ตอนที่แล้วตอนที่ 10 : ผู้ถูกเลือก
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ในที่สุดก็มาถึงส่วนของบทสรุปที่ทุกคนรอคอย เอ่อ… สงสัยคงมีแค่ผมคนเดียวล่ะมั้งที่รอ

 

อันที่จริงมันก็ค่อนข้างน่าอายสักหน่อยที่เขียนอีกแค่สองสามตอนก็จะเป็นวันที่ 31 ธันวาคมแล้ว งั้นเพื่อให้สะดวกยิ่งขึ้นก็กดเพิ่มเรื่องนี้เข้าชั้นหนังสือละกันนะ

 

แต่แน่นอนว่าแบบนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันแหละ เพราะเล่มแรกจะวางแผงขายในวันที่ 1 มกราคม องก์แรกก็จบไปตั้งแต่ 31 ธันวาคมแล้ว ไม่งั้นผมจะกล้าขอหยุดพักเหรอ?

 

ดังนั้นแล้วทุกเรื่องทุกราวล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

 

กลับมาพูดถึงเรื่องราวในองก์ที่หนึ่งกันต่อ ด้วยความที่ในตัวมันเองมีปริศนาที่หนักอึ้งมาก และฉางเย่ [*ฉางเย่ แปลว่า รัตติกาล – ย่อมาจากชื่อเรื่องเต็ม ฉางเย่อวี๋หั่ว*] ก็จะยังคงดำเนินต่อไปในโทนนี้ ไม่เพียงแต่จะเกิดซ้ำๆ ไม่เพียงแต่จะไม่มีการคลายปม แถมยังไม่มีการปรับระดับและการเว้นระยะพักอีกด้วย 

 

นิยายของผมสองสามเรื่องก่อนหน้านี้ นอกจากเสี่ยวเมิ่ง[1]แล้ว ตัวละครอื่นๆ ก็มีลักษณะนิสัยกับบุคลิกที่คล้ายๆ กัน มีเพียงแค่บางด้านและรายละเอียดบางอย่างเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน

 

ดังนั้นผมก็เลยอยากจะลองท้าทาย ฝ่าขีดจำกัดของตัวเองด้วยการสร้างตัวเอกที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

จากสองประเด็นที่ผมบอกไว้ข้างต้น ก็เลยวางแผนจะเขียนตัวเอกที่ป่วยทางจิตเวช ด้านหนึ่งก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของผม อีกด้านหนึ่งก็คือแบ็คกราวด์ของตัวละครที่มืดหม่นก็ยิ่งทำให้เกิดความสุขตอนท้ายที่มากขึ้น เป็นกระแสความเศร้าโศกที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำ

 

ผมไม่ได้เป็นผู้ป่วยทางจิตนะ ฮ่าๆ ผมก็เลยไม่สามารถจำลองวิธีคิดของผู้ป่วยจิตเวชจริงๆ ได้ นี่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของผมก่อนที่จะลงมือเขียนจริงจัง หลังจากที่คิดไปคิดมาผมก็หาวิธีได้ นั่นก็คือตัดกิจกรรมทางความคิดทิ้งไปเกือบหมด แล้วใช้การกระทำกับคำพูดมาสร้างเป็นตัวละครแทน

 

พอใช้วิธีนี้แล้วก็ทำให้ผมประหลาดใจมากที่พบว่านี่มันต่างจากการสร้างตัวละครก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เป็นคนกำหนดบุคลิกของเขาไว้ล่วงหน้าอีกแล้ว ว่าจะให้เขาเป็นแบบไหน เขาชอบอะไร เขามีจุดบกพร่องอะไร เขามีบุคลิกเพี้ยนๆ[2] ตรงไหน เพียงแต่ให้ภูมิหลังเขา ให้ประสบการณ์ที่เขาเคยเผชิญมา หลังจากนั้นเมื่อเขาพบกับเรื่องราวที่แตกต่างกัน ด้วยภูมิหลัง ประสบการณ์ และสถานะของตัวละคร นั่นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เขามีการตอบสนองที่ต่างกันออกไป

 

พอเขียนด้วยวิธีแบบนี้ ผมก็ตระหนักว่าที่จริงแล้วซางเจี้ยนเย่าก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง

 

นี่อาจจะทำให้เพื่อนๆ ที่อ่านนิยายรู้สึกว่าไม่เห็นจะมีอะไรสลักสำคัญเสียหน่อย เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีไหน สุดท้ายตัวละครก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่าแย่กว่า แต่สำหรับนักเขียนแล้วนี่เป็นความสดใหม่ชนิดหนึ่งที่งดงามเป็นพิเศษ

 

นี่ผมไม่ได้ชมตัวเองว่าเขียนได้ดีหรอกนะ ไม่เลยจริงๆ การลองใช้เทคนิคนี้เป็นครั้งแรกย่อมต้องมีปัญหามากมายสารพัดอยู่แล้ว แต่จะค่อยๆ พัฒนาต่อไป ทดลองต่อไป ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดื่มด่ำมากขึ้นเท่านั้น

 

การเขียนวิธีนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดบกพร่องและข้อเสีย อย่างน้อยตอนนี้ผมก็พบแล้วหลายประการ

 

ประการแรกคือไม่มีกิจกรรมแสดงถึงความคิด ทำให้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดสำหรับสร้างความรู้สึกต่อเนื่องขาดหายไป นี่เป็นปัญหากับนิยายออนไลน์มากเพราะไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ พล็อตเรื่องหลายจุดไม่สามารถเสริมขยายออกไปได้

 

ประการที่สองคือการสร้างตัวละครในช่วงปูพื้นเริ่มต้นจะยาวมาก ผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงเมืองคูน้ำ ตอนที่ซางเจี้ยนเย่าให้เนื้อวัวกับเด็กหญิงตัวน้อยไปนิดหน่อย ผมถึงจะเริ่มรู้สึกว่าเท้าของตัวละครนี้ยืนอยู่บนพื้นจริงๆ [*หมายถึงรู้สึกว่าเป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ*]

 

ประการที่สามก็คือไม่มีวิธีใช้กิจกรรมทางความคิดมาแปะป้ายตัวละครใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเพื่อสร้างความประทับใจและสร้างภาพลักษณ์

 

เมื่อรวมกับที่ผมหาเรื่องใส่ตัว ด้วยการใช้ประยุกต์ใช้รูปแบบที่คล้ายกับบันทึกการเดินทางและบทภาพยนตร์เป็นครั้งแรก เลยยิ่งทำให้ยากที่จะยืดขยายเรื่องราวทั้งหมดออกไปได้มากนัก และไม่อาจทำให้ตัวประกอบบางตัวมีบทบาทได้อย่างรวดเร็ว มันจึงลุ่มๆ ดอนๆ อย่างเห็นได้ชัด การดำเนินเรื่องก็ค่อนข้างเนือย

 

แต่วิธีการเขียนแบบนี้ก็มีข้อดีในตัวเองด้วยเช่นกัน

 

เมื่อขาดกิจกรรมแสดงถึงความคิด การสร้างตัวละครจึงขึ้นอยู่กับการมีปฏิสัมพันธ์ และเมื่อปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ตัวละครที่ปรากฏตัวบ่อยๆ ก็เลยจะมีความเด่นชัดและพัฒนาการขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ

 

และในองก์แรกนั้น หลักๆ ก็คือสมาชิกทีมสำรวจเก่านั่นเอง

 

ซึ่งตรงนี้ผมก็พอจะโม้ได้บ้างสักหน่อยล่ะ แต่ว่าพล็อตในตอนนี้ยังค่อนข้างน้อย ความเพี้ยนของตัวละครที่แสดงออกมาก็เลยยังนำออกมาไม่ได้มากนัก หวังว่าตอนหลังๆ จะทำได้ดีกว่านี้

 

พูดเรื่องตัวละครจบแล้ว ต่อไปก็จะพูดถึงโครงสร้างโดยรวมขององก์แรก

 

เป็นเพราะว่าผมอยากจะนำเสนอสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่ออกมาก่อน โดยใช้ภาพสะท้อนจากโลกเก่า ความมืดสลัวของโลกใหม่ และความหลอกลวงของพวกเขามาผสมรวมเข้าด้วยกัน ทำการจัดวางบรรยากาศและโทนเรื่องออกมาให้ดูยิ่งใหญ่ก่อน ดังนั้นจึงใช้สไตล์การเขียนที่คล้ายกับบันทึกการเดินทางและบทภาพยนตร์ ไม่ได้เน้นที่เนื้อหาของการแพร่ระบาด แต่ให้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่แทน

 

นอกจากนี้ความรู้สึกของการเลื่อนระดับ[3]ยังถูกลดทอนไป เลยยิ่งทำให้การยืดขยายพล็อตทั้งหมดขององก์แรกนั้นเบาบางมาก เพราะขาดอาวุธทรงพลังทั้งสองอย่างไปนั่นเอง

 

ใช่แล้ว ชื่อขององก์แรกก็คือ “โหมโรง – Prelude”[4] ในคำโปรยบอกว่า

 

*ในชั่วแวบแห่งความตาย โน้ตตัวแรกของเพลงที่ไม่รู้จักชื่อจะดังขึ้นมา ชีวิตมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าชุดของบทเพลงแค่นั้นเอง*

 

*ในยามที่สหายมากมายได้เห็นสิ่งนี้ คงจะคิดว่าเป็นบทเพลงของคนตาย แต่นั่นไม่จริง ข้าพเจ้าเขียน “อารยธรรม” ของชีวิตมนุษย์ต่างหาก*

 

ในสองบทสุดท้าย บทเพลงหนึ่งคือหนึ่งในบทโหมโรงของความต่อเนื่องของช่วงเวลาก่อนเสียชีวิต คือความระลึกและอาลัยต่ออารยธรรมที่ล่วงเลยไป อีกบทเพลงหนึ่งก็คือบทโหมโรงสู่โลกใหม่ คือการคาดหวังต่อมันอย่างจริงใจ

 

อารยธรรมก็คือท่ามกลางรัตติกาล [*ฉางเย่ 长夜*] นั้นยังคงมีเปลวเพลิง [*อวี๋หั่ว 余火*] อย่างมากมาย

 

อาจจะมีสักวันที่เปลวไฟที่หลงเหลืออยู่นี้จะลามแผ่ขยายออกไปส่องสว่างโลกหล้า นี่ก็คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับความหมายของ “โหมโรง” ของลิสท์[3] มากที่สุดแล้ว มนุษย์และอารยธรรมนั้นสุดท้ายก็ต้องสิ้นสุดตายจากไป แต่พวกเราสามารถทำให้บทโหมโรงนี้อยู่ต่อไปได้ตราบนานเท่านาน ยิ่งใหญ่ตราบนานเท่านาน กระจ่างสดใสตราบนานเท่านาน

 

หากว่าสามารถทำให้พวกคุณอ่านจนจบองก์แรกได้ ตอนที่ได้ยินเสียงเพลงคำว่า “หวนย้อนอดีต”[5] แล้วทำให้คิดถึงโลกเก่าด้วยความหดหู่ หัวสมองมีคำว่าอารยธรรมแวบขึ้นมา นั่นแสดงว่าสิ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากจะบอกก็สื่อออกไปถึงแล้ว ก็เพียงพอแล้วล่ะ

 

พูดมาถึงตรงนี้ ต่อไปก็มาพูดถึงปัญหาที่พบในองก์แรกกัน

 

อย่างแรก ช่วงครึ่งหลังนั้นอ่านแล้วเหนื่อยเกินไป ไม่ใช่เป็นเพราะลักษณะการเขียนแต่เป็นที่จังหวะ อาจเป็นเพราะผมเคยชินกับการเล่นเกม ก็เลยชอบไปทำเควสต์ย่อยก่อนแล้วค่อยมาทำเควสต์หลัก ดังนั้นในตอนที่เซ็ตติ้งเริ่มแรกสุดก็เลยไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร แต่หลังจากที่เริ่มเขียนแล้วถึงจะตระหนักได้ การรับภารกิจให้ไปส่งมอบชิปกรองน้ำที่เมืองฉีเฟิงทำให้ผู้อ่านตั้งตารอ แต่พอต้องเบี่ยงออกไปและลากยาวเกินไป ผู้อ่านก็จะเริ่มหงุดหงิดและรู้สึกว่าพล็อตมันอืดยื้ดเยื้อ อ่านแล้วเหนื่อย

 

การเล่นเกมเองเทียบกับการออกแบบ “เกม” ให้คนอื่นเล่นนี่มันคนละเรื่องกันเลยจริงๆ ฮ่าๆ

 

อย่างที่สอง เป็นเรื่องร่องรอยของซากปรักเมือง ผมหวังให้ฉากพวกนี้และคำอธิบายสิ่งของต่างๆ เป็นเรื่องสามัญธรรมดาสำหรับพวกเรา เป็นบรรยากาศแบบฉากหลังของโลกที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อปูให้รู้สึกหวนระลึกและอาลัยในโลกเก่า ดังนั้นหลายๆ ที่จึงบรรยายไว้อย่างละเอียดมาก ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แต่เป็นเพราะผมมองข้ามไป ในตอนนั้นทีมสำรวจเก่าไม่ได้มีอิสระ ถูกเฉียวชูควบคุมเอาไว้ เพื่อนๆ หลายคนต่างก็ใจร้อนหวังว่าอยากจะให้หลุดพ้นเป็นอิสระโดยเร็วที่สุด นี่ก็เลยขัดแย้งกับการที่จะได้อ่านคำอธิบายรายละเอียดอย่างสบายใจ นี่เป็นเพราะผมออกแบบไว้ไม่ดี เลยทำให้มีปัญหา

 

องก์ที่หนึ่งนั้น หลักๆ ก็คือต้องการวางเค้าโครง ขณะเดียวกันก็ทดลองการเขียนวิธีใหม่ดู นั่นก็คือสิ่งที่อยากจะบอก

 

ตามกติกาเดิม ผมจะหยุดพักเพื่อพักผ่อน จัดระเบียบเค้าโครงเรื่อง แต่ทว่าเนื่องจากองก์ที่สองนั้นสั้นมาก มีเพียงแค่ยี่สิบกว่าตอนเท่านั้น แล้วก็เป็นจุดหักเหที่สำคัญ ดังนั้นจะลาพักแค่วันครึ่งเท่านั้น มะรืนนี้ตอนเที่ยง ก็คือวันที่ 31 เวลาเที่ยงครึ่งก็จะมาอัปเดตต่อ

 

ทุกคนไม่ต้องกังวลว่าจะสั้นไป คาดเอาไว้ว่าองก์ที่สาม สี่ ห้า และเจ็ด น่าจะยาวอยู่ ราวๆ สักสองร้อยตอน

 

ชื่อองก์ที่สองก็คือ “ยังไม่จบ”

 

ที่จริงแล้วยังมีเรื่องที่อยากพูดอีกไม่น้อย แต่ขอพูดแค่ว่าให้กดเพิ่มเข้าชั้นหนังสือละกัน ถึงแม้ว่าจะยังมีคำพูดอีกมากก็เถอะ

 

สุดท้ายก็ขอขอบคุณทุกท่าน

 

*****

 

[*หมายเหตุ*]

 

[1] **เสี่ยวเมิ่ง** น่าจะหมายถึงเมิ่งฉี (孟奇) ตัวเอกจากเรื่อง 一世之尊 (อี๋ซื่อจือจุน) เป็นนิยายที่เขียนก่อนหน้าราชันเร้นลับ-ราชันโลกพิศวง แต่เขียนหลังจากเรื่องศึกบัลลังก์เวทอาร์คานา-ราชันบัลลังก์เวท ซึ่งเรื่อง “อี๋ซื่อจือจุน” นี้ผมยังไม่เจอว่ามีแปลไทยครับ*]

 

[2] **ความเพี้ยน** ต้นฉบับคือ 弧光 (Arc light) โคมไฟอาร์คหรืออาร์คไลท์ คือหลอดไฟที่ผลิตแสงโดยอาร์กไฟฟ้า เป็นหลอดไฟที่ผลิตแสงโดยส่วนโค้งไฟฟ้า (เรียกอีกอย่างว่า voltaic arc) ซึ่งผมพยายามหาความหมายที่แฝงอยู่ในคำนี้ของภาษาจีน แต่ยังหาไม่เจอ ดูจากบริบทผมเข้าใจว่าหมายถึงบุคลิกความเพี้ยนของตัวละครหลัก ซางเจี้ยนเย่า ตอนนี้เลยแปลแบบนี้ หากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

 

[3] **การยกระดับ** ผมเข้าใจว่าหมายถึงตอนที่ 56 (ได้พบ) เป็นตอนที่ซางเจี้ยนเย่ามีการอัปเกรดยกระดับพลัง แต่ไม่ได้มีการอธิบายในรูปแบบความคิดที่อยู่ในหัวว่าเขารู้สึกอะไรยังไงแบบไหน

 

[4] **โหมโรง** 前奏曲 Les préludes บทเพลง Prelude (โหมโรง) ของ Franz Liszt (ฟรันทซ์ ลิสท์) ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคแม้แต่นิดเดียว พยายามหาข้อมูลประกอบแต่ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ท่านที่สนใจสามารถไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยใช้คำว่า Prelude Franz Liszt

 

[5] **หวนย้อนอดีต** คนเขียนพูดถึงเพลงที่ปรากฏขึ้นมาตอนใกล้จบตอนที่ 87 ชื่อเพลง 新不了情 (ซินปู้เหลี่ยวฉิง – รักชั่วนิรันดร์) ขับร้องโดย 万芳 (ว่านฟาง)

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...