”

ครูฝึกมองตามเสียงไปยังกลุ่มเด็กที่คุยกันจอแจ เขามองเห็นความคิดเบื้องหลังของนักเรียนเหล่านั้นได้จากคำพูดแต่ละคำ จริงอยู่ที่คุโระผ่านช่วงสามสัปดาห์มาได้ตลอดรอดฝั่งก็เพราะได้ความช่วยเหลือจากอีฮัน ว่ากันตามตรงก็เหมือนอีฮันฝึกหนักกว่าคนอื่น 1.5 เท่า

“ยังไงซะ ถ้าเขามีความสามารถจริงเดี๋ยวก็คงได้เลื่อนคลาสเองนั่นแหละ ก็พลังจิตเขามีอยู่แค่นั้น ไม่แปลกที่จะได้อยู่คลาส D”

“อย่างน้อยถ้าพลังจิตของเขาระดับพอ ๆ กับคนอื่นคงได้อยู่คลาส B ไปแล้ว ไม่สิ อาจจะคลาส A เลยด้วยซ้ำ”

“ประเด็นอยู่ที่พลังจิตนั่นแหละ พวกเราไม่ได้ต้องการคนเก่ง เราต้องการไซเกอร์ต่างหาก”

อีฮันรับรู้ได้ถึงสายตาของครูฝึกที่ล็อคเป้ามาที่เขา เขาเดินผ่านครูฝึกมุ่งหน้าไปยังหอพักของนักเรียนคลาส D ตรงนั้นมีเด็กจำนวนไม่น้อยยืนมองหน้ากันอย่างกระวนกระวาย

“ยินดีต้อนรับสู่คลาส D ฉัน โจเซ่ เป็นประธานคลาส D จะเรียกฉันว่าประธาน หรือเรียกโจเซ่เฉย ๆ ก็ได้”

เด็กหนุ่มผิวแทนร่างกายกำยำเหมือนนักกีฬาประกาศเสียงดัง

ประธานคลาสจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มซึ่งช่วยให้เลื่อนไปคลาสถัดไปได้ง่ายขึ้น แต่ต้องแลกกับหน้าที่ในการจัดการเรื่องหยุมหยิมตามกฏของแต่ละคลาสเพิ่มขึ้นมา

“ห้องของพวกนายถูกกำหนดไว้แล้ว ลองเช็คดูที่กำไลข้อมือโฮโลแกรมได้เลย ส่วนการทำความสะอาดหอพักจะเป็นหน้าที่ของเด็กใหม่ เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” เขาพูดแกมออกคำสั่ง “หน้าที่ของเด็กใหม่มีเท่านี้ นอกเหนือจากนั้นทั้งเด็กใหม่เด็กเก่าก็ต้องทำเหมือนกัน ตราบใดที่พวกนายตั้งใจเต็มที่ การเลื่อนคลาสก็รออยู่ไม่ไกล มีใครมีคำถามไหม”

โจเซ่พูดจาฉะฉาน เขาดูอายุพอ ๆ กับพวกเด็กใหม่แต่พูดจาเหมือนรุ่นพี่

“ไม่มีครับ” เสียงเด็กใหม่ตอบรับฉะฉานไม่แพ้กัน

หลังจบประกาศ โจเซ่พุ่งตัวเข้าหาอีฮันทันที

“นายเป็นหัวหน้าชั่วคราวนะอีฮัน”

โจเซ่ประเมินสถานการณ์ของเด็กใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คะแนนของอีฮันโดดเด่นที่สุด แถมท่าทางยังฉายแววผู้นำออกมาอย่างล้นเหลือ ทำให้เขาถูกรับเลือกให้เป็นตัวแทนสำหรับเด็กใหม่คลาส D ไปโดยปริยาย

“หัวหน้า?”

“ไม่ใช่ตำแหน่งทางการหรอก มันแค่ช่วยให้จัดการอะไร ๆ ได้ง่ายขึ้นน่ะ” โจเซ่อธิบาย “นายก็แค่นำทางคนอื่น ๆ จนกว่าเด็กใหม่ปีหนึ่งจะปรับตัวกันได้ พอทุกอย่างเข้าที่ก็สบายแล้ว”

อีฮันเลิกคิ้ว

“ครูฝึกก็รู้ว่ามีระบบนี้อยู่ นายเองก็จะได้คะแนนพิเศษไปด้วย”

อีฮันทำท่าคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบรับ “โอเค” ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธโอกาสเพิ่มคะแนนเสียหน่อย

โจเซ่ตบหลังอีฮันหนึ่งที ก่อนเดินจากไปตามทางของเขา

อีฮันเปิดดูห้องของตัวเองจากกำไลข้อมือก่อนจะตรงไปตามทางของตัวเองเช่นกัน ระหว่างทางมีสายตามากมายจับจ้องตามไปด้วย

ปีหนึ่งคลาส D มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 90 คน ต่างคนต่างรู้ว่าเป็นคู่แข่งกันแม้ว่าจะไม่ได้เอ่ยปาก พวกเขาต้องได้รับการยอมรับให้อยู่ในระดับ A ถึงจะขึ้นปีสองได้

‘ของจริงเริ่มแล้วสินะ’ อีฮันพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเล็ก ๆ

***

เช้าวันแรกของปีหนึ่งเริ่มด้วยการวิ่ง สถานที่ฝึกคือสนามฝึกทหารกว้างสุดลูกหูลูกตา จากจุดที่วิ่งอยู่สามารถมองเห็นเด็กฝึกระดับสูงได้ไกล ๆ

“พวกเขาอายุเท่าเราหรอ” ใครบางคนทักถามระหว่างวิ่ง

อีฮันมองตาม ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

รุ่นพี่ของพวกเขาตัวสูงใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ ชุดยูนิฟอร์มปิดบังกล้ามเนื้อแน่นปึ้กได้ไม่มิด ถึงใบหน้าจะยังดูอ่อนเยาว์ แต่ร่างกายไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลย บางคนตัวสูงใหญ่กว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่รู้มาก่อนคงไม่มีใครเดาออกแน่ว่าพวกเขายังเป็นแค่เด็กอายุ 10 ต้น ๆ

“น่าสนใจใช่ไหมล่ะ”

โจเซ่ที่วิ่งถัดจากอีฮันพูด เขาเป็นประธานนักเรียน แต่พูดเหมือนตัวเองเป็นครูฝึก “พอขึ้นปีสอง พวกเราจะได้รับยาเร่งการเติบโต ร่างกายถึงได้โตเร็วขึ้นเป็นทวีคูณแบบรุ่นพี่พวกนั้นไง อย่าลืมว่าเราจะมีสงครามกับมังกรในอีกสามปีข้างหน้านี่แล้ว พวกผู้ใหญ่ไม่รอให้เราโตตามธรรมชาติหรอก”

อีฮันรู้สึกต่อต้านในใจ พวกเขาถูกบังคับให้กลายเป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่นอายุแค่สิบกว่าปีต้องเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ด้วยการให้ยา...

มันเป็นเรื่องที่เกินขอบเขตศีลธรรมเกินไปหน่อย แต่เขาก็เข้าใจดีว่ามนุษย์ไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงไซเกอร์จะมีพลังวิเศษ แต่ร่างกายก็ต้องแข็งแกร่งพอที่จะใช้มันด้วย ถ้าปล่อยให้ร่างกายของเด็กลงสนามสงครามคงจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นี่มัน…”

เด็ก ๆ เริ่มติติงกันเอง

“ไม่มีใครบังคับพวกนายนะ ถ้าอยากจะลาออกก็เชิญ” โจเซ่พูดเตือนสติ ตามด้วยเสียงหัวเราะเย็นวาบเสียวสันหลัง

อีฮันยังไม่ละสายตาไปจากรุ่นพี่ พวกเขาวิ่งเร็วด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ตรงไปยังห้องอาบน้ำ ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับท่อนบนที่เปลือยเปล่า โชว์เรือนร่างกำยำสีแทน

“ไม่เลวนี่”

อีฮันมุบมิบปากพูดกับตัวเอง แต่โจเซ่ก็ยังได้ยิน เขาหันไปถามอีฮัน

“หมายถึงอะไรหรอที่ว่าไม่เลว?”

“ฉันหวังมาตลอดว่าจะได้กลายเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ ยังไงซะก็ไม่มีใครใจดีด้วยแค่เพราะฉันเป็นเด็กอยู่แล้ว” อีฮันตอบ “ที่บ้านเกิดน่ะ”

ทันใดนั้นโจเซ่ก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น

“ฉันรู้ นายมาจากเกาหลีใช่ไหม”

เกาหลีเป็นประเทศแรก ๆ ที่โดนโจมตีในสงครามครั้งแรก และเป็นประเทศที่ต้องแบกรับผู้บาดเจ็บมหาศาล

ครั้งนั้นมีประตูมิติเปิดขึ้นหกที่ หนึ่งในนั้นคือที่ชินอึยจู เมืองหนึ่งในเกาหลีเหนือ มังกรที่เข้ามาผ่านประตูชินอึยจูแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งแยกไปบุกรุกจีน อีกกลุ่มหนึ่งโจมตีเกาหลี

เกาหลีเหนือกระหน่ำระเบิดนิวเคลียร์ใส่มังกรไม่ยั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ตรงกันข้ามมันทำให้เกาหลีเหนือกลายเป็นเมืองแห่งความตาย ประชาชนเกาหลีเหนือแห่ข้ามเขตแดนเหนือใต้หนีตายกันยกใหญ่ รัฐบาลเกาหลีเหนือล่มสลาย ส่วนเกาหลีใต้ก็รับผู้อพยพจากเกาหลีเหนือเข้ามาทุกคน พร้อมทั้งป้องกันการบุกรุกของมังกรไปด้วยพร้อม ๆ กัน

“ฉันไม่ต้องการชีวิตวัยเด็กไร้สาระนั่นหรอก สิ่งสำคัญกว่าคือการเอาชีวิตรอด”

แววตาอาฆาตสะท้อนไหวในดวงตาอีฮัน

บ้านเด็กกำพร้าที่เคยเรียกว่าเป็นบ้านของอีฮันถูกยึดไปเพราะล้มละลาย ผู้อำนวยการที่ก่อหนี้ไว้กองเป็นภูเขาก็หนีไปกลางดึก ทิ้งให้พวกเด็ก ๆ ที่นั่นกลายเป็นคนไร้บ้าน

เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสักวอนก็ไม่มีเหลือให้พวกเขา

‘ฉันต้องต่อสู้กับผู้ใหญ่มาทั้งชีวิต’

อีฮันใช้ประโยชน์จากร่างกายเล็ก ๆ ของเขาขโมยอาหารมาประทังชีวิตตัวเองและน้อง ๆ แต่พวกผู้ใหญ่ไร้บ้านก็ไม่วายมาทำร้ายพวกเขาเพื่อแย่งอาหารไปอีกที

ชีวิตปกติของอีฮันมักจะเป็นแบบนั้น เขาไม่เคยได้รับการปกป้องจากกฏหมายหรือสิทธิมนุษยชน

โจเซ่หุบยิ้มเมื่อเห็นสายตาของอีฮัน

“สู้เขานะเด็กใหม่”

เขาพูดพลางมองอีฮันด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก



0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด