ตอนที่แล้วตอนที่ 3
ทั้งหมดรายชื่อตอน

*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

——————————————————————————————–


แท็กซี่คนหนึ่งกำลังขับอยู่บนสะพานชุนโฮ.

 

ชาเยจินั่งมองโดจุนที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ.

 

โดจุนกำลังพึมพำอะไรซักอย่างขณะมองดูกองเอกสาร.

 

เธอกำลังพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ20นาทีก่อนอยู่

******

 

“หา? นายไม่ต้องฝืนหรอก คุณโดจุน”

 

ควอนฮยุกซูยิ้มให้.

 

ตะกี้นี้โดจุนยังหาโต๊ะทำงานตัวเองไม่เจอเลย จะไปจัดการงานแบบนี้ได้ยังไงกัน.

 

ยิ่งกว่านั้นใครมันจะบ้าส่งคนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวานเข้าริฟต์ได้กันเล่า ต่อให้เป็นริฟต์คลาส-F ก็เถอะ.

 

“ชะ-ใช่ๆ โดจุน. คิดซะว่าค่อยๆเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นแล้วกันนะ. อีกอย่างฮันเตอร์คนนั้นก็เพิ่งได้รับคำสั่งมาให้ย้ายไปทำงานกับพี่ฮยุกซูที่ศาลากลาง”

 

โดจุนมองไปรอบๆ.

 

พนักงานในแผนกนี้ทุกคนรวมถึงหัวหน้าต่างพากันมองมาหาเขา.

 

บางคนหันไปกระซิบกันแล้วแกล้งทำงานบังหน้าขณะแอบฟัง.

 

“ผมเข้าใจครับว่าพี่อาจจะคิดว่าผมไม่น่าไว้ใจ. คนเราจะคิดแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติแต่ครั้งนี้ช่วยเชื่อในตัวผมเถอะนะครับ”

“…..”

 

“ขอให้ผมกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกครั้งเถอะนะครับ”

 

พอเขาพูดคำนั้นเสร็จ

 

ควอนฮยุกซูที่เงียบมาตลอดก็ยิ้มให้.

 

จากนั้นเขาก็เดินไปทางตู้แล้วหยิบเอกสารออกมาแล้วยื่นให้โดจุน.

<ปฏิบัติการสำรวจริฟต์>

“เห้ย! ควอนฮยุกซู! ทำอะไรน่ะ?”

 

“หัวหน้าครับ….เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งในทีม จริงมั้ยครับ?”

 

“อะ-เออ ก็ใช่”

 

“ผมเข้าใจนะครับว่าพี่เป็นห่วง, ในฐานะหัวหน้าของแผนกนี้พี่ต้องรับผิดชอบหลายอย่างมาก. แถมเราทุกคนก็ทำงานกันตาแตกเวลามีเรื่องด่วนหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วย. แต่ผมว่านะ, เรามาคุยกันตรงๆเลยดีกว่า….”

 

ควอนฮยุกซูมองหน้าทุกๆคน.

 

“มีใครบ้างที่คิดว่าโดจุนเป็นสมาชิกของทีมจริงๆน่ะ?”

 

ทุกๆคนเลี่ยงสายตาเขาหมด.

 

คังชึลซูเริ่มหน้าแดงขึ้นแล้วขึ้นเสียง.

 

“เห้ย….แก! หงะ-แหงสิ! เขาเด็กสุดในทีมเราเลยนะ!”

 

“ตอนคุณโดจุนบาดเจ็บหนักน่ะ! ตอนที่เขาไม่ได้สติน่ะ…..เคยมีคนพูดตอนกินข้าวกลางวันไม่ใช่เหรอว่าเราน่าจะจ้างพนักงานใหม่มาแทนซะ? ตอนนั้นมีใครโกรธแทนบ้างมั้ย? ทุกๆคนก็เห็นด้วยในใจหมดเลยไม่ใช่เหรอ?”

 

คำพูดของควอนฮยุกซูทำให้บรรยากาศรอบๆหม่นลง.

 

จากนั้นพนักงานหญิงคนหนึ่งก็ลุกขึ้นมาตะโกน.

 

“ไม่ใช่นะคะ คุณฮยุกซู. พูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง? เราคิดอะไรแบบนั้นตอนไหน…?”

 

“พูดมาตรงๆเลยดีกว่า! เรา…”

 

ควอนฮยุกซูขึ้นเสียงจนแผนกอื่นๆได้ยินหมด. พวกพนักงานแผนกอื่นลุกจากเก้าอี้ขึ้นมามองด้วยความสงสัย.

 

“ตอนที่คุณโดจุนเข้ามาใหม่ๆน่ะ พูดตรงๆเลยว่าผมรำคาญเขามากๆ. ผมคิดว่าเขาเป็นภาระ. ทำไมคนแบบนี้ถึงเข้ามาทำงานที่นี่ได้? ผมเกลียดแผนกบุคคลก็เพราะแบบนั้น! เวลาจะคุยโทรศัพท์ผมก็ต้องมานั่งสอนเขานู่นนี่จนฟังโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง! เขาดูไม่พยายามเลยด้วยซ้ำและพอเพื่อนๆคนอื่นๆทำงานอยู่ หมอนี่ดันกลับบ้านเวลา6โมงตรงเป๊ะอีก!”

ไหล่ของควอนฮยุกซูสั่นไปมาขณะที่เขากล่าว.

 

จากนั้นเขาก็เสยผมแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะด่าต่อ.

 

“จนกระทั่งตอนนี้ผมก็ยังเกลียดเขาอยู่. เพราะเขาดูไม่เปิดใจเลยแต่มันกำลังจะไปเลี่ยนไปแล้ว. ตอนนี้เขาพยายามสุดตัว ถ้าพวกเรายังทำกับเขาแบบเดิมอยู่อย่างงี้มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ”

 

โดจุนรับเอกสารจากควอนฮยุกซูมาแล้วถือไว้ในมือ.

 

“โดจุนรับหน้าที่แทนผมแล้ว. หัวหน้า,ไม่สิ,ทุกคน. ผมจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง. เพราะฉะนั้นขอแค่ครั้งเดียว….ช่วยเชื่อใจเราสองคนซักครั้งเถอะครับ”

ควอนฮยุกซูก้มหัวลง.

 

ต่อก ต่อก.

 

โดจุนเดินมาข้างๆควอนฮยุกซูแล้วก้มหัว90องศาด้วยอีกคน.

 

พอเห็นแบบนี้คังชึลซูจึงหัวเราะออกมา.

 

“ไปสิ ลีโดจุน”

 

ผ่านไปหลังจากนั้น


โดจุนก็ไปที่ศาลากลางพร้อมกับชาเยจิแล้วก็ออกออฟฟิศไป.

 

“นี่ควอนฮยุกซู!”

 

พอได้ยินเสียงเรียกของคังชึลซู ควอนฮยุกซูก็รีบโดดออกจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปหาเขา.

 

“ครับหัวหน้า”

 

“เจ้าบ้าเอ๊ย! นายก็รู้นี่ว่าตอนนั้นชั้นพูดไปก็เพื่อตัวนายทั้งนั้น. คุณซูยอนรู้สึกเสียใจให้นายเลยนะ”

 

“…ขอโทษครับ”

 

“มันผ่านไปแล้ว. จะมาร้องทีหลังก็ไม่มีประโยชน์หรอก. มารอดูกันว่าสิ่งที่เราหวังไว้จะดีขึ้นหรือเปล่า”

 

****

 

ฟุ่บ.

 

โดจุนปิดเอกสารแล้วเอามันเก็บไว้ในกระเป๋า.

 

หลังจากอ่านผ่าน5รอบแล้ว เขาก็เข้าใจงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว. หน้าที่หลักของเขาคือเก็บรวบรวมข้อมูลในริฟต์.

 

ตามเดิมแล้วนั้นงานนี้ทางสมาคมฮันเตอร์จะต้องเป็นคนจัดการเองแต่ทางรัฐบาลได้สอดแทรกเข้ามาทำเองเพราะมีปัญหาด้านการฉ้อโกงรวมไปถึงการปลอมแปลงเอกสารข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกิลด์ใหญ่ๆทั้งหลาย.

 

“จะว่าไปแล้ว เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการเลยนะครับ. ผมชื่อลีโดจุนครับ”

 

“ชะ-ชั้นชื่อชาเยจิค่ะ! อายุ21ปี”

 

“ขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ.

 

“อ๋อ.ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร!”

 

สายตาของโดจุนเหลือบไปมองกระเป๋าชุดสูทตรงเท้าของชาเยจิ.

 

“นั่นอะไรหรอครับ?”

 

“อ๋อนี่หรอคะ? มันคือ <กระเป๋าสูท> ค่ะ. เกราะกับอาวุธของชั้นอยู่ในนั้น. มันเป็นไอเท็มที่ต้องมีเวลาสู้กับมอนส์เตอร์น่ะค่ะ”

 

เอี๊ยด

 

แล้วแท็กซี่ก็มาถึงจุดหมาย.

 

เป็นสวนสาธารณะแปลกตาในย่านมยองอิล เขตกังดง.

 

นี่คือที่ที่ริฟต์คลาส – F โผล่ออกมา.

ซุบซิบ ซุบซิบ.

มีคนกลุ่มใหญ่อยู่แถวนั้น.

 

พนักงานจากสมาคมฮันเตอร์หนึ่งคน, ทหารและตำรวจกำลังควบคุมคนกลุ่มนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองทั่วไปเผลอเข้าริฟต์.

ตุ่บ.

 

ชาเยจิวาง <กระเป๋าสูท> ของเธอลงกับพื้นแล้วหยิบของด้านในออกมา.

 

ข้างในนั้นมีดาบอยู่เล่มหนึ่งกับลูกแก้วเล็กๆหนึ่งลูก.

 

ชาเยจิหยิบลูกแก้วออกมาแล้วเอาไปทาบไว้ที่หน้าอกเธฮ.

 

จากนั้นสูทที่ถูกเก็บไว้ในลูกแก้วก็โผล่ออกมาหุ้มทั่วร่างเธอ.

 

มันเป็นชุดแนบเนื้อทั้งตัวที่ดูเหมือนซิลิโคน สีขาว.

 

มันเป็นชุดสูทที่เหล่าฮันเตอร์ใช้ต่อสู้.

 

“ว้าวว”

 

โดจุนร้องออกมาเพราะของแปลกตานั่น.

 

ชุดแบบนั้นออกมาจากลูกแก้วเล็กๆได้ไงกันน่ะ?

 

“แหะแหะ. คุณไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อนหรอคะ?”

 

“ใช่ครับ สุดยอดเลยนะ”

 

“มันเป็นชุดสูทระดับต่ำสุดที่หาได้จากโรงงานน่ะค่ะแต่ราคาก็ตั้ง3ล้านวอนเชียวนะ. แพงโคตรเลยใช่มั้ยล่ะคะ?”

 

“ครับ. แล้วดาบคุณล่ะครับ?”

 

“นี่คือดาบคลาส-D จากนักรบโครงกระดูก. อันนี้ไม่ค่อยแพงค่ะน่าจะประมาณ 250,000วอน? มีเรื่องเล่าว่านักรบโครงกระดูกใช้กระดูกของตัวมันเองทำดาบนี่. มันค่อนข้างคมและมีพลังแทงที่ดีเลยล่ะค่ะ.

 

โดจุนพยักหน้า.

 

แต่พูดตรงๆแล้ว เขาไม่ค่อยสนใจมันมากนักหรอก.

 

ไม่ว่าสูทเธอจะแพงขนาดไหนหรือใช้ดาบอะไรก็ช่าง.

 

เธอก็เป็นแค่ฮันเตอร์ที่จ้างมาให้โดจุนเท่านั้น.

 

ไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น.

“เอาล่ะไปกันเถอะครับ”

 

“โอเคค่ะ. โอ๊ะ แล้วจะให้ชั้นเรียกคุณว่าอะไรดีคะ?”

 

“ตามใจเลยครับ ผมไม่ว่า”

 

โดจุนหยิบบัตรเจ้าหน้าที่ของตัวเองออกมาแล้วเดินไปหาเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมประตูอยู่.

 

ชาเยจิที่วิ่งตามโดจุนมานั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า.

 

“งั้นชั้นขอเรียกคุณว่าผู้จัดการนะคะ เพราะคุณจัดการเรื่องริฟต์นี่นา”

 

“อืมม ไม่ว่าครับ”

 

พนักงานจากแผนกควบคุมฮันเตอร์ดูบัตรของโดจุนแล้วเอานิ้วโป้งของเขาไปทาบกับเครื่องสแกนนิ้วมือ.

 

[แผนกควบคุมริฟต์, เจ้าหน้าที่ลีโดจุน. ยืนยัน]

 

“เชิญเข้าได้เลยครับ”

พนักงานคนนั้นยิ้มให้แล้วยื่นมือไปทางริฟต์.

 

ชาเยจิกลืนน้ำลายขณะที่มองไปทางริฟต์ที่ดูสูงประมาณ10เมตรจากพื้น.

 

มันอาจจะเป็นคลาส-F แต่ถึงอย่างงั้นนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอเข้าริฟต์ด้วยตัวคนเดียว.

 

แน่นอนว่าพวกเขามากันสองคนรวมโดจุนด้วยแต่เธอไม่นับเพราะเธอคิดว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดา.

 

และในตอนนั้นเอง…

 

“เอ้า เอ้า เอ้า ดูซิใครเนี่ย”

 

มีเสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง.

 

ชาเยจิไหล่กระตุกหน่อยๆตอนที่ได้ยิน.

 

มันเป็นเสียงของคนที่เธอไม่อยากจะเจอเลย.

 

พอเธอหันกลับมาก็เห็นชายคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับเพื่อนของเขา.

 

ชาเยจิก้มหัวให้.

 

“ไม่เจอกันนานเลย เนอะ? ชั้นนึกว่าเธอจะยอมแพ้เรื่องเป็นฮันเตอร์แล้วซะอีก. แต่สงสัยชั้นจะเข้าใจผิดไป?”

 

ชายคนนั้นใส่ชุดสูทที่มีทองระยิบระยับและใส่แว่นกันแดดอยู่ เขามายืนต่อหน้าชาเยจิแล้วยิ้มให้ จากนั้นก็เขาก็เอียงหัวตอนที่เห็นโดจุนยืนอยู่ข้างชาเยจิ.

 

“เธอได้เข้ากิลดิ์แล้วงั้นเหรอ?”

 

“คะ-ค่ะ”

 

“โอ๋? ยังมีที่ที่รับเธอเข้าอยู่ด้วยงั้นหรอ? เธอใช้มานาไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

ชายคนนั้นมองโดจุนตั้งแต่หัวจรดเท้า.

 

โดจุนมองชาเยจิแล้วพูดว่า.

 

“คุณรู้จักเขาหรอครับ?”

 

“…ค่ะ. พวกเรามาจากสถาบันเดียวกัน…แล้วก็ได้มาเป็นฮันเตอร์พร้อมกันค่ะ…”

 

ขณะเธอพูดอยู่นั้น ชายคนนั้นก็เห็นบัตรเจ้าหน้าที่ของโดจุนที่ห้อยคอเขาอยู่.

 

จากนั้นเขาก็หัวเราะก๊ากออกมา.

 

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ตอนนี้เธอเป็นฮันเตอร์รับจ้างงั้นหรอ? แหมชั้นกะแล้วว่าคงไม่มีกิลด์ไหนยอมรับเธอหรอก. เหอะ. ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่ก็แปลว่าเธอคงเป็นฮันเตอร์คลาส-F สินะ. ไม่สิ, เธอไม่มีมานานี่ เธอต้องเป็นคลาส-Fแหงๆ.”

“….”

 

โดจุนเห็นขาของชาเยจิเริ่มสั่น.

 

แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหนิ.

 

เขาไม่รู้ซักหน่อยว่าแต่ก่อนสองคนนี้เป็นยังไง หรือต่อให้รู้ โดจุนกับชาเยจิก็เป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้าง. ไม่มีเหตุผลจะให้เขาออกหน้าช่วยเธอหนิ….

 

“พอแล้วมั้งครับ. มันดูไม่ดีนะ”

 

แต่โดจุนก็ว่าชายคนนั้นออกไป.

 

เขาขมวดคิ้วขึ้นแล้วจับคอเสื้อโดจุน.

 

เขาเป็นฮันเตอร์คลาส-D ส่วนศัตรูคนนี้อย่างมากก็เป็นแค่ข้าราชการ.

 

ไม่เห็นมีอะไรจะต้องกลัวเลย.

 

“แล้วแกจะทำไม ห้ะ?”

 

“ผะ-ผู้จัดการ!”

 

ชาเยจิตากว้างขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนเก่าเธอ.

 

– ถ้าแกไม่ปล่อยมือภายใน3วินาที ชั้นจะไม่ยกโทษให้แกแน่.

 

<คุมเสียง>

 

ชายคนนั้นสะดุ้งเพราะได้ยินเสียงจากในหัว.

 

แล้วพอพวกเขาสบตากันเขาก็รีบถอยกลับทันที.

ติ๋ง.

 

แล้วเขาก็ฉี่รดตัวเอง.

 

โดจุนปัดเสื้อของเขาแล้วจัดเน็คไทให้เข้าที่.

 

จากนั้นเขาก็เดินไปหาชายที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นแล้วยื่นมือออกไป.

 

“จู่ๆเป็นอะไรไปน่ะครับ? ลุกขึ้นไหวมั้ย?”

 

สำหรับคนอื่นๆมันอาจจะเป็นภาพที่น่าประทับใจ. แต่ในสายตาของชายคนนั้นโดจุนเป็นเหมือนกับจอมปีศาจในร่างมนุษย์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้เลย.

 

พอพวกเขาสบตากันอีกครั้ง…

 

ติ๋ง.

 

เขาฉี่รดตัวเองอีกครั้ง.

โดจุนยิ้มให้กับภาพน่าสมเพศนั่นแล้วหันกลับไปหาชาเยจิ.

 

“เราเสียเวลามากแล้วนะครับรีบเข้าไปกันเถอะ”

 

ชาเยจิมองชายที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นแล้วตามโดจุนเข้าไปในริฟต์.

***

 

“เห้ย! เป็นอะไรวะ!”

 

“นาฮันจุง ไปกินอะไรผิดมารึป่าว?”

 

เพื่อนจากกิลด์ของชายคนนั้น, นาฮันจุง, พากันดูงงๆ.

 

“…ปีศาจ.”

 

“ห้ะ?”

 

“ไอ้, ไอ้บ้านั่น! มันเป็นปีศาจ! ใครจะไปกล้าสบตามันวะ….?”

นาฮันจุงคิดว่า,

 

ถ้าเมื่อกี้เขาถอยมาช้าแม้แต่วิเดียวล่ะก็,

 

เขาคงตายแน่ๆ.

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...