ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 1 หลังสงคราม (Postwar)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 3 คนที่ใช่ ที่อยู่ผิดที่ (Right man in the wrong place)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 2 เฟลิเซียบุตรสาวแห่งตระกูลสกาเล็ต ( Felicia, daughter of The House Scarlet )


เฟลิเซียบุตรสาวแห่งตระกูลสกาเล็ต

( Felicia, daughter of The House Scarlet )

ภายในห้องนอนอันหรูหราเกินกว่าที่สามัญชนจะหาได้ใช้งาน ร่างของหญิงสาวงามกำลังหลับใหลอยู่บนเตียงใหญ่สีแดงฉาน ขณะที่ร่างนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียง เสียงปลุกจากด้านนอกประตูห้องนอนของเธอก็ดังร้องเรียก

   ก๊อกๆๆ “คุณหนูเจ้าค่ะ ถึงเวลาตื่นนอนได้แล้วเจ้าค่ะ” เป็นเสียงผู้หญิงที่ดังจากหลังประตูนั้น

ร่างบางค่อยๆเบิกสายตาของเธออย่างงัวเงีย ไม่ทันจะได้ลุกขึ้น เสียงเปิดประตูพร้อมหญิงสาวในชุดแม่บ้านก็เดินเข้ามาในห้องอย่างฉับพลัน ไม่ช้าผ้าห่มที่ปกปิดร่างกายก็ถูกแม่บ้านดึงออกจากเตียง หญิงสาวบนเตียงถึงกับร้องโอดครวญและกล่าวโทษผู้รับใช้คนนี้ ตัวเธอค่อยๆลุกออกจากเตียง มีเส้นผมถูกปล่อยยาวถึงกลางหลัง สีผมบลอนด์ทองอ่อน ในตาสีอำพัน แม้ว่าจะพึ่งตื่นนอนแต่เป็นเพราะข้ารับใช้ของเธอกำลังจะเตรียมทำความสะอาดห้องนอน เธอจึงต้องตื่นนอนอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากที่เธอลุกออกจากเตียงเป็นที่เรียบร้อย ก็มีสาวใช้อีกสองคนเดินเข้ามาพร้อมชุดแต่งกาย สาวใช้ทั้งสองที่ส่วมชุดเมดนั้นมีร่างกายที่ต่างจากผู้เป็นนายอย่างมาก แม้ว่าร่างกายส่วนใหญ่จะเป็นมนุษย์แต่ก็มีส่วนต่างที่เห็นได้ชัด เช่นเขาที่ยืดออกมาจากส่วนหัว และหางที่ยาวเกล็ดหนา ลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน ดวงตาเหี้ยมเกรียมดุดันสมนักล่า อย่างไรก็ตามก็มีแค่เขาและหางเท่านั้นที่เป็นส่วนให้เห็นชัดเจนว่าพวกนางทั้งสองไม่ใช่มนุษย์เป็นแน่

พวกเธอทำหน้าที่เปลี่ยนชุดให้กับหญิงสาวผู้เป็นเจ้านาย ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้นการแต่งกาย สาวใช้ครึ่งมนุษย์ที่มีหางสีเขียวจึงได้หยิบถือกระจกบานใหญ่มาหาเธอ ร่างในกระจกนั้นคือหญิงสาวอายุราวๆ 18-19 ส่วมใส่ชุดเดรสยาวสีขาว ไหล่ลู่ลง เอวคอดรัดด้วยคอร์เซต ตัวเดรสตกแต่งด้วยลายดอกไม้อย่างประณีต ช่วนให้ดูสูงศักดิ์ เธอคือ

เฟลิเซีย สกาเล็ต ธิดาเพียงคนเดียวของตระกูลสกาเล็ต

หลังจากที่เฟลิเซียแต่งกายเสร็จ เธอเอ่ยถามสาวใช้ข้างๆเธอ “ตัน วันนี้ข้ามีธุระที่ใดบ้าง” เมื่อนายถามเจ้าตัวจึงตอบกลับด้วยความรวดเร็ว

“วันนี้คุณหนูมีนัดกับท่านหญิง แอร์นา เจ้าค่ะ” ตัน คือชื่อของสาวใช้ครึ่งมนุษย์ที่มีหางสีแดงโกเมน หน้าตาดูดุดันคล้ายนักรบมากกว่าสาวใช้ทั่วไป ก่อนที่สาวใช้อีกคนที่จะพูดต่อ

“วันนี้นายท่านต้องไปราชการที่รัฐวัลเทอร์ นายท่านพึ่งออกจากคฤหาสน์ไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนไปท่านสั่งให้คุณหนูไปเยียมพันโทโดยไม่ต้องรอนายท่านได้เลยเจ้าค่ะ” สาวใช้ครึ่งมนุษย์ผู้มีหางสีเขียวมรกตเหมือนหยกตอบกลับคุณหนูของเธอก่อนจะเดินไปเก็บกระจกบานใหญ่เข้าที่เดิม

“เฮ้อ มิใช่ว่าวันนี้เหล่าทหารกลับจากการศึกหรอกหรอ ลู่เสียน?” เฟลิเซียถอนหายใจก่อนจะถาม ลู่เสียน สาวใช้หางสีมรกตสลักษณะดูเย็นชายากที่จะเข้าถึง

“เจ้าค่ะคุณหนู.. ยามบ่ายพวกเขาก็คงเดินทางถึงป้อมคอร์ดแล้ว, แถมข้าได้ยินชาวบ้านเขาลือกันว่าทหารอาสาได้รับคำชมจากชาวลีโอเนีเพราะเป็นตัวล่--” ลู่เสียนชะงักเพราะมือที่จิกแขนจากตันเพื่อนร่วมงานของเธอและสีหน้ากล่าวโทษ เมื่อเธอนึกคิดได้ก็รีบนำมือทั้งสองข้างมาบัดบังบริเวณปากอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่คิดว่าพวกลีโอเนียจะนำชาวอาณานิคมไปเป็นตัวล่อหรอกนะ อย่างไรก็ตาม ตัน ลู่เสียน” เฟลิเซียคานเรียกสาวใช้ทั้งสองขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้อง “เตรียมรถม้าไว้รอให้ข้าหลังจากอาหารเช้า”

“จะให้เตรียมคนคุ้มไปด้วยหรือไมเจ้าค่ะ?” ตันก้มหน้ารับคำสั่งคุณหนูของเธอก่อนจะถามเรื่ององครักษ์ ยามปกติคุณหนูจะต้องมีคนคุ้มครองติดตัวประมาณสองถึงสามคน ซึ่งเป็นกฎที่นายท่านผู้เป็นหัวหน้าตระกูลอย่างพ่อของเฟลิเซียต้องการปกป้องตัวเธอจากภัยอันตรายต่างๆจนกว่าเฟลิเซียจะหาผู้สืบทอดได้ เมื่อเฟลิเซียได้ยินเช่นนั้นเธอก็เพียงกวักมือส่งๆเป็นการยอมรับ

เฟลิเซียหลับตาถอนหายใจด้วยอาการกลุ้มใจกับพวกสาวใช้ครึ่งมนุษย์ของเธอทั้งสอง ก่อนที่เฟลิเซียจะจมอยู่ในความคิดของเธออีกครั้ง ‘ ก็จริงอยู่ว่าความลือเรื่องทหารอาสานำชัยในศึกคราวนี้มันก็เลื่องลือ หรือข้าควรจะไปถามชายคนนั้นดี? หากเป็นเขาอาจจะรู้เรื่องราวก็เป็นได้.. ’  เมื่อคิดได้เช่นนั้นเฟลิเซียก็เดินลงไปข้างล่างคฤหาสน์เพื่อรับประทานอาหารเช้าก่อนจะเดินทางไปอีกยังสถานที่

……

.

.

.

.

.

.

เวลาก่อนเที่ยงวัน ณ อาคารว่าการ เมืองบอสตัน อาณานิคมอาริกาเซีย

ผู้คนต่างก็ทำกิจวัตรประจําวันกันอย่างปกติสุข เสียงพูดคุยดังอย่างเสียงนํ้าไหล ชาวบ้านต่างพากันออกมาทำงานไม่ว่าจะเป็นบริการขนส่ง ค้าขาย และอีกมากมาย ประชากรส่วนมากจะเป็นมนุษย์ที่เกิดในอาณานิคมและผู้ที่โยกย้ายเข้ามา แต่ก็มีประชากรจากเผ่าพันธุ์เชื้อชาติอื่นอีกมากมาย ถือว่าเป็นเมืองที่เปิดรับทุกเผ่าพันธุ์ชาติตระกูลอย่างแท้จริง

รถม้าส่วนตัวถูกสารถีบังคับให้มาจอดหน้าอาคารสีขาวใหญ่ เหล่าผู้คุ้มกันต่างกระโดดลงจากอาชาของจน ก่อนจะเปิดประตูรถม้าเผยให้เห็นหญิงสาวที่สูงส่งเป็นเลิศ เธอคือเฟลิเซีย ที่เดินทางมาอาคารว่าการแห่งนี้ ไม่ช้าเธอก็มุ่งตรงสู้ตัวอาคารทันทีไม่รีรอว่าผู้คุ้มกันของเธอจะตามทันหรือไม เมื่อเฟลิเซียเข้าไปในตัวอาคารว่าการ เฟลิเซียก็เร่งรีบตรงไปยังห้องทำงานของแขกต่างทวีป หาเป็นผู้อื่นอาจจะเข้าไปห้ามเธอ แต่ทุกคนในอาคารว่าการแห่งนี้ล้วนรู้จักคุณหนูคนนี้กันหมด และอาคารว่าการแห่งนี้ก็เป็นที่ทำงานของบิดาเธออีกด้วย หากใครจะไม่รู้จักเธอก็คงถูกไล่ออกไปนานเสียแล้ว

เฟลิเซียไม่รอช้าเปิดประตูไม้เข้าไปข้างในห้องทำงานที่ว่านั้นทันที

ตึง! “…เฮ้อ เธอควรมีมารยาทและเคาะประตูก่อนที่จะเข้าห้องคนอื่นนะ เฟลิเซีย…” เสียงเหนื่อยใจของชายผู้มีผมสีเหมือนกับเฟลิเซียกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา โดยจ้องมองคุณหนูที่ไร้มารยาทด้วยสีหน้าเอือมระอา

“ถ้าหากเป็นท่านก็คงทำแบบเช่นเดียวกับข้า” เฟลิเซียตอบกลับชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะของชายผู้นั้น

“ท่านพ่อข้าติดธุระ ท่านคงดีใจแย่สิถ่า” เธอชะงักเล็กน้อย “ แต่เอาเถอะต่อให้ท่านพ่อข้าไม่มา ท่านก็คงคิดถึงข้าหรอกสินะ พันเอกกาย” เฟลิเซียยิ้มอ่อน

“แน่นอนอยู่แล้ว ก็เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของผมยังไงล่ะ” สิ้นเสียง ใบหน้าของเฟลิเซียก็เริ่มแดงเป็นมะเขือเทศด้วยความเขินอาย จนต้องนำพัดบรรดาศักดิ์มาปกปิดรอยยิ้มของเธอ เธอไม่คิดว่าเจ้าตัวจะเล่นตามนํ้าไปจริงๆจังๆ

ใช่เฟลิเซียหลงรักชายผู้ชื่อ กาย ดิ ดับลินท์ ผู้นี้ เธอรู้จักชายคนนี้มานานพอสมควร พันเอกกายเคยเดินทางมาทวีปที่ห่างไกลนี้หลายครั้งหลายคราว ซึ่งเธอและเขาก็รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ ในตอนแรกเธอก็คิดเพียงแค่เพื่อนสมัยเด็ก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร จิตใจของเธอก็ยิ่งเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นคนรักแทน มันคงทรมานมากหากต้องแยกกันเป็นแรมเดือน แน่นอนว่ากายก็มีใจให้เฟลิเซียเหมือนกัน เขาจึงไม่ได้แสดงความเกลียดชังหรือไม่พอใจแต่อย่างใดกับการเป็นคู่หมั้นให้กับเฟลิเซีย ครอบครัวเขาต่างสมยอมกับการจับแต่งงานที่คลายคลุมถุงชน ตบแต่งเสมือนการแต่งงานเป็นเรื่องการทูต หากเป็นผู้อื่นคงแค้นไม่น้อย

อย่างไรก็ตามความจริงการหมั้นหมายนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอิทธิพลของสองทวีป ตระกูลดับลินท์จากลีโอเนีย ตระกูลสกาเล็ตจากอาริกาเซีย จึงไม่แปลกหากจะเรียกการแต่งงานทางการทูต

“อ่ะ! ข้าลืมสำคัญไปได้ยังไงนะ กาย ข้ามีคำถามกับความลือที่ข้าได้ยินมาได้สักพักแล้ว” เฟลิเซียที่หายจากอากาศเขิลอายก็ได้ถามพันเอกกาย แน่นอนว่าเขาก็พยักหน้าเป็นเชิงตกลง

“ข้าได้ยินมาว่า กองกำลังชาวบ้านทำหน้าที่ได้ดีเยียมเสียจนถูกชาวลีโอกล่าวชมเป็นเรื่องจริงหรือเท็จหรอค่ะ”

“หืม.. เรื่องนั้นก็มีรายงานหลังศึกเข้ามาอยู่จริง ขนาดฉันยังแปลกใจกับกองกำลังอาสาที่สามารถต่อสู้โดยไม่แตกแถวได้ ขนาดเมืองกิวเบกที่มีทหารประจำการยังแตกได้เลย ..อะไม่สิ ไม่ควรจะเอาเมืองที่ขาดวินัยมาเป็นตัวเปรียบเทียบ ขนาดเป็นทหารประจำการแต่กลับไม่สามารถรับมือกับการก่อวินาศกรรมได้ แค่คิดก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”

ขณะที่กายกำลังพูดร่ายยาวก็ถูกสายตาของหญิงสาวตรงหน้าจ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์ จนเขาต้องกล่าวสรุปสั้นๆได้ใจความให้คนรักได้เข้าใจ

“แฮ่มๆ สรุปก็เป็นตามที่ข่าวลือที่เธอได้ยินมานั่นแหละ กองกำลังอาสาทำหน้าได้ดีพอๆกับกองกำลังลีโอเนีย ไม่ว่าจะเข้าโจมจู่กองทัพพันธมิตรชนพื้นเมืองโดยไม่ถอย เห็นมีรายงานความประทับใจเกี่ยวกับผู้นำกองกำลังอาสา ร้อยตรี ดักลาส แมรี่แลนด์ อีกด้วย”

“ร้อยตรี? ดักลาส..” เฟลิเซียงุนงง เธอเป็นลูกสาวของผู้นำอาณานิคมแห่งนี้ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อของชายผู้นี้กัน? แม้จะมีคำถามในใจเป็นร้อยแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามต่อ เฟลิเซียคิดถึงชายชาวอาณานิคมที่มีความสามารถเช่นนี้กลับไม่มีอยู่ในรายชื่อของเธอได้ยังไงกัน เธอได้แต่จมอยู่ในความคิดของเธอ พัดมือถูกนำมาปกปิดปากอีกครั้ง

โดยที่ผู้เป็นคนรักของเธอกำลังเหงื่อไหลพรากเพราะเผลอกล่าวชื่อของ ลาส ที่เขาใช้อำนาจ ‘ อุปถัมภ์ ' หากนางรู้มีหวังเขาถูกโกรธจนไม่ยอมฟังเป็นแน่ เมื่อไรที่เห็นเฟลิเซียเผลอใจลอยเมื่อนั้น หมายความว่าเธอกำลังอยู่ในความคิดจนไม่สามารถรับรู้รอบข้างได้ขณะนั้น เขารู้ดีเพราะตั้งแต่เด็กเฟลิเซียมักเป็นคนที่คิดแล้วมักเหม่อลอยตลอดเวลา

“วันนี้ไม่มีนัดธุระอะไรงั้นหรอเฟลิเซีย” เมื่อเห็นว่าเฟลิเซียเริ่มจมอยู่ในความคิด กายก็ไถ่ถามเรื่องสำคัญของเฟลิเซียทันที

“เอ๋.. เอ่อมีค่ะ ข้าเพียงมาพบท่านเฉยๆ ถ้าเช่นั้นคงขอตัวไปทำธุระเสียก่อน”  เฟลิเซียลุกขึ้นก่อนจะถอนสายบัวและหันหลังเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ชายในห้องได้ถอนหายใจกับการมาเยี่ยมเยือนของผู้เป็นที่รัก

เมื่อออกจากห้องทำงานของพันเอกกาย เฟลิเซียก็เรียกอารักขาที่ยืนรอหน้าห้องให้ตามเธอ ก่อนที่เธอจะเดินตรงไปยังทางออก แสงแดดที่ส่องลงมากระทบใบหน้างามของเธอ เสียงผู้คนที่เร่งรีบเหมือนมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้นสร้างความสงสัยให้เธออย่างมาก ไม่นานเสียงเครื่องดนตรีก็ดัง ตามด้วยแรงสะเทือนของพื้นดิน

กองกำลังผสมลีโอเนียกลับมาแล้ว นี่เป็นคำเดียวที่โผล่ขึ้นมาในหัวของเฟลิเซีย กองกำลังผสมลีโอเนียจะเดินผ่านตัวเมืองบอสตัวก่อนจะเดินทางกลับเข้าป้อมคอร์ด หากจะพูดแล้วก็คลับคล้ายคลับคลากับการเดินสวนสนามเสียมากกว่า

เฟลิเซียที่ไม่อยากจะคิดอะไรต่อจึงได้เดินมุ่งตรงไปที่รถม้าส่วนตัวของเธอ ขณะที่กำลังเดินไปที่รถม้าตรงหน้าเธอ หางตาของเธอก็ได้หันไปหา ร่างของชายหนุ่มผู้มีผมสีขี้เถ้าอ่อนที่เดินผ่านตัวเธอไป หากเป็นคนทั่วไปเฟลิเซียก็คงไม่หันมอง แต่ชายคนนั้นส่วมเครื่องแบบสีฟ้า หมวกสามมุม และประดับอินทรธนูไหล่ข้างซ้าย แต่ด้วยความรีบเนื่องจากมันเที่ยงวันแล้วและเธอก็มีนัดกับท่านหญิงแอร์นาอีกด้วย เฟลิเซียเลยต้องลืมเรื่องทักชายที่น่าสนใจคนนั้น ก่อนจะขึ้นรถม้าและสั่งสารถีทันทีที่นั่งลง “บ้านตระกูลหลี่” สิ้นเสียงรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากที่จอด

……

.

.

.

.

.

.

   ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังสองรอบ ไร้ซึ่งเสียงตอบรับเป็นเวลาหลายนาที จนกระทั่งประตูถูกพักจากข้างในดัง แอ๊ด พร้อมผู้หญิงคนหนึ่งที่ตอบรับเสียงเคาะประตูนั้น

“คุณหนูเฟลิเซีย!? ขะ.. ขออภัยเจ้าค่ะ เชิญเข้ามาข้างในได้เลยเจ้าค่ะ” เป็นแม่บ้านหญิงที่เปิดประตูพบกับเฟลิเซียที่ยืนเคาะประตูเรียก เธอแทบจะหัวใจวายที่พบกับใบหน้างามที่หลายคนคุ้นเคย

“ท่านหญิงแอร์นาอยู่ไหนหรือ” เฟลิเซียเอ่ยถามขณะที่เดินเข้ามาในบ้าน

“ท่านหญิงกำลังนั่งพักอยู่ข้างในเจ้าค่ะ เชิญคุณหนูเฟลิเซียนั่งที่ห้องรับแขกได้เลยเจ้าค่ะ” แม่บ้านที่เชิญให้เฟลิเซียนั่งที่ห้องรับแขกก่อนจะแยกไปเตรียมนํ้าและของว่างให้ผู้เป็นนายและคุณหนูคนนี้

เฟลิเซียก็ไม่ได้กล่าวโทษอะไรกับแม่บ้านที่ต้องทำให้เธอรอหน้าประตูนานเกินไป เฟลิเซียจีงเดินไปห้องรับแขกของบ้านของท่านหญิง แอร์นาก่อนจะพบว่า เธอคนนั้นกับหลังนั่งดื่มชารอเธออยู่บนโซฟาสีเขียว อายุราวๆ 30 ผมสีน้ำตาลอ่อน ในตาสีฟ้าที่จ้องเฟลิเซียด้วยความเอ็นดู ก่อนที่แอร์นาจะกล่าวต่อเฟลิเซีย

“เชิญนั่งเลย คุณหนูเฟลิเซีย”

เฟลิเซียที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะเดินไปนั่งโซฟาตรงข้างกับท่านหญิงแอร์นา และรอจนแม่บ้านของตระกูลนำชาและของว่างมาไว้บนโต๊ะเล็ก ก่อนจะที่แม่บ้านจะถอยออกจากห้องรับแขกเพื่อเป็นการไม่รบกวนธุระของเจ้านายเธอ เมื่อไม่มีคนรับใช้มารบกวนเฟลิเซียก็หยิบยกถ้วยชามาดื่มก่อนจะวางลงและกล่าวพูดคุยกับเจ้าบ้าน

“ท่านหญิงเรื่องทัณฑนิคม…”

“ไม่ต้องห่วงคนของข้าจัดการเรื่องนั้นแล้ว แผนของคุณหนูจะสำเร็จแน่นอน” แอร์นาตอบเฟลิเซีย

เมื่อได้ยินสิ่งที่แอร์นาพูดเฟลิเซียก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกโล่งใจ ทั้งสองดูเหมือนว่าจะเข้าใจอะไรคล้ายกันอยู่มาก “เรือนจำอาณานิคมมีสิ่งที่พวกเราต้องการอย่างมาก หากเรือนจำขนาดใหญ่นั้นตกมาเป็นของพวกเรา ไม่เพียงแค่ความรู้ที่เราจะได้ แต่รวมไปถึงประชากร คุณหนูคิดไว้แล้วสินะคะ เหมือนกับคำขวัญของคุณหนู”

 กุญแจสำคัญไม่ใช่ความตั้งใจที่จะชนะ การเตรียมตัวเพื่อชัยชนะเป็นสิ่งสำคัญ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด