ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเล่มที่ 1 : บทที่ 2 – คำเชิญจากนาฬิกาพก (2)

เล่มที่ 1 : บทที่ 1 – คำเชิญจากนาฬิกาพก (1)


SLR : บทที่ 1  - คำเชิญจากนาฬิกาพก (1)

21 มีนาคม 2561

ยอนอูจัดความเรียบร้อยเสื้อผ้าขณะเดินอยู่ในสนามบินอินชอน ศีรษะของเขาเรียบเกรียน และมีธงชาติเกาหลีเด่นสง่าปักอยู่ที่แขนเสื้อเครื่องแบบทหารอันเรียบร้อย บ่งบอกชัดเจนถึงอาชีพของเขา มือถือของเขาดังขึ้นขณะกำลังจัดกระเป๋าอยู่

กรี๊ง

“จ่าชา รายงานจากเกาหลีครับ”

“รับทราบ ตามสบาย ไปถึงที่นั่นก็อย่าลืมกอดพ่อแม่ด้วยล่ะจ่า”

“ขอบคุณครับ” หลังจากกล่าวความเคารพ ยอนอูก็วางสายและเก็บมือถือ เขารู้สึกอบอุ่นและจิตใจสงบมากขึ้นเมื่อกลับมาถึงเกาหลีหลังจากที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจที่แอฟริกานานถึงสามปีกับจิตใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เขาหยิบบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมาคาบไว้ที่ปากและหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันคือจดหมายที่เขาได้รับระหว่างการปฏิบัติภารกิจ มีคำว่า “มรณบัตร” จ่าหน้าซองจดหมายเอาไว้ น้องชายของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อห้าปีก่อน และจดหมายดังกล่าวได้แจ้งให้เขาทราบถึงการเสียชีวิตของน้องชายเขา

* * * * *

งานศพจบลงแล้ว และอัฐิของเขาก็ถูกนำไปโปรยลงในทะเลหน้าเมืองแทจงแดซึ่งเป็นสถานที่ที่น้องชายของเขาชื่นชอบ ยอนอูไม่ได้ข่าวน้องชายเลยตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาพบเขาในรูปแบบนี้

“เขาถือไอ้นี่ไว้ตอนที่ฉันไปเจอเขา” คนที่พบศพน้องชายของเขายื่นกล่องเล็กใบหนึ่งออกมา ยอนอูค่อย ๆ เปิดมันออก ข้างในมีของอยู่สองสิ่ง รูปถ่ายลาง ๆ ใบหนึ่งกับ... ‘นาฬิกาพก?’

ในรูปถ่าย น้องชายของเขากำลังยืนอยู่หน้าบ้านโทรม ๆ หลังหนึ่งในชุดเกราะยุคกลาง ข้าง ๆ เขามีคนกลุ่มหนึ่งที่บุคลิกดูไม่ปกติสักเท่าไรยืนอยู่ด้วย ‘หมอนี่ไปถ่ายหนังงั้นเหรอ?’ เขาสงสัย ยอนอูเคยไปมาหลายที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยพบที่ไหนทึ่คล้ายกับสถานที่ในรูปถ่ายเลย

“อืม...”

“โอ้ ฉันเสียใจด้วยนะ” ยอนอูที่เหม่อลอยหลังจากจับดูรูปถ่ายของน้องชายก็กลับมาได้สติจากเสียงของชายคนหนึ่ง คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาภายในจิตใจของเขา แต่ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไรที่จะถามออกไป เช่นนั้นยอนอูจึงเพียงแค่ขอบคุณชายคนนั้นและกลับบ้าน

* * * * *

ยอนอูมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของน้องชายผ่านรูปถ่ายอยู่เงียบ ๆ คนเดียวในห้อง ถึงทั้งคู่จะเป็นฝาแฝดที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน แต่ความจริงแล้วกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

น้องชายของเขาเป็นนักเรียนดีเด่น แต่เขากลับทั้งอ่อนแอและเป็นพวกเก็บตัว เป็นหนอนหนังสือและชอบดูหนัง ในทางกลับกัน ยอนอู เป็นพวกเปิดเผย ร่างกายแข็งแรง เรียนจบทางด้านสาขาการกีฬาก่อนจะเข้ากรมรับใช้ชาติ

หลายคนต่างประหลาดใจในความต่างของทั้งคู่ แต่พี่น้องคู่นี้ก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน น้องชายมักจะเป็นคนคอยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้กับพี่ชายจอมขี้หลงขี้ลืมของเขาและคอยช่วยเหลือเรื่องเรียน ก่อนนอนพี่ชายของเขาก็มักจะมาเล่าเรื่องตลก ๆ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่เจอมา ทั้งคู่ต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน

จากนั้น หนึ่งวันก่อนวันสอบ CSAT* น้องชายของยอนอูหายตัวไป หลังจากวันนั้นหลายสิ่งก็เปลี่ยนไป ผู้เป็นแม่ที่ทุกข์ทนจากอาการป่วยเรื้อรังได้จากไป หลังจากที่การออกตามหาน้องชายตลอดระยะเวลาสองปีไม่เป็นผล ยอนอูก็ล้มเลิกการตามหาน้องชายและเข้ารับการเกณฑ์ทหารในฐานะนายทหารสัญญาบัตร และอาสาออกไปปฏิบัติภารกิจที่แอฟริกา

นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาเริ่มกล้าแสดงออกน้อยลงและกลายเป็นคนที่พูดถากถางมากขึ้น เขาขาดการติดต่อกับเกาหลีไปโดยสิ้นเชิง และคิดว่าคงไม่ได้กลับไปอีก แต่ห้าปีต่อมา จดหมายที่แจ้งการเสียชีวิตของน้องชายก็ถูกส่งมาถึงเขา ในตอนแรกเขาโกรธมากที่น้องชายหายไปไม่มีแม้แต่การติดต่อ ข่าวสารเดียวที่ได้รับคือการเสียชีวิตของน้องชาย สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดของเขาคือความเอาแต่ใจของน้องชาย แต่เมื่องานศพเริ่มขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกว่างเปล่า ราวกับวิญญาณของเขาแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องโปรยอัฐิน้องชายที่แทจงแด หัวใจของเขาก็แทบจะระเบิดออกมา

เขาอยากจะถามน้องชายว่าเกิดอะไรขึ้น ไปเจออะไรมา และทำไปทุกอย่างถึงจบลงเช่นนี้ แต่น้องชายของเขาไม่สามารถพูดอะไรได้ผ่านรูปถ่าย เช่นเดียวกับการที่เขาไม่รู้อะไรเลยมาตลอดระยะเวลาห้าปี

“เห้อ...” ยอนอูวางรูปถ่ายลงและหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดู สภาพของมันทรุดโทรมและเป็นขุยเหมือนของเก่าอายุกว่าร้อยปี นาฬิกาตายแล้ว มีเลขโรมันเพียงตัวเดียวคือเลขสิบสอง XII และเข็มยาวที่ยังเหลืออยู่ เขาเอานาฬิกาไปร้านซ่อม แต่ก็ได้คำตอบกลับมาแค่ว่ามันเก่าและสภาพแย่เกิดกว่าจะซ่อมได้

“ผมให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นของขวัญกับน้องชาย” ตอนที่ทั้งคู่อายุสิบเก้าปี เป็นปีที่พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นม.6 ทั้งคู่แลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกันเนื่องในวันเกิด น้องชายให้หนังสือเรียน ส่วนยอนอูให้นาฬิกาพกเรือนนี้เพื่อเป็นเครื่องรางให้เขาโชคดีกับการสอบ CSAT

ยอนอูถือนาฬิกาไว้ ขนาดพอดีมือ มันเป็นขนาดที่เหมาะสม “ฉันรู้แล้ว” เขาจำได้ว่าเขาเคยเดินไปทั่วร้านเพื่อตามหานาฬิกาที่ขนาดพอดีมือ ยอนอูพลิกนาฬิกา ข้างหลังมีชื่อหนึ่งสลักอยู่ที่มุมว่า จ.อ.ชอ เอ อา

“โว้ว! ผมอยากได้นาฬิกาอยู่พอดีเลย ขอบใจนะพี่ชาย เรือนนี้นี่เจ๋งกว่านาฬิกาดิจิตอลอีก”

“ฮ่า ๆ! ไงล่ะ? พี่ชายของนายรสนิยมใช้ได้ใช่ไหมล่ะ”

“ที่สลักอยู่ตรงนี้คืออะไร? จ.อ.คือชื่อจริงผม แต่ ‘ชอ เอ อา’ คืออะไร?”

“หืม? นามสกุลเรา ชา ไม่ใช่หรอ”

“ทำไม ชา ถึง สะกด ชอ เอ อา? พี่ดูสิ!”

“อะไรนะ? บ้าเอ้ย! เอามาให้ฉัน”

“ทำไมล่ะ?”

“ฉันจะเอากลับไปให้ร้านแก้ให้ใหม่”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ชาย เอาไว้แบบนี้แหละ ต่อจากนี้ไป เมื่อไรที่ผมจะเขียนชื่อตัวเอง ผมจะสะกดว่า ชอ เอ อา ก็แล้วกัน” น้องชายเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋ากางเกง ต่อมา เขาก็เขียนนามสกุลตัวเองว่า “ชอเออา” อย่างภาคภูมิใจลงในใบข้อมูลทำพาสปอร์ต ตอนนั้น ยอนอูรู้สึกทั้งขอโทษและดีใจพร้อม ๆ กัน แต่ตอนนี้ทำได้เพียงหัวเราะเบา ๆ ขณะนึกถึง ขณะที่เขาใช้มือลูบกรอบนาฬิกา ก็บังเอิญไปกดโดนปุ่มหนึ่งเข้า

แกร๊ก “หือ?”

‘ยังไม่พังเหรอ?’ เขาคิดในใจ ปุ่มหลุดเข้าไปข้างในตัวเรือน และจู่ ๆ ติ๊ก ต่อก เข็มยาวที่หยุดนิ่งเริ่มขยับอีกครั้ง

“ถึงพี่ชายของผมที่จะได้ฟังเสียงนี้สักครั้งในอนาคต” เขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาในความคิด ยอนอูลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ มันเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมาเป็นเวลาห้าปี เป็นเสียงที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินอีกแล้ว... เสียงน้องชายของเขา

ตุ้บ ตุ้บ! จังหวะหัวใจของเขาเริ่มเต้นอย่างบ้าคลั่ง

“ถ้าพี่ได้ยินเสียงนี้ ผมคงตายไปแล้ว” เขาไม่ได้มีอาการประสาทหลอน ยอนอูตรวจสอบดูว่ามีลำโพงอยู่ตรงส่วนไหนของนาฬิกาอยู่หรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย เสียงนั่นมันดังอยู่ในความคิดของเขาจริง ๆ ‘มันเป็นไปได้ยังไง?’ เขาคิด

“ผมขอโทษนะ ทุกคนต้องลำบากเพราะผมใช่ไหม? ผมแค่อยากหายาให้แม่ ผมคิดว่าจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้ แต่เวลามันผ่านไปไวเหลือเกิน”

“อะไรนะ?” ขณะนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง ฟรึ้บ! จู่ ๆ คลื่นความทรงจำของน้องชายเขาก็ผ่านดวงตาของเขาเหมือนกับภาพถ่ายพาโนราม่า

มันคือไดอารี่

* * * * *

9 ตุลาคม 2556

มีข้อความแปลก ๆ ถูกส่งเข้ามาที่มือถือของผม มันบอกว่ามันจะให้ทุกอย่างที่ผมต้องการ ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง มีปุ่มมากมายให้กด ให้ฉันเลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ปกติฉันมักจะดองข้อความ แต่ก็อดทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นแม่ในสภาพเนื้อตัวซีดเซียวมากขึ้นทุกวันในโรงพยาบาล ฉันเลยกดปุ่ม “เข้าร่วม” เพียงแค่เพื่อให้แม่ฉันหายดี

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉันรู้สึกว่างเปล่ามาก ทุกอย่างกลับกลายเป็นเรื่องตลก นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันเริ่มฝันแปลก ๆ ถึงการพิชิตสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนหอคอยที่สูงลิบเก้าสิบเก้าชั้น

12 ตุลาคม 2556

มันต้องไม่ใช่ความฝันแน่ ๆ! มันชัดเจนเกินไป มันคือความจริง

มันเป็นโลกอีกใบที่มีเอลฟ์และคนแคระ แล้วก็ปีศาจเช่นออร์ค ยักษ์น้ำแข็ง และมังกร โลกที่มีจักรวาลและมิติจำนวนมากพาดผ่าน ณ ที่แห่งนี้ หอคอยตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลาง รอคอยให้ผู้คนจำนวนมากจากทั่วทั้งโลกได้มาพิชิต ทันทีที่มีผู้พิชิตไปถึงยังชั้นที่เก้าสิบเก้าได้ เขา หรือ เธอผู้นั้นจะกลายเป็นพระเจ้า อย่างน้อยน่ะนะ มันเป็นเรื่องที่ฉันฟังคนอื่นเล่ามาอีกที

ผู้คนต่างมุ่งหน้าไปที่หอคอยนั่นและเรียกมันว่า โอเบลิสก์ หอคอยแห่งเทพดวงอาทิตย์ แต่นั่นไม่ได้มีความหมายต่อฉันเลยสักนิด สิ่งเดียวที่มีความหมายต่อฉันก็คือ มีที่หนึ่งในหอคอยนั่นมียาวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด ถ้าฉันได้มันมา แม่ก็จะหายจากโรคนั่นสักที

28 ตุลาคม 2556

ฉันเข้าร่วมทีมหนึ่งพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเริ่มพิชิตหอคอย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี เราต้องฆ่าปีศาจทุกตัว และต้องเผชิญอันตรายถึงชีวิต ที่นี่อาจดูเหมือนเกม แต่มันไม่ใช่ มันคือของจริง ถ้าตาย ทุกอย่างก็จบ แต่เพื่อนร่วมทีมรวมถึงฉัน เราเก่ง เราเป็นทีม เทียบกับชีวิตบนโลก ร่างกายที่อ่อนแอของฉันมักสร้างความกังวลให้กับครอบครัว แต่ในโลกนี้ ฉันสามารถเห็นแสงผ่านรูนได้

เราถูกขนานนามว่าเป็นทีมแรกที่สามารถพิชิตสิบชั้นแรกโดยใช้เวลาเพียงแค่สี่วัน ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็เริ่มคิดอย่างจริงจังแล้วว่า ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ทั้งโลกของความเป็นจริงและหอคอยพร้อม ๆ กันได้

9 พฤศจิกายน 2556

ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะพยายามอธิบายเรื่องนี้กับพี่ชาย แต่เมื่อไรก็ตามที่อยู่ต่อหน้าเขา ฉันก็กลายเป็นใบ้ทุกที จะให้พูดว่า “มีโลกอีกใบที่เรียกว่าหอคอย และฉันพยายามที่จะหายาจากที่นั่นงั้นเหรอ?”

ถึงเขาจะดูขี้โมโห แต่เขามีหัวใจที่อบอุ่น เขาจะตอบว่ายังไง? พนันเลยว่าเขาจะอาสามาทำเรื่องนี้แทนฉัน มันเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุด ฉันตัดสินใจจะออกจากบ้าน พวกเขาจะตามหาฉัน แต่ฉันจะหายไปครึ่งปี คิดว่าถึงตอนนั้นฉันคงได้ยาวิเศษนั่นมาครอบครองแล้ว

และเช่นนั้นเอง ฉันขาดการติดต่อกับโลกจริงไปโดยสิ้นเชิง

1 ธันวาคม 2556

เพื่อนร่วมทีมกับฉันมีชื่อทีมว่า “อาร์เธีย” อาร์เธียเก่งที่สุดในทุก ๆ ด้าน ในด้านความเป็นทีมและมีทักษะมากมาย เราเป็นอันดับหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้

เราผ่านแต่ละชั้นไปได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีใครในหอคอยนั่นที่ไม่รู้จักชื่อของเรา ฉันอาจจะได้รับยาวิเศษเร็วกว่าที่คิด

* * * * *

7 กันยายน 2557

ความเร็วการพิชิตของเราลดลงมาก ฉันคิดว่าคงใช้เวลาแค่ครึ่งปี แต่นี่กินเวลามานานถึงหนึ่งปีแล้ว

11 พฤศจิกรยน 2557

เราทะเลาะกับแคลนแรงค์สูงบางกลุ่มที่มองเราเป็นขยะ ครั้งนี้เรามีอุปสรรคที่ต้องข้ามผ่านไปเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

* * * * *

28 กุมภาพันธ์ 2558

การต่อรองไม่เป็นผล

เกิดสงคราม

* * * * *

2 กรกฎาคม 2558

แคลนพันธมิตรที่เราร่วมต่อสู้ด้วยได้ยุบแคลนไป อาร์เธีย ที่เริ่มต้นด้วยจำนวนสมาชิกเพียงแค่สิบสองคนจนตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในสิบแคลนที่ใหญ่ที่สุด สมาชิกทุกคนล้วนเป็นผู้พิชิตแรงค์สูง และฉัน ผู้นำอาร์เธีย ได้เลื่อนขึ้นมาลำดับที่เก้า พูดง่าย ๆ ก็คือ ฉันคือบุคคลที่เข้ามาติดหนึ่งในสิบอันดับได้โดยใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันจะหยุดเฉยและหลงระเริงไม่ได้ เพราะสงคราม เราจึงไม่มีเวลาตามหายาวิเศษ เราต้องคงความเร็วเอาไว้และพิชิตหอคอยให้ได้

* * * * *

4 มีนาคม 2559

ฉันตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง

* * * * *

19 กันยายน 2559

อีกหนึ่งสงครามเกิดขึ้น เกิดความเป็นปฏิปักษ์ใหม่ระหว่างอาร์เธีย ที่ต้องการพิชิตชั้นให้สูงขึ้น และแคลนแรงค์สูงแคลนอื่น ๆ ก็ต้องการรักษาอันดับของพวกเขาเช่นกัน ฉันเองก็พยายามอย่างดีที่สุดที่จะโน้มน้าวพวกเขาให้เข้าร่วมทีม แต่มันก็ไม่ง่ายเลย

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ มีพวกเราจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับทีม แต่แสดงความคิดเห็นไม่ได้เพราะพวกเขากังวล ถึงแม้ว่าฉันจะรู้เรื่องนี้ แต่ฉันก็ต้องผลักดันแคลนเพื่อพิชิตหอคอยต่อไปเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

แต่ตอนนี้ เวลาเดินไปไม่หวนกลับ ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นบ้า

* * * * *

2 มกราคม 2560

อาร์เธียมาถึงลำดับที่ห้า อย่างไรก็ตาม สงครามยังไม่จบ และทุกคนต่างอ่อนล้า

* * * * *

6 มิถุนายน 2560

เราพบคนทรยศในแคลน เราเลือกที่จะฆ่าเขาก่อนที่เขาจะลุกขึ้นต่อต้านเรา ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความแตกแยกภายในทีม ทุกคนเริ่มไม่เชื่อใจกัน สมาชิกเริ่มทยอยออกจากแคลนทีละคนสองคน

1 กรกฎาคม 2560

ฉันรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง

ฉันโดนวางยาพิษ

30 ตุลาคม 2560

เหลือสมาชิกแคลนอยู่เพียงครึ่งเดียวจากเดิม เราแพ้การต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน และตอนนี้เราก็ไม่กล้าที่จะพิชิตหอคอยชั้นที่สูงขึ้นอีกแล้ว ฉันเอาแต่ถามหายาวิเศษไปทั่ว แต่ก็ไม่พบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับมันเลย

และร่างกายของฉันก็กำลังแตกสลายไปทีละน้อย

1 พฤศจิกายน 2560

คนที่ฉันรัก ทิ้งฉันไปพร้อมกับกริชที่ปักเข้าที่หัวใจของฉัน

ฉันเกือบจะป้องกันไว้ไม่ทันด้วยความสามารถที่มี แต่ฉันทนพิษบาดแผลต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ร่างกายของฉันกำลังเน่าเปื่อย

30 ธนวาคม 2560

ฉันคิดถึงพี่

* * * * *

1 กุมภาพันธ์ 2561

แคลนอาร์เธียเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียว มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน? เพราะฉันไว้ใจมากเกินไปเหรอ? หรือเป็นเพราะฉันหมกมุ่นอยู่กับความต้องการของตัวเองมากเกินไปจนละเลยที่จะใส่ใจเพื่อนร่วมทีม?

หรือเพราะ... ฉันทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังกันนะ?

28 กุมภาพันธ์ 2560

วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ในที่สุดฉันก็ได้ยาวิเศษมาครอง ทีนี้ก็แค่หาวิธีส่งมันกลับบ้าน แต่กลับไม่มีทาง ฉันออกจากหอคอยไม่ได้แม้จะต้องการมากแค่ไหนก็ตาม มีผู้คนมากมายรอบตัวฉัน

บางทีพวกเขาคงคิดว่าฉันจะถอนพิษถ้าออกไปจากที่นี่ได้ ทุกคนมาเพื่อฆ่าฉัน ไม่มีใครอยู่ข้างฉันเลย ตอนนี้ฉันรู้แล้ว มีคนเดียวที่ฉันจะเชื่อใจเขาได้

แต่ก็ไม่อาจให้พวกเขาได้เห็นความอ่อนแอของฉัน

* * * * *

นี่คือส่วนสุดท้ายของไดอารี่เล่มนี้ เชื่อว่าถ้าฉันทิ้งไว้ พี่ชายของฉันจะเจอหนทางมาสู่สถานที่แห่งนี้ ถ้าใช่พี่จริง ๆ พี่ครับ ช่วยมาตามหายาวิเศษและเอาไปช่วยให้แม่ของเราปลอดภัยนะ

 

 -------------------------------------------

* CSAT คือ College Scholastic Ability Test การทดสอบความสามารถด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 วัน และจัดขึ้นปีละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของนักเรียนประเทศเกาหลีใต้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด