ตอนที่แล้ว10 - ดาวอังคาร
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไป13 - เมล็ดโพธิ์

Shrouding the Heavens อำพลางสวรรค์

บทที่ 11 - ซากปรักหักพังโบราณ


บทที่ 11 – ซากปรักหักพังโบราณ

“นี่คือ … “

แม้จะมีการเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ใบหน้าของหลายคนก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง

พวกเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างก่อนจะค้นพบว่าดาวดวงนี้มีดวงจันทร์อยู่สองดวง

“มันจะเป็นไปได้อย่างไร”

หลายคนอดไม่ได้ที่จะกรีดร้อง และความหวังสุดท้ายที่จะกลับบ้านก็พังทลายลง พวกเขาจะไม่ได้ห็นคนที่รักของพวกเขาอีกตลอดกาล

เพื่อนร่วมชั้นหญิงหลายคนร้องไห้ออกมาดังๆ ทุกคนเข้าใจดีว่าพวกเขาอยู่บนดาวอังคารไกลจากโลกหลายล้านกิโลเมตร

“ดาวอังคาร … มีดวงจันทร์สองดวงซึ่งเทียบเท่ากับดวงจันทร์ … บนโลก … ” เคดพึมพำกับตัวเองในภาษาจีนหลังจากนั้นก็หันไปพูดภาษาอังกฤษกับหลี่เสี่ยวม่าน

หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าตัวเองอยู่บนดาวอังคารพวกเขาก็มีความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่มีทางกลับบ้านแล้ว และภารกิจแรกในตอนนี้คือการหาทางเอาตัวรอด

พวกเขาเดินทางจากแท่นบูชาห้าสีไปหลายร้อยเมตรและอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดแสงสลัวมากขึ้น

ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี สายลมพัดมา ให้ความรู้สึกเย็นสบาย

ได้เดินทางไกลกว่า 100 เมตร เข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสงมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลานี้ มีคนอุทานออกมาและพบอาคารที่พังทลายอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นศาลาโบราณ

“นี่เป็นอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญา น่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ หากเราสามารถติดต่อเขาได้เราจะหนีออกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน”

“หากที่นี่คือดาวอังคารจริงๆทำไมเราถึงอาศัยอยู่ที่นี่ได้ อากาศ อุณหภูมิ แรงโน้มถ่วง ฯลฯ มันไม่ได้แตกต่างจากที่อยู่บนโลกมากนัก เช่นเดียวกับทะเลทรายบนโลก”

แม้ว่าจะเป็นความผิดหวังไม่รู้จบ แต่ผู้คนก็ไม่สิ้นหวัง พวกเขามีข้อสงสัยมากมาย

“มังกรพวกเราก็ยังมองเห็นแล้วต่อให้มีอะไรแปลกประหลาดมากกว่านี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

“บางที แท่นบูชาห้าสีนั่นอาจจะเปลี่ยนสภาพร่างกายของพวกเราให้สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้ หรือไม่ก็พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นพิเศษซึ่งมีแรงโน้มถ่วงรวมทั้งสภาพอากาศที่คล้ายกับโลกมนุษย์”

“ถ้าการคาดเดาของเราเป็นจริง พื้นที่พิเศษแห่งนี้คงไม่กว้างใหญ่มากนักเราคงถูกจำกัดให้อยู่ในบริเวณแคบๆเท่านั้น”

หลังจากกล่าวคำพูดนี้ออกมาทุกคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง

“ถ้าที่นี่เป็นเพียงผืนดินเล็กๆบนดาวอังคาร แล้วเราจะรอดชีวิตไปได้อย่างไร”

อารมณ์ของคนมีขึ้นมีลงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและความตายทำให้พวกเขายากที่จะสงบสติอารมณ์ได้

“อา … ” ทันใดนั้นเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ

“มีอะไรผิดปกติ?” ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนสีและรีบถาม

“กระโหลก กระโหลกมนุษย์!” เพื่อนนักเรียนหญิงคนนั้นกรีดร้องร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว

ไม่ไกลจากศาลาที่ถล่มลงมา กะโหลกสีขาวครึ่งหนึ่งถูกเปิดเผยออกมา เพื่อนนักเรียนหญิงคนนั้นเดินสะดุดกะโหลกศีรษะนี้ทำให้เธอหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

ผู้ชายทั้งหมดมารวมตัวกัน พวกเขาขุดกะโหลกศีรษะนั้นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นกะโหลกศีรษะของผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้ว มันเกือบจะผุกร่อนกระดูกไม่เรียบอีกต่อไป

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ มันมีรูกลมๆความหนาของนิ้วอยู่บริเวณหว่างคิ้วของกะโหลกศีรษะนี้ ราวกับว่ามีใครบางคนใช้นิ้วแทงเข้าไปในกะโหลกศีรษะของเขา

“ดูเหมือนว่าที่นี่จะเต็มไปด้วยอันตราย แม้ว่านี่จะเป็นกะโหลกที่ถูกทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อนแต่พวกเราก็ต้องระมัดระวัง”

สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและปัจจัยที่ไม่แน่นอนทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่น

“ข้างหน้านั่นอะไรน่ะ?”

ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีหมอกหนาแสงสว่างไม่มากนักแต่พวกเขาก็ยังมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น

เมื่อเข้าใกล้ทุกคนก็ตกตะลึง ที่นี่คือซากปรักหักพังขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายปี สิ่งที่พวกเขาเห็นด้านนอกนั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆของดินแดนนี้

นี่เป็นซากปรักหักพังขนาดใหญ่ ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดที่แห่งนี้เปลี่ยวเหงามาก เมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นพระราชวังขนาดใหญ่แต่ตอนนี้มันถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว

ซากปรักหักพังขนาดใหญ่นี้ครอบคลุมพื้นที่หลายกิโลเมตร รากฐานที่มั่นคงทำจากหินยักษ์ทั้งหมด สามารถจินตนาการได้ว่าวังนั้นงดงามและกว้างใหญ่มากแค่ไหน

และแหล่งกำเนิดแสงอยู่ในจุดสิ้นสุดของซากปรักหักพังนี้

“เรา … อยู่บนดาวอังคารจริงๆ แล้วพระราชวังอันงดงามนี้เคยตั้งอยู่ที่นี่จริงๆหรือ?”

“ต้องใช้กำลังคนเท่าไรและใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่มีความใหญ่โตขนาดนี้ได้?”

“อะไรทำให้ที่นี่กลายเป็นซากปรักหักพัง อาคารสูงตระหง่านทั้งหมดพังทลายลงมาจนหมดสิ้น”

ทุกคนเกือบลืมความกลัวของพวกเขาไป ซากปรักหักพังขนาดใหญ่ตรงหน้าพวกเขาทำให้ทุกคนประหลาดและตกใจอย่างถึงที่สุด

ถ้าสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตของดาวอังคารนั้นมันคงน่าเหลือเชื่อมากเกินไป

“แม้แต่ในโลกของเราแท้ๆก็ไม่เคยมีอาคารที่ใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ” เย่ฟ่านกล่าวออกมาเบาๆ

ผังป๋อถอนหายใจแล้วกล่าวว่า

“หรือว่าซากปรักหักพังใหญ่โตนี้เป็นที่อยู่อาศัยของซากศพที่นอนอยู่ในโลงทองแดงนั้น”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทุกคนก็ตกตะลึง เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง!

แหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านหน้า และค่อยๆไหลออกมาจากด้านหลังกำแพงที่พังทลายลง ทำให้มีรัศมีจางๆมัวๆและความศักดิ์สิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้

“มันคืออะไร?”

แหล่งกำเนิดแสงไหลเวียนอยู่ที่ส่วนท้ายของซากปรักหักพังโบราณ ซึ่งทำให้กำแพงที่พังทลายและรกร้างมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกลึกลับมาก

ทุกคนเหยียบกองซากปรักหักพังและเดินเข้าหามัน แสงสลัวนั้นเคลื่อนตัวผ่านพระราชวังที่ถล่มลงมา แล้วไปหยุดอยู่ที่ซากกำแพงซึ่งสูงประมาณ 5-6 เมตร

“มาดูกันว่าแหล่งกำเนิดแสงคืออะไร!”

กลุ่มคนเดินผ่านกำแพงที่พังทลายไปอย่างระมัดระวังและมาถึงจุดสิ้นสุดของซากปรักหักพัง

ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกหายใจติดขัดเล็กน้อยคล้ายกับว่าออกซิเจนบริเวณนี้ค่อนข้างเบาบาง แต่ทุกคนไม่ได้ถอยหลังกลับเพราะแสงสลัวนั้นอยู่ต่อหน้าพวกเขานี่เอง

ห่างออกไปห้าสิบเมตรข้างหน้ามีวัดโบราณตั้งอยู่อย่างเงียบๆ มีโคมไฟสีเขียวและพระพุทธรูปโบราณ แสงสลัวนั้นก็ออกมาจากพระพุทธรูปนั่นเอง

หน้าวัดโบราณ ต้นโพธิ์โบราณมีความแข็งแรงราวกับมังกรขนาดใหญ่ ลำต้นของมันแห้งเหี่ยวแต่ยังมีใบไม้สีเขียวห้าหรือหกใบ แต่ละใบนั้นใสราวกับคริสตัล และแสงสีเขียวก็ส่องประกายราวกับมรกตที่ล้ำค่า

คะแนน 4.1
กรุณารอสักครู่...