ตอนที่แล้วตอนที่ 75 : คลอดลูก
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 77 : สลัดพ้น

เรื่อง : รัตติกาลไม่สิ้นแสง (长夜余火 Embers Ad Infinitum)

ตอนที่ 76 : การสนทนาใน “ภาพลวงตา”

* * * * * * * * * * * * * * *

 

 

         หลังจากได้ยินคำพูดของซางเจี้ยนเย่าแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็จับประเด็นได้ทันที

 

         จริงด้วยสิ ฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเฉียวชูน่าหลงใหลอีกต่อไปแล้ว

 

         ถึงแม้ว่าเขาจะหล่อเหลาและอกผายไหล่ผึ่งดูองอาจ แต่นั่นก็ไม่ถึงกับทำให้คนที่มองแวบแรกเกิดความหลงใหลใฝ่เพ้อได้ แถมเขายังเย็นชา มนุษยสัมพันธ์ก็ย่ำแย่ พอคบหากันนานเข้า ไม่เพียงแต่ความประทับใจจะน้อยลง ยังกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกรังเกียจมากขึ้นทุกที

 

         ภายในใจของเจี่ยงไป๋เหมียนนั้นเกิดความรู้สึกพวกนี้ฝังซ่อนเอาไว้อย่างคลุมเคลือ ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ทว่าในตอนนี้พวกมันกลับปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดเจนราวกับเป็นตอไม้ที่ผุดขึ้นมาหลังจากที่ระดับน้ำลดลง

 

         เธอพึมพำกับตัวเอง

 

         “มิน่าล่ะ ชิปถึงทำให้รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีบางอย่างผิดปกติ รู้สึกว่าต้องปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณและอยู่ให้ห่างจากเฉียวชู…”

 

         ไป๋เฉินที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคำพูดของซางเจี้ยนเย่า สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปแปรมาหลายครั้งก่อนจะพูดออกมา

 

         “พอฉันย้อนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าแปลกนะ… ทำไมพวกเราถึงอยากให้เฉียวชูชอบพวกเรามากขึ้นด้วยล่ะ? นี่ถึงกับติดตามเขาเข้ามาในซากปรักเมืองแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งแปลกประหลาดทั้งอันตราย”

 

         ที่นี่มีทั้ง “คนไร้ใจขั้นสูง” มีทั้งสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่น่าหวาดผวา มีทั้งระบบกลไกที่คอย “ดูแล” เมืองที่คิดยังไงก็ยากที่จะเข้าใจได้ มีทั้งห้องแล็บลึกลับอย่างไม่น่าเชื่อ มีทั้งตัวอะไรก็ไม่รู้ที่ส่งเสียงหอนจนสั่นสะเทือนฟ้า นี่มันน่าหวาดผวายิ่งกว่าซากปรักเมืองใดๆ ที่ไป๋เฉินเคยไปมาก่อนเสียอีก

 

         “ใช่ ใช่” หลงเยว่หงผงกศีรษะรัวๆ “รสนิยมทางเพศของฉันก็เป็นคนปกติทั่วไป แต่บางครั้งฉันก็ดันรู้สึกว่าถ้าเป็นเฉียวชู มันก็ไม่ได้แย่ซักหน่อย…”

 

         เขาพูดไปก็รู้สึกคลื่นเหียนพะอืดพะอมไปด้วย

 

         “นายท้องเหรอ?” ซางเจี้ยนเย่าที่ไม่รู้ว่ากำลังจริงจังหรือแกล้งทำ มองดูหลงเยว่หง

 

         ไม่ได้รอให้อีกฝ่ายตอบอะไร เขาก็พูดต่อ

 

         “หรือว่านี่จะเป็นพลังพิเศษ?”

 

         เจี่ยงไป๋เหมียนร้องเฮอะคำหนึ่ง

 

         “นี่นายกำลังจะบอกว่าหลงเยว่หงมีพลังพิเศษที่ทำให้ตัวเองท้องได้ หรือว่าการทำเสน่ห์ของเฉียวชูเป็นพลังพิเศษกันแน่ห้ะ?

 

         “ทำเสน่ห์ อืม…นั่นสินะ น่าจะใช่แหละ

 

         “พลังพิเศษทุกอย่างต้องมีระยะขอบเขต ตราบใดที่ยังไม่กลายเป็นสาวกของผู้ครองกาล ระยะรัศมีและจำนวนเป้าหมายที่รับผลกระทบนั้นจะต้องสอดคล้องกับระดับพลัง

 

         “อ้อ ใช่ จำได้ว่าตอนที่ฉันบอกว่าจะขอลงไปทำธุระข้างล่าง เฉียวชูไม่ยอมให้ไป เขาให้พวกเราอยู่แค่ในชั้นเดียวกัน ในโซนเดียวกันเท่านั้น ยังมีอีก… เมื่อกี้เขาบอกว่าพอเราไปสุดทางแล้ว อย่าเพิ่งเลี้ยวไปไหน ให้กลับมารายงานเขาก่อน

 

         “นี่แสดงว่าระยะขอบเขตของเขาไม่เกิน 30 เมตร

 

         “และเห็นได้ชัดว่าจำนวนเป้าหมายนั้นไม่ได้มีแค่เพียงคนเดียว ไม่สิ สิ่งมีชีวิตอะไรก็ตามที่เข้ามาในระยะก็จะถูกทำเสน่ห์โดยอัตโนมัติงั้นเหรอ?”

 

         หลังจากที่ได้ยินเจี่ยงไป๋เหมียนวิเคราะห์เสร็จแล้ว หลงเยว่หงกับไป๋เฉินต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มเข้าใจอย่างกระจ่างว่าทำไมก่อนหน้านี้พวกตนถึงมีพฤติกรรมผิดปกติ ซึ่งในตอนนั้นพวกเขากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรทำ ราวกับว่าถูกผีทำเสน่ห์ให้ลุ่มหลง

 

         “น่ากลัว… น่ากลัวชะมัด” หลงเยว่หงเพิ่งจะถอนหายใจออกไป ทันใดนั้นก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องอื่นต่างหาก “หือ… เมื่อกี้เรากลัวกันแทบตาย กลัวจนยืนกันไม่ไหวเลยไม่ใช่เหรอ?”

 

         แล้วทำไมตอนนี้มัวแต่มานั่งถกปัญหากันอยู่ได้ล่ะ?

 

         ซางเจี้ยนเย่าตอบอย่างจริงจัง

 

         “นั่นเพราะว่าก่อนหน้านี้ ที่เรามองเห็น ที่เรารู้สึกได้ พวกนั้นล้วนแต่เป็นภาพลวงตาทั้งนั้น

 

         “แต่พอไม่ได้เอาพวกมันมาใส่ใจ ไม่สนใจมัน เราก็เลยไม่ได้รับผลกระทบอะไรอีก”

 

         “ภาพลวงตา…” หลงเยว่หงถึงได้นึกได้ว่าก่อนหน้านี้ซางเจี้ยนเย่าเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้ว

 

         เขาตื่นตระหนกเล็กน้อย รีบถามขึ้นต่อ

 

         “พวกเราควรจะออกจากภาพลวงตานี่ก่อนหรือเปล่า? ไม่งั้นถ้าพวก ‘คนไร้ใจ’ ฉวยโอกาสนี้โจมตีมาจะทำไง?”

 

         “ก็จริงนะ” เจี่ยงไป๋เหมียนยกมือซ้ายที่ถือไฟฉายขึ้นมาจะหน้าตัวเองเพื่อ “ปลุก” ให้ตื่น

 

         แต่พอคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าทำแบบนั้นมันคงจะเจ็บ เลยตัดสินใจยิงไปที่แอ่งเลือดเนื้อที่ขยับกระดุบๆ อยู่แทน เพื่อจะทำให้ “คนไร้ใจ” ที่กำลังสร้างภาพหลอนอยู่ไม่สามารถคงสภาพพลังเอาไว้ได้

 

         แอ่งเลือดเนื้อที่พวกเขาเห็นอยู่ก็พังทลายลงในทันที แล้วค่อยๆ กลับกลายเป็นชาย “คนไร้ใจ” ที่กำลังยักแย่ยักยันยืนขึ้นมา

 

         ในตอนนั้นพวกเขาก็ได้ยังเสียงดังแคร๊งเบาๆ

 

         หญิง “คนไร้ใจ” พยายามลุกขึ้นมาแล้วโจมตีใส่ “ทีมสำรวจเก่า” ด้วยกริชแหลมคมที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหน แต่ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นจาก “เตียงไม้” แบบง่ายๆ ได้ก็ล้มลงไปเสียก่อนอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดที่ร่างกายช่วงล่าง กริชหลุดมือร่วงลงพื้น

 

         สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวเหยเกเป็นอย่างยิ่ง พยายามฝืนหยัดร่างขึ้น สอดมือเข้าไปในผ้าห่มที่ขาดรุ่งริ่ง

 

         เพียงไม่นานเธอก็อุ้มเด็กทารกที่ตัวเปียกโชกสกปรกมอมแมมออกมาจากหว่างขา

 

         สายสะดือสีเนื้อซีดๆ ยังเชื่อมอยู่กับสะดือของทารก

 

         “อุแว้!”

 

         เสียงร้องกระจ่างใสดังขึ้นมา ก้องสะท้อนไปทั่วห้อง

 

         เจี่ยงไป่เหมียน ซางเจี้ยนเย่า และคนอื่นๆ ที่ถือปืนอยู่ โดยปกติก็ควรจะยิงออกไปทันที แต่ทว่ากลับไม่มีใครเหนี่ยวไกแม้แต่คนเดียว

 

         หญิง “คนไร้ใจ” รีบตัดสายสะดือแล้วอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน

 

         เธอเบี่ยงร่างหมุนกายครึ่งรอบเพื่อกันให้ “ทารก” อยู่ห่างจากผู้บุกรุก

 

         สีหน้าเธอนั้นดุร้ายและระแวดระวัง ดวงตาที่ขุ่นมัวก็ไม่รู้ว่ากลายเป็นเปียกชื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ราวกับแฝงนัยแห่งการวิงวอนขอร้อง

 

         “อุแว้! อุแว้! อุแว้!”

 

         ทารกร้องไห้ไม่หยุด หญิง “คนไร้ใจ” ก็ก้มตัวโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปากก็ส่งเสียงฮูๆ ไม่หยุด ราวกับร้องขออะไรอยู่

 

         สมาชิกทั้งสี่ของ “ทีมสำรวจเก่า” ต่างก็นิ่งชะงัก แม้ไม่มีใครตอบอะไร แต่ก็ไม่ได้ยิงออกไปเช่นกัน

 

         ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นซางเจี้ยนเย่าก็หันหน้าไปมองเจี่ยงไป๋เหมียน

 

         “หัวหน้า…”

 

         ก่อนที่เขาจะพูดจบ เจี่ยงไป๋เหมียนก็ถอนหายใจยาว แล้วพูดกับหญิง “คนไร้ใจ”

 

         “พวกเราไปกันเถอะ”

 

         จากนั้นเธอก็คิดอยู่อึดใจ ชี้ไปในอากาศเบื้องหน้าแล้วพูดขึ้นโดยไม่ได้สนว่าอีกฝ่ายจะฟังเข้าใจหรือไม่

 

         “สร้างภาพลวงตาให้พวกเราอีกครั้งได้ไหม?”

 

         ขณะที่พูดเธอก็หันปืนไปที่พื้น เดินไปข้างหน้าสองสามก้าวและเตะกริชกระเด็นออกไป

 

         ซางเจี้ยนเย่ากับคนอื่นๆ ก็ตามเข้าไปในห้องด้วย แต่ก็ไม่ได้แสดงเจตนาโจมตีแต่อย่างใด

 

         หญิง “คนไร้ใจ” ตะลึงไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าเธอฟังคำพูดของเจี่ยงไป๋เหมียนเข้าใจหรือไม่ หรือว่าต้องการสร้างภาพลวงตาเพื่อให้สถานการณ์ที่ดีขึ้น จะได้จากไป แต่เธอก็ร้องคำรามเสียงต่ำออกมาจริงๆ

 

         ต้นไม้สีเขียว รถถูกจอดทิ้ง ก็ปรากฏต่อสายตาซางเจี้ยนเย่าและคนอื่นๆ

 

         ราวกับพวกเขาถูกเคลื่อนย้ายออกไปยังถนนด้านนอก

 

         “จริงด้วยสิ พอกลับสู่โลกความเป็นจริง ก็จะรู้สึกโดยอัตโนมัติทันทีว่าเฉียวชูนั้นน่าหลงใหล อยากติดตามเขาไปทุกๆ ที่” เจี่ยงไป๋เหมียนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหลังจากที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในใจตัวเอง

 

         “ถ้าการทำเสน่ห์อย่างอัตโนมัติ งั้นทำไม ‘คนไร้ใจ’ สองตนนั่นถึงไม่ได้รับผลกระทบล่ะ?” ไป๋เฉินตั้งข้อสังเกตขึ้นมา “เฉียวชูบอกเองไม่ใช่เหรอว่าแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ อย่างม้าฝันร้ายเองก็อยากจะปล้ำเขา?”

 

         ซางเจี้ยนเย่ารีบพูดย้ำขึ้นมาทันที

 

         “ประโยคนั้นฉันเป็นคนพูดต่างหาก”

 

         ไป๋เฉินถึงได้ตระหนักว่าเธอถูกซางเจี้ยนเย่า “ล้างสมอง” เสียแล้ว จึงรีบเปลี่ยนคำพูด

 

         “ฉันหมายถึงว่า สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ อย่างม้าฝันร้ายก็ยังหลงเสน่ห์เขาเลย หรือว่า ‘คนไร้ใจ’ นี่เปลี่ยนแปลงไปจากมนุษย์ยิ่งกว่าม้าฝันร้ายอีกเหรอ?”

 

         “อาจเป็นเพราะมันกำลังจะคลอดลูก เลยทำให้อารมณ์จดจ่ออยู่แต่เรื่องนั้น” หลงเยว่หงคาดเดา

 

         เจี่ยงไป๋เหมียนผงกศีรษะ

 

         “ถ้ามองในแง่นี้ งั้นก็แสดงว่าการทำเสน่ห์ของเฉียวชูก็มีขีดจำกัดสินะ ดังนั้นระหว่างทางมานี่เขาก็เลยไม่กล้าจะแสดงนิสัยชั่วร้ายหรือแสดงความเป็นศัตรูมากเกินไป เพราะกลัวว่าการทำเสน่ห์จะล้มเหลวนั่นเอง”

 

         โดยไม่รอให้คนอื่นพูดอะไร เจี่ยงไป๋เหมียนก็หันไปพูดต่อ

 

         “เสียเวลากันอีกไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือต้องหาวิธีว่าจะทำยังไงกันดี เพื่อที่หลังจากกลับไปสู่ความเป็นจริงแล้วถึงจะไม่ได้รับผลกระทบจากการทำเสน่ห์

 

         “เพราะตอนนี้พวกเรายังไม่ได้อยู่นอกระยะรัศมีของพลัง”

 

         ซางเจี้ยนเย่ารีบพูดทันที

 

         “ให้ผมลองละกัน”

 

         “ได้” ที่เจี่ยงไป๋เหมียนคาดหวังที่สุดก็คือสหาย “ผู้ตื่นรู้” คนนี้จะลูกมีไม้อะไรแสดงออกมาได้

 

         ซางเจี้ยนเย่าหันหน้าไปมองไป๋เฉิน

 

         “ขอยืมกระจกเธอหน่อยสิ”

 

         ถึงแม้ว่าไป๋เฉินจะรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงหยิบกล่องกระจกขนาดเท่าฝ่ามือที่พกติดตัวออกมาแล้วยื่นให้ซางเจี้ยนเย่า

 

         ซางเจี้ยนเย่าเปิดกล่องกระจกออกแล้วมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ดวงตาค่อยๆ มืดครึ้ม พูดกับเงาตนเอง

 

         “นายชอบเฉียวชู

 

         “ใครๆ ก็ชอบเฉียวชู

 

         “นายไม่มีทางได้ครอบครองเขาหรอก

 

         “แล้วจะทำยังไง?

 

         ใบหน้าซางเจี้ยนเย่าบิดเบี้ยวเหยเกและมืดหม่นอย่างยิ่ง

 

         จากนั้นก็รีบตอบตัวเองอย่างรวดเร็ว

 

         “ถ้างั้นก็ต้องฆ่าเขาซะ

 

         “ในเมื่อฉันไม่อาจครอบครองได้ งั้นคนอื่นก็อย่าหวังจะได้ครอบครองเลย”

 

         ประโยคทั้งสองของซางเจี้ยนเย่านี้พูดด้วยความหนักแน่นมาก และเต็มไปด้วยจิตสังหาร

 

         “…” เจี่ยงไป๋เหมียนถึงกับอ้าปากค้าง รู้สึกอับจนคำพูด

 

         “ทำงี้ได้ด้วย?” หลงเยว่หงถามโพล่งออกมา

 

         เขายิ่งรู้สึกหวาดกลัวซางเจี้ยนเย่าเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าสักวันอีกฝ่ายอาจจะโกหกเขาแล้วทำให้ตัวเขาทำเรื่องอะไรที่เลวร้ายลงไป

 

         ไป๋เฉินก็อึ้งไปเล็กน้อยเช่นกัน พอซางเจี้ยนเย่าคืนกระจกกลับมาให้ เธอก็ถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว

 

         “ทำไมถึงไม่ใช้พลังกับพวกเราล่ะ?”

 

         “ในภาพลวงตานี้ ฉันทำได้แค่ชักจูงตัวเองเท่านั้น” ซางเจี้ยนเย่าตอบด้วยรอยยิ้ม “พอออกจากภาพลวงตาเมื่อไหร่ค่อยใช้พลังกับพวกเธอ เพื่อไม่ให้พวกเธอมาขัดขวางฉัน”

 

         “โห… แม้แต่วิธีคิดก็เปลี่ยนไปด้วย” เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพราะกลัวว่าพูดไปพูดมาไม่รู้ว่าคำพูดไหนเกิดทำให้เขาหลุดจากผลของพลัง “ตัวตลกชักจูง”

 

         เธอยกมือขวาขึ้นมา แล้วยิงไปในตำแหน่งที่เธอจำว่ามีเก้าอี้ไม้วางอยู่

 

         เสียงปืนดังปังแล้วฉากรอบตัวก็เกิดการเปลี่ยนแปลง สมาชิกทั้งสี่ของ “ทีมสำรวจเก่า” หลุดออกมาจากภาพลวงตา

 

         ในตอนนี้ชาย “คนไร้ใจ” กับเด็กทารกได้หายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่นำไปสู่ทางออกจากห้อง

 

         “คนไร้ใจ” ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ประตูทางออกซึ่งไม่ห่างไปเท่าไหร่

 

         เมื่อเห็นว่าซางเจี้ยนเย่า เจี่ยงไป๋เหมียน และคนอื่นๆ ตื่นขึ้นมาแล้ว หญิงที่ดวงตาขุ่นมัวก็ก้มศีรษะอีกครั้งราวกับว่าโค้งคำนับให้พวกเขา

 

         จากนั้นเธอก็หันหลังกลับแล้ววิ่งออกจากห้องหายลับไปในทางเดินฝั่งตรงข้าม

 

         “มีพลังฟื้นตัวที่ทรงพลังจริงๆ…” บางครั้งเจี่ยงไป๋เหมียนก็เป็นเหมือนซางเจี้ยนเย่าที่สนใจผิดที่ผิดเวลา

 

         ตอนนี้ซางเจี้ยนเย่าก็เดินมาข้างเธอแล้วพูด

 

         “หัวหน้า คุณดูสิ…

 

         “คุณชอบเฉียวชู

 

         “ใครๆ ก็ชอบเฉียวชู

 

         “คุณไม่มีทางได้ครอบครองเขาหรอก

 

         “แล้วทำจะยังไง?”

 

         สีหน้าของเจี่ยงไป๋เหมี่ยนเปลี่ยนไปแปรมาหลายครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

 

         “งั้นฉันจะอัดเขาให้สลบ แล้วลากเขากลับไปด้วย!”

 

         ซางเจี้ยนเย่าไม่ได้เห็นด้วยหรือเห็นแย้ง จากนั้นเขาก็ใช้วิธีเดียวกันนี้กับไป๋เฉินและหลงเยว่หงเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาโจมตีเฉียวชู

 

         แน่นอนว่าเป้าหมายของการโจมตีของพวกเขาแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป คนส่วนหนึ่งนั้นต้องการใช้กำลังบังคับ คนอีกส่วนหนึ่งนั้นเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจเนื่องจากจิตใจถูกกระทบกระเทือน

 

         หลังจากที่เตรียมการต่างๆ เสร็จสิ้น ซางเจี้ยนเย่าก็ตบปืนไรเฟิลจู่โจมข้างกายเบาๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

 

         “การร่วมทีมของพวกเราในตอนนี้ น่าจะเรียกว่าเป็นทีม ‘พันธมิตรหน่วยช้ำรัก’[1] สินะ”

 

         เจี่ยงไป๋เหมียนกลอกตาใส่ แล้วพูดย้ำ

 

         “จากนี้ไปเราจะให้เฉียวชูเข้ามาใกล้ไม่ได้ เขาเป็น ‘ผู้ตื่นรู้’ ดังนั้นต้องมีพลังพิเศษอย่างอื่นอีกแน่

 

         “หากเขาโผล่ออกมาที่ทางเดินเมื่อไหร่ กระหน่ำยิงใส่ทันที อ้อ… แต่ละคนต้องเล็งตำแหน่งที่ต่างกันนะ จะได้สร้างเป็นตาข่ายกระสุนล้อมทุกด้าน”

 

         “ได้” ซางเจี้ยนเย่าและคนอื่นๆ ต่างไม่ได้ตอบเสียงดัง

 

         หลังจากตรวจสอบกันอีกรอบ เจี่ยงไป๋เหมียนก็หยิบเครื่องรับส่งวิทยุที่แขวนไว้ที่เข็มขัด กดปุ่มแล้วพูดออกไป

 

         “เรามาจนสุดทางแล้ว เจอ ‘คนไร้ใจขั้นสูง’ หนึ่ง ‘คนไร้ใจ’ ธรรมดาอีกสอง

 

         “‘คนไร้ใจขั้นสูง’ ตนนั้นกำลังคลอดลูก ก็เลยไม่ได้โจมตีเรา หลังจากนั้นมันก็หนีไป”

 

         ไม่กี่วินาทีก็มีเสียงเย็นชาของเฉียวชูตอบกลับมาจากเครื่องรับส่งวิทยุ

 

         “พวกคุณรออยู่นั่น เดี๋ยวผมไปหา”

 


         [หมายเหตุ]

 

         [1] พันธมิตรหน่วยช้ำรัก 失恋阵线联盟 แปลตามตัวคือ “พันธมิตรกองรบอกหัก” อีกชื่อที่คิดไว้ก็คือ “ทีมรวมพลคนอกหัก” ฮ่า

 


         =====|| คุยกันท้ายตอน ||=====

 

         ขออภัยที่หายไปสัปดาห์นึงครับ และต่อจากนี้จะขอเปลี่ยนลักษณะการลงงานนะครับ เปลี่ยนเป็นลงทุกวัน วันละตอน ช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ถ้าวันไหนมีเวลาแปลเพิ่มก็จะลงเป็นสองตอน

 

         เนื้อเรื่องใกล้จบองก์แล้ว (องก์แรก : โหมโรง มี 88 ตอน) คาดว่าน่าจะไม่มีอะไรติดขัด น่าจะลงได้ต่อเนื่องจนจบองก์ครับ

 

         ผมแปลจบองก์แรกแล้วล่ะ แต่แปลแบบงานดราฟรอบแรก ยังต้องมาเกลาสำนวนอีก งานเกลานี่ยังพอทำตอนนั่งรถได้ เพราะไม่ต้องพกหนังสือพจนานุกรม แต่ว่าใช้เวลาเกลาเหมือนกันนะ โดยปกตินี่ 5 ตอนใช้เวลาเกลาสำนวนประมาณครึ่งวัน ^^’a

 

         ต้นฉบับจีนเริ่มเข้าสู่องก์ที่ 4 แล้ว

 

         …

 

         หลังจากปล่อยให้เฉียวชูทำเสน่ห์มานาน ตอนนี้ได้เวลาเอาคืนแล้วสินะ!!

 

         เจ๊ใหญ่เจี่ยงไป๋เหมียนโหดมาก เล่นจะทุบหัวลากตัวแบบมุกขายหัวเราะมนุษย์ยุคหินเลย ฮ่าๆ

 

         ซางเจี้ยนเย่านี่ก็… ถ้าฉันไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้!! (><)

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...