ตอนที่แล้ว61 - วิหารโบราณ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไป63 - สุสานจักรพรรดิปีศาจ

Shrouding the Heavens อำพลางสวรรค์

62 - วิหารโบราณ


62 – วิหารโบราณ

“ผีสิง!”

ผังป๋อสัมผัสที่สีข้างของเขาโดยไม่รู้ตัว แต่น่าเสียดายที่แผ่นทองแดงของวัดต้าเล่ยหยินไม่ได้ถูกนำออกมาด้วย

ในเวลานี้ยกเว้นแสงสีเขียวและแสงสลัวสองดวง พวกเขามองไม่เห็นอะไรเลย และหมอกสีดำปกคลุมซากปรักหักพังทั้งหมด

แสงสีเขียวทั้งสองกลุ่มอาจมีขนาดใหญ่เท่ากับอ่างล้างหน้าซึ่งหากว่ามันเป็นดวงตาจริงๆมันก็น่าจะมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดยิ่งใหญ่อย่างน่าเหลือเชื่อ

“มีสิ่งชั่วร้ายจริงๆ!” เย่ฟ่านและผังป๋อรู้สึกประหม่าทันที

“แปรง!”

คราวนี้ไฟเขียวทั้งสองกลุ่มเคลื่อนตัวเร็วมาก และมาที่ด้านหน้าของพวกเขาในชั่วพริบตา เย่ฟ่านและผังป๋อถูกกระแทกให้บินออกไปโดยโดยซากศพสี่หรือห้าซากเช่นเดิม

ความเร็วของแสงสีเขียวเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเย่ฟ่านถูกล็อคเป้าหมายไว้โดยสมบูรณ์

แสงพวกนี้ส่องสว่างอยู่ทางซ้ายและเคลื่อนย้ายไปทางขวาของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะเคลื่อนที่เข้าหาเขาและไฟสีเขียวสองดวงก็หายไปและหายไปในร่างกายของเขา

“เย่ฟ่าน!” ผังป๋ออุทานแต่ไม่มีทางหยุดมันได้

ในเวลาเดียวกัน เย่ฟ่านรู้สึกเย็นยะเยือกในทะเลแห่งความทุกข์ราวกับว่ามันถูกแช่แข็งไว้ เขารีบวิ่งนั่งสมาธิลงและเดินลมปราณตามวิถีที่ได้รับการสั่งสอนจากตำราเต๋าจิงและแสงสีทองเล็กน้อยก็ระเบิดออกมา

“ปัง!”

เสียงคลื่นได้ปะทุขึ้นและทะเลแห่งความทุกข์ของเย่ฟ่านก็กลายเป็นมหาสมุทรสีทอง ซึ่งพลุ่งพล่านและทำให้แสงสีเขียวทั้งสองดวงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

“บูม”

ไฟเขียวทั้งสองกลุ่มดูเหมือนจะหวาดกลัวทะเลแห่งความทุกข์สีทองเป็นอย่างมาก พวกมันรีบออกจากทะเลแห่งความทุกข์ของเย่ฟ่านและหลบหนีไปไกล

ในเวลาเดียวกันทะเลแห่งความทุกข์ของเย่ฟ่านก็ฟื้นคืนสภาพกลับมาและเป็นเหมือนดวงไฟดวงเล็กๆลอยอยู่ในบริเวณท้องน้อยของเขา

“แปรง”

ความเร็วของแสงสีเขียวนั้นเร็วมาก หลังจากวิ่งออกจากทะเลแห่งความทุกข์ของเย่ฟ่าน มันก็ตรงไปที่ผังป๋อและเข้าไปในร่างของเขาในชั่วพริบตา

ผังป๋อสาปแช่งออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นก็ล้มลงกับพื้นซึ่งทำให้เย่ฟ่านประหลาดใจและรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่รอช้า

“เสี่ยวป๋อเป็นอะไรหรือเปล่า”

อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะเข้ามาใกล้ ผังป๋อก็ลุกขึ้นนั่ง ดวงตาของเขากลายเป็นสีเขียวและเขาก็ลุกขึ้นทันทีก่อนจะส่งเสียงคำรามออกมาเหมือนสัตว์อสูร

ผังป๋อมองดูเย่ฟ่านอย่างเย็นชาก่อนที่จะมองออกไปด้านนอกและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

“อย่ายุ่งกับเขา!” เย่ฟ่านคำรามออกมาด้วยความโกรธ

“บูม”

ในเวลานี้ลมพัดแรง ซากปรักหักพังทั้งทรายและโขดหินก็โหมกระหน่ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ผังป๋อโบยบินอย่างบ้าคลั่งเข้าสู่ซากปรักหักพังพร้อมกับซากศพมากมายที่ดินตามเขาไปอย่างรวดเร็ว

หมอกสีดำกระจัดกระจายหายไป ท้องฟ้าและดวงดาวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากระยะไกลเย่ฟ่านสามารถมองเห็นผังป๋อซึ่งกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าและมีซากศพจำนวนมากมายที่ติดตามเขาอยู่ข้างหลัง

“ผังป๋อ!”

เย่ฟ่านตะโกนไล่หลังในขณะที่วิ่งตามไปในทิศทางนั้นโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว

เพียงแต่ความเร็วของผังป๋อน่าเหลือเชื่อมากเกินไป ความเร็วระดับนี้ยังมากกว่าผู้อาวุโสที่ขี่รุ้งศักดิ์สิทธิ์เสียอีก ซึ่งมันทำให้เย่ฟ่านถูกทิ้งห่างจนไม่สามารถไล่ตามทันในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ

หลังจากที่ผังป๋อถูกสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดยึดครองร่างกาย ชีวิตและความตายของเขาก็คาดเดาไม่ได้ ในตอนนี้เย่ฟ่านเต็มไปด้วยความกังวลแต่เขาก็ไม่รู้จะไล่ตามได้อย่างไร

ข้างหน้าว่างเปล่าและมีอันตรายมากมายขวางทางอยู่ เย่ฟ่านไม่มีทางเลือกอื่นได้แต่เดินเข้าสู่ซากปรักหักพังอย่างช้าๆและภาวนาให้ผังป๋อยังคงมีชีวิตอยู่

เมื่อถึงเวลาดึกเย่ฟ่านก็ไม่รู้ว่าเขาเดินไปได้กี่ลี้แล้ว และในที่สุดเขาก็เข้าใกล้ส่วนที่ลึกที่สุดของซากปรักหักพัง

เสียงทื่อๆที่นี่ยิ่งมีพลังมากขึ้นและมันก็ดังขึ้นเป็นครั้งคราว เสียงนี้มันเป็นเสียงเต้นของหัวใจอย่างไม่ผิดเพี้ยน ใบหน้าของเย่ฟ่านก็ขาวโพลน ส่ายไปมา และร่างกายของเขาแทบจะไม่สามารถยืนอยู่ได้

ป่าที่นี่ลึกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆในขณะที่อาคารของซากปรักหักพังก็มีมากมายเช่นกัน แต่ที่น่าแปลกใจคือมันไม่ได้ขาดพลังแห่งชีวิต มิหนำซ้ำปราณแห่งจิตวิญญาณยังมีมากมายมหาศาล

“บูม”

เสียงจากซากปรักหักพังยังคงดังออกมาไม่หยุด เย่ฟ่านปีนขึ้นไปบนภูเขาสูงและมองไปข้างหน้า “ส่วนที่ลึกที่สุดของซากปรักหักพัง” อยู่ตรงหน้าเขา

แม้ว่าอาคารโบราณที่อยู่ด้านหน้าของเขานี้จะพังทลายไปหมดแล้ว แต่ความหนาแน่นของมันก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครั้งอดีตมีความรุ่งเรืองมากแค่ไหน

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคืออาคารโบราณที่ไม่มีที่สิ้นสุดล้อมรอบไปด้วยภูเขาไฟ ที่ซึ่งตอนนี้ยังคงปะทุอยู่และมีหินหนืดกลิ้งอยู่ภายในหลุมลึกนั้น

แม้พวกมันจะยังไม่ไหลออกมาแต่ก็สร้างความหวาดหวั่นให้กับเย่ฟ่านราวกับว่าเขากำลังเดินอยู่ในนรกบนดิน

เย่ฟ่านตกใจมากในขณะนี้เพราะเขาเห็นภาพที่เหลือเชื่อ ด้วยหินหนืดที่พลุ่งพล่าน กลับปรากฏวังโบราณอันงดงามในปล่องภูเขาไฟก็ลอยขึ้นๆลงๆเป็นครั้งคราว

“บูม”

เสียงทื่อๆดังมาจากด้านในของภูเขาไฟ หรือจำเพาะเจาะจงก็คือวิหารโบราณที่ลอยอยู่ในหินหนืด มันรุ่งโรจน์และชัดเจนสามารถมองเห็นได้ว่าวิหารโบราณนี้เก่าแก่มากแค่ไหน

อาคารโบราณที่อยู่ในหินหนืดนั้นมีขนาดกว้างประมาณห้าวา มันส่องแสงสีทองและมีม่านแสงป้องกันอยู่รอบๆ และที่อยู่ด้านข้างนั้นคือนกสายฟ้าที่เคยต่อสู้กับวานรเกล็ดเมื่อสองวันก่อน

ไม่คิดว่าจุดจบของราชาอสูรผู้ยิ่งใหญ่จะมาลงเอยในบ่อหินหนืดแบบนี้

นกสายฟ้าเป็นนกที่ดุร้ายอย่างแท้จริง ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงกล่าวว่าแม้ว่าเขาจะได้พบกับมัน เขาทำได้เพียงหลบซ่อนตัวเพื่อไม่ให้มันพบตัวเขาเท่านั้น

แน่นอนว่านกสายฟ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตัวเดียวที่อยู่ในปล่องภูเขาไฟ ยังมีสัตว์อสูรอีกมากมายกว่าสามสิบตัวซึ่งเย่ฟ่านไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนบ้างก็นอนตายบ้างก็ยังมีชีวิตอยู่

ตอนนี้สายตาของเย่ฟ่านจับจ้องไปยังตะขาบปีกสีเงินหนาเท่าแขนและยาวสองวา ทั้งตัวก็วาววับเหมือนหล่อขึ้นจากเงินบริสุทธิ์ มันนอนอยู่ในซากปรักหักพังเงียบๆและเย่ฟ่านแน่ใจว่ามันยังคงมีชีวิตอยู่

นอกจากนี้ยังมีสัตว์ร้ายอย่างวัวหัวสิงโตที่มีความสูงมากกว่าสิบวา มันตั้งตระหง่านเหมือนเนินเขาในซากปรักหักพังและยังครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่

สิ่งมีชีวิตที่น่าสยดสยองเกือบยี่สิบตัวนั้นเพียงพอที่จะแสดงความลึกลับที่น่ากลัวของซากปรักหักพัง ในตอนนี้พวกมันยังคงมีชีวิตอยู่และสายตาของพวกมันก็จับจ้องไปยังวิหารโบราณซึ่งกำลังลอยอยู่ในหินหนืดสีแดงเข้ม

และในเวลานี้ ในที่สุดเย่ฟ่านก็พบผังป๋อซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังใต้ภูเขาไฟ ในขณะนี้ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงและผู้อาวุโสอีกหลายคนล้อมรอบเขาไว้

แม้ว่าผู้อาวุโสเหล่านั้นจะไม่ได้ลงมือโจมตีแต่ดูลักษณะท่าทางพวกเขาน่าจะพยายามจับตัวผังป๋ออยู่

ในบริเวณนี้มีผู้อาวุโสของหลิงซู่ตงเทียนเกือบยี่สิบคน และจำนวนสัตว์ร้ายเหล่านั้นเกือบจะเท่าๆกัน เรียกได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีความแข็งแกร่งมาก

“นั่นคือ……”

ทันใดนั้นเย่ฟ่านรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยเพราะในเวลานี้มีใครบางคนกำลังยืนอยู่ในปากปล่องภูเขาไฟด้วย ชายคนนี้สูงกว่าหนึ่งวาและทั่วร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยเกล็ดแผ่นใหญ่ที่ส่องแสงระยิบระยับ

ที่ด้านข้างของเขามีหญิงสาวคนหนึ่ง นางไม่มีแขนแต่มีปีกขนาดใหญ่งอกออกมาทางด้านหลัง นอกจากนี้ผมยาวของนางยังเป็นเหมือนผ้าไหมสีทองเปล่งประกาย

นอกจากนี้ยังมีงูยักษ์ตัวหนึ่งที่มีสีทองทั้งร่าง สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็คือแม้ว่ามันจะมีร่างกายเป็นงูแต่มันก็มีขาสี่ข้างซึ่งมีกรงเล็บที่แหลมคม สิ่งมีชีวิตตัวนี้น่าจะเป็นอสูรเจียวในตำนาน

หัวใจของเย่ฟ่านอึดอัด เขาคิดทันทีว่านี่คือสิ่งมีชีวิตเหล่านี้น่าจะเป็นอสูรในตำนาน ซึ่งสามารถแปลงร่างเป็นคนได้

“อะไร!”

เย่ฟ่านตกใจอีกครั้ง เขาพบว่าอีกด้านหนึ่งของภูเขาไฟมีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ที่น่าสงสัยอีกสามตัว หนึ่งในนั้นมีขนาดใหญ่มากเขามีร่างกายเหมือนมนุษย์ที่น่าจะสูงมากกว่าสองวาและมีเขาขนาดใหญ่คู่หนึ่งบนศีรษะ

พร้อมกันนั้นเย่ฟ่านยังได้ค้นพบมนุษย์อีกสี่หรือห้าคนซึ่งน่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของหลิงซูตงเทียนซึ่งเย่ฟ่านเคยมองเห็นพวกเขามาก่อนในระยะไกล

จากลักษณะท่าทางการยืนของทุกคนแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นการแบ่งระดับตามความแข็งแกร่ง พวกผู้อาวุโสยี่สิบคนน่าจะมีระดับสูงสีกับอสูรหลายสิบตัวที่อยู่ในบริเวณนี้

ในขณะที่ผู้อาวุโสผมหงอกขาวห้าคนนั้นก็ดูเหมือนเตรียมพร้อมที่จะลงมือกับสัตว์อสูรที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์

ตอนนี้สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังวิหารโบราณซึ่งกำลังลอยไปลอยมาภายในหินหนืด

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นมาสองวันติดต่อกันแล้ว และตามการคาดหมายของพวกเขาความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน

คะแนน 4.1
กรุณารอสักครู่...