ตอนที่แล้วChapter 35 : วัตถุดิบสำหรับอัพเกรดครบแล้ว!
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 37 : กำไลแห่งพลังระดับสมบูรณ์!

Chapter 36 : อัพเกรดฐานรูน!


[แจ้งเตือนจากระบบ : รูนน้ำ -3 , รูนดิน -3 , รูนลม -3 , รูนไฟ -3 , ดวงวิญญาณ -5 , เหล็ก -50 , ทองแดง -50 , หิน -50 , ไม้ -50 , ทราย -50]

ไคลน์ถือคัมภีร์อัพเกรดระดับต่ำเอาไว้ในมือ

พอเขากดยืนยันการใช้งานทรัพยากรจำนวนมหาศาลก็หายวับไปกับตา

เช่นเดียวกับคัมภีร์ยกระดับความแข็งแกร่ง คัมภีร์ยกระดับฐานรูนเองเมื่อใช้งานก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่านเช่นเดียวกัน

ยังไงก็ตามเถ้าที่ว่านี้ไม่ได้หลอมผสานเข้ากับร่างกายของไคลน์เหมือนกับคัมภีร์ยกระดับความแข็งแกร่ง

เถ้าที่ว่านี้จู่ๆก็ถูกสายลมจากที่ใดก็ไม่ทราบพัดปลิวว่อนไปทั่วทุกสารทิศภายในฐานรูน

จำนวนของเถ้ายิ่งนานเข้ายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆราวกับฝูงผึ้งที่บินกวาดผ่านไปทั่วฐานรูน

เถ้าพวกนี้ลอยไปติดอยู่บนเพดานบ้าง พื้นดินบ้างหรือกำแพงบ้างจากนั้นไม่นานนักทั่วทั้งฐานรูนก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมาพร้อมๆกับขนาดพื้นที่ที่ขยายออกจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

กำแพงเองก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

หนึ่งเมตร , สองเมตร , สามเมตร...

“โฮ่งๆๆ!”

จิ้งจอกน้อยที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างแตกตื่นรีบพุ่งตัวเข้ามาซุกอกไคลน์ด้วยความหวาดกลัว

เจ้าตัวน้อยตัวนี้แม้ในการต่อสู้จะห้าวหาญไม่น้อยแต่ในเวลาแบบนี้กลับไม่มีความกล้าเอาซะเลย เดาว่าคงพยายามทำตัวให้ดูน่ารักล่ะสิ!

ครืน!

ไคลน์รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพื้นดินใต้เท้าของเขายกตัวขึ้น

“นี่มัน...”

“เพิ่มชั้นหรอ?”

“หรือกำลังลอยอยู่?”

ไคลน์อดจินตนาการไปไกลไม่ได้

ถ้าลอยได้จริงๆก็คงดี!

กระบวนการอัพเกรดใช้เวลาไปหนึ่งนาทีเต็ม

[แจ้งเตือนจากระบบ : ฐานรูนได้รับการยกระดับแล้ว]

[แจ้งเตือนจากระบบ : ฐานรูนชั้นเยี่ยมยกระดับขึ้นเป็นฐานรูนระดับสมบูรณ์]

เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นฐานรูนก็หยุดสั่น

ของตกแต่งภายในฐานรูนในตอนนี้ถือได้ว่ากลายเป็นของใหม่ทั้งหมดเลยก็ว่าได้

ดูไปแล้วรายละเอียดของพวกมันยิ่งชัดกว่าก่อนหน้านี้อีก

กำแพงเองก็ขาวสนิทไร้มลทินและพื้นไม้เองก็ถูกประดับประดาเอาไว้ด้วยลวดลายแปลกตา

ยิ่งไปกว่านั้นภายในฐานรูนยังไม่ใช่ห้องเพียงห้องเดียวโดดๆอีกต่อไป

“นี่คือห้องนอนสินะ...แล้วนี่แถมเตียงไซส์ยักษ์มาให้หลังนึงด้วยเหรอเนี่ย?”

ดูเหมือนว่าห้องที่ไคลน์ยืนอยู่จะเป็นห้องนอนเนื่องจากมีเตียงนอนกับตู้เสื้อผ้าวางเอาไว้

แสงสว่างส่องผ่านหน้าต่างสองบานที่ติดอยู่บนกำแพงเข้ามา

ห้องนอนมีเพียงหนึ่งห้องเท่านั้นและพื้นที่ภายในห้องก็ไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนอัพเกรดแต่อย่างใด

“ไปดูข้างนอกบ้างดีกว่า”

ไคลน์เดินออกจากห้องนอนมายังห้องโถงกลาง

ขนาดของพื้นที่ตรงนี้เทียบเท่ากับห้องนอนแต่มีเตาผิงใหม่เอี่ยมเพิ่มเข้ามาแทน

บริเวณด้านหน้าห้องโถงมีประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่กึ่งเปิดกึ่งปิดติดเอาไว้

ไคลน์เดินไปที่ประตูแล้วมองออกไปด้วยความสงสัย

พื้นบริเวณด้านนอกไม่ใช่ทรายแต่อย่างใด

ไคลน์เดินออกไปและก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าตัวเองอยู่บนชั้นสอง เขาในตอนนี้กำลังยืนอยู่บนระเบียงที่ทำขึ้นมาจากหิน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือฐานรูนของเขากลายเป็นอาคารขนาดย่อมไปแล้ว!

รอบๆบ้านของเขามีกำแพงหินครึ่งวงกลมที่สูงราวๆ1.2เมตรโผล่ขึ้นมา

ไคลน์ที่ยืนอยู่บนระเบียงมองไปมองมาอยู่ซักพักก่อนจะหันหัวกลับเข้าบ้านไป

“นี่มัน...ปราสาทโบราณรึไง?”

ไคลน์แสดงสีหน้าประหลาดๆออกมา

การตกแต่งภายในอาจจะค่อนข้างสมัยใหม่แต่การตกแต่งภายนอกกลับเป็นสไตล์ปราสาทยุคกลางที่โดยรวมแล้วมีสีสันค่อนไปทางมืดๆทึบๆ

“ลงไปดูชั้นล่างดีกว่า!”

ไคลน์เดินกลับเข้าไปยังห้องโถงและเดินลงไปตามบันไดวนจนไปถึงชั้นล่าง

พื้นที่ในชั้นล่างใหญ่และกว้างขวางกว่าชั้นบนอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ว่าจะเป็นเตาบาบิคิว ฟาร์มเพาะเนื้อและอื่นๆทั้งหลายต่างก็ถูกกองเอาไว้ที่ชั้นนี้ทั้งสิ้น

ประตูหลักเองก็เป็นประตูเหล็กเช่นเดียวกับประตูระเบียงบนชั้นสอง

ดูๆไปแล้วฐานรูนในตอนนี้น่าจะสูงราวๆสิบสองถึงสิบสามเมตรได้เรียกได้ว่าพอๆกับปราสาทขนาดเล็กเลย

ไคลน์เดินออกมาด้านนอกแล้วหันหน้าเข้าหาฐานรูนพร้อมกับเดินถอยหลังไปเรื่อยๆจนหลังชนเข้ากับกำแพงดิน

จิ้งจอกน้อยที่อยู่ข้างๆเองก็ทำแบบเดียวกันโดยที่เดินตามเขามาทุกย่างก้าว

ปราสาททั้งหลังเต็มไปด้วยกลิ่นอายหนักหน่วง โบราณและเรียบง่าย

ตั้งตระหง่านเช่นนี้ราวกับปราสาทที่ไม่อาจตีแตก

จากนั้นไคลน์ก็เดินทองน่องไปรอบๆฐานรูนของเขา

เขาค่อนข้างพอใจกับการอัพเกรดครั้งนี้ไม่น้อยเลย

ในโลกใบนี้เขาคงเป็นคนแรกและคนเดียวที่อัพเกรดฐานรูนแล้วอย่างแน่นอน!

...

หลังจากล้างเนื้อล้างตัวเสร็จเขาก็ทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ

และเมื่อเขากลับมาตรวจสอบคำใบ้อีกครั้งก็พบว่าพวกมันเปลี่ยนไปแล้ว

[มีหีบสมบัติเหล็กรอท่านอยู่ในสุสานด้านหน้า ภายในนั้นอาจจะมีสิ่งของดีๆรอให้ท่านไปเก็บเกี่ยวแต่มีไนท์วิสเลอร์ผู้น่าสงสารอยู่สองตัวที่กำลังเร้นกายอยู่ภายในชั้นดิน พวกมันกำลังภาวนาขออย่าให้ถูกสิ่งมีชีวิตใดๆภายในโลกแห่งสุสานมาพบเจอเข้า]

ไคลน์ที่เห็นดังนี้ก็ไม่รอช้าหยิบเอาพลั่วขึ้นมาเริ่มทำการขุดทันที

หลังจากขุดมาได้ยี่สิบกว่าครั้งเขาก็พบเข้ากับหลุมดำอันคุ้นตา

เขาหยิบเอาใบพัดลอยลมออกมาใส่เอาไว้และถือใบดาบรูนความเร็วสูงเอาไว้ในมือข้างหนึ่งขณะที่อีกข้างหนึ่งกำหน้าไม้รูนเอาไว้แน่น

จากนั้นสองขาของเขาก็ก้าวเข้าสู่หลุมดำเบื้องหน้า!

ภายในสุสานแห่งที่ยี่สิบสาม

เมื่อเข้ามาถึงสิ่งแรกที่ไคลน์เห็นก็คือหีบสมบัติเหล็กที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

“ตรงนั้นสินะ...”

นอกจากนี้ไคลน์ก็ยังสังเกตุเห็นกองดินสองกองที่สุมอยู่ใกล้ๆกับหีบสมบัติเหล็กด้วยเช่นกัน

เมื่อลองมองดูอย่างละเอียดเขาก็พบว่าภายใต้กองดินนั้นมีดวงตาสองคู่กำลังจ้องมองมา

แน่นอนว่าสีของดวงตาพวกมันก็เป็นสีเดียวกับพื้นทรายเลยทำให้ดูออกยากเล็กน้อย

เรียกได้ว่าง่ายที่จะมองข้ามเลยก็ว่าได้

“โฮ่งๆ!”

จิ้งจอกน้อยแอบงับขากางเกงของไคลน์เบาๆเพื่อส่งสัญญาณ

ไคลน์ก้มลงทำทีเป็นปัดทรายออกจากเท้าแต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ส่งเสียงเบาๆออกมาบอกกับจิ้งจอกน้อยว่า “ทำทีว่าไม่เห็นไปก่อน”

จิ้งจอกน้อยเองก็เข้าใจ

แม้ว่าในช่วงเวลากลางวันไนท์วิสเลอร์จะค่อนข้างอ่อนแอแต่พวกมันก็สามารถบินได้ดังนั้นการสังหารพวกมันทิ้งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ดังนั้นเขาจึงคิดจะแสร้งทำเป็นเปิดหีบแล้วค่อยลอบจู่โจมพวกมันในตอนที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว

‘ลดการป้องกันลงเมื่อไหร่ล่ะก็..!’

ไคลน์เดินต่อไปเรื่อยๆโดยที่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หีบสมบัติเหล็กเหมือนเดิม

จิ้งจอกน้อยเองก็ตามมาติดๆด้วยท่าทีเชิดหน้าชูตาอย่างจองหองราวกับไม่สนใจกองทรายพวกนั้นเลย

หนึ่งบุรุษหนึ่งจิ้งจอกเดินผ่านกองทรายไป

ไคลน์หันหัวกลับมาและส่งสัญญาณให้จิ้งจอกน้อยเล็กน้อยก่อนจะชักเท้ากลับ

ในตอนนั้นเอง

กองทรายสองกองเองก็ค่อยๆขยับอย่างช้าๆ

ฟิ้ว!

เสียงนี้แผ่วเบาเป็นอย่างยิ่ง

ไนท์วิสเลอร์ทั้งสองตัวเผยกายออกมาแล้ว

ลักษณะของพวกมันดูคล้ายกับหมาป่าผสมกับกิ้งก่าไม่น้อย ร่างกายของพวกมันมีสีดำสนิทและมีลวดลายแปลกๆอยู่บนผิวหนัง บนหลังของพวกมันมีปีกอยู่คู่หนึ่งและปากเองก็ยาวเหมือนกับนกวีด

พวกมันดูเหมือนจะมีความคิดเดียวกันในหัวนั่นก็คือ – ลอบโจมตีอีกฝ่ายขณะหันหลังซะ!

ทันใดนั้นเองจิ้งจอกน้อยก็หันหัวกลับมาเช่นเดียวกับไคลน์ที่ชักดาบรูนรออยู่ก่อนแล้ว

ทั้งสองฝ่ายเข้าประชันหน้ากันพอดิบพอดี

ไคลน์แสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย

ไนท์วิสเลอร์ทั้งสองตัวตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะทราบแล้วว่าพวกมันกำลังตกอยู่ในอันตราย พวกมันจึงรีบกระพือปีกบินพยายามบินหนีขึ้นไปบนฟ้าในทันที

ฟิ้ว!

เงาดาบวาบผ่าน

หัวของหนึ่งในสองไนท์วิสเลอร์ถูกแยกออกเป็นสองส่วน

และในตอนที่ไนท์วิสเลอร์อีกตัวจะทันได้บินหนีขึ้นไปไคลน์ก็ก้าวเข้ามาและใช้ดาบของเขาแทงเข้าไปที่ลำคอของมันจนมิด

เมื่อเขาดึงดาบออกมาจากคอของมันเลือดก็ทะลักออกมาราวกับน้ำพุโลหิต

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด