ตอนที่แล้วตอนที่ 20 ยามสายลมจะพัดพา (When The Wind Will Blow) (End)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 2 เฟลิเซียบุตรสาวแห่งตระกูลสกาเล็ต ( Felicia, daughter of The House Scarlet )

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 1 หลังสงคราม (Postwar)


บทที่ 1  กำเนิดประชาธิปไตย 

Act 1  Birth of Democracy

________________________________________________________________________

คำโปรย

ลาส ชายผู้เป็นนักการเมืองจากประเทศเผด็จการและเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านได้ถูกฆาตกรรม กลับต้องมาตื่นขึ้นมาบนดาวที่ชื่ออองโทราลอันเต็มไปด้วยสงคราม ตัวเขาจะเป็นชนวนคบเพลิงแห่งเสรีภาพกำลังจะกำเกิดขึ้นหรือไม่?

_________________________________________________________________________________________

หลังสงคราม

 (Postwar)

ณ ชุมชนยูทิก้า

ภายหลังยุทธการยูทิก้า ซึ่งอันเป็นศึกระหว่างพันธมิตรชนเผ่าและกองกำลังผสมลีโอเนีย หลังศึกเหล่ากองกำลังผสมก็เดินทางกลับเข้าเขตชุมชนยูทิก้า ก่อนจะเดินทางเข้าป้อมเล็กยูทิก้าทันที เพื่อที่จะพักรบและถอนกำลังกลับบอสตันโดยเร็ว ร่างอันไรชีวิตของทั้งสองฝั่ง และ ผู้บาดเจ็บถูกลำเลียงมาก่อนหน้านี้แล้วหลายชั่วโมง ภายในเต็นท์พยาบาลสนามนั้นเต็มไปด้วยเหล่าร่างที่ไม่สมประกอบรวมไปถึงผู้ที่มีลมหายใจที่อ่อนล้า

ในยามหลังศึก เหล่าผู้บาดเจ็บล้วนถูกหลงลืมคงหาได้ยากที่จะมีผู้นำเดินมาดูอาการของเหล่าผู้บาดเจ็บและผู้ที่กำลังจะจากลา อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะไม่มีคนแบบนั้นเสียเมื่อไร ชายผู้มีร่างกลายเมื่อหญิงสาวได้เดินเข้ามาในเต็นท์พยาบาลพร้อมสหายคนสนิทบูลล์

ทันทีที่รางของเขาเหยียบยํ่าเท้าเข้ามาข้างใน สายตาของเหล่าทหารที่นอนอยู่ก็จับจ้องหันไปมองชายผู้นั้นกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นร้อยตรีดักลาส ที่เดินทางมาเยียมด้วยตัวเอง หากเป็นในสายตาของเหล่าทหารในเต็นท์แห่งนี้คงคิดไปในทางเดียวกันว่าร้อยตรีคนนี้ช่างเป็นคนที่ใส่ใจกับชีวิตน้อยๆของพวกเขาเหลือเกิน แต่ความเป็นจริงลาสก็แค่ทำตามความเคยชิน ตัวเขาในโลกก่อนก็เคยเยี่ยมคนป่วยหรือผู้บาดเจ็บที่เป็นประสบอุทกภัย เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและหาหนทางแก้ไขปัญหา และที่สำคัญที่สุด เพื่อหาเสียงสนับสนุนตัวของเขาเองด้วย  ถือว่ารางวัลเล็กๆน้อยๆของชีวิตลาสไปในตัว

ลาสที่มาเยียมผู้บาดเจ็บถูกต้อนรับจากใจของเหล่าทหารมากมาย พวกเขาต่างซาบซึ้งประทับใจกับตัวของร้อยตรีหนุ่มคนนี้อย่างมาก ลาสค่อยๆเดินถามไถ่อาการแต่ละคน โดยที่มีหมอสนามเดินค่อยแนะนำว่า ให้ผู้ป่วยคนไหนควรได้รับการส่งกลับไปที่บอสตันโดยเร็ว เนื่องจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่พอสำหรับการรักษาในตอนนี้ โดยเฉพาะเหล่าผู้ที่ถูกเสือขยำและรอดมาได้ แน่นอนว่าลาสรับปากเหล่าหมอสนามทุกนายด้วยความที่ความคิดของลาสยังคงมาจากที่ๆลาสจากมา ที่ว่ากันด้วยเรื่องของฐานะเพื่อนมนุษย์ตามหลักจรรยาบรรณแพทย์

ขณะที่เดินอยู่ในเต็นท์พยาบาลเสียงที่คุ้นหูก็ถูกเปล่งออกมาเรียกความสนใจของลาส

“ไงร้อยตรี  ” ชายร่างใหญ่นอนทอดกายอยู่บนที่นอนเต็มไปพาพันแผลและคราบเลือด เขาค่อยๆลุกขึ้นมาโดยที่มีสีหน้าเจ็บปวด จนลาสก็รีบพุงเข้าไปพยุ่งร่างใหญ่ให้ค่อยลุกขึ้นมานั่งช้าๆ

“สภาพดูไม่สมกับเป็นร้อยเอกที่สู้กับหัวหน้าเผ่าอย่างที่เขาเล่ามาเลยนะครับ” ลาสพูดติดตลก สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนในเต็นท์อย่างมาก ใช่แล้วชายผู้นี้คือร้อยเอก จอห์น โอลิเวอร์ เหล่าทหารในเต็นท์สนามรับรู้กันหมดว่าร้อยเอกคนนี้แม้ว่าร่างกายจะเสียเลือดจำนวนมากแต่เขาก็ยังคงยืนอยู่แนวหน้าไม่ยอมไปรักษาตัว ต้องใช้หมอสนามหลายนายในการลากเจ้าตัวไปประถมพยาบนห้ามเลือดเอาไว้

“ถ้ามาตายตรงนี้ ใครจะเป็นดูแลครอบครัวกันล่ะ?” ถึงจะพูดอย่างนั้น ร้อยเอก จอห์นก็เป็นคนแรกที่แลกเลือดกับผู้นำพันธมิตรชนเผ่าไม่ใช่หรอ? ลาสได้แต่คิดในใจ พร้อมใบหน้าที่เอือมระอากับชายผู้ที่อาจารย์ของเขา

“ว่าแต่ นายก็ใช่ย่อยเหมือนกันนี่ เห็นว่าสังหารสัตว์ประหลาด(มอนสเตอร์) แถมยังนำกองกำลังตีทัพขวาแล้วล้อมสำเร็จอีกด้วย” ร้อยเอก จอห์น กล่าวชมลาส

“ท่านก็กล่าวเกินไป เป็นเพราะเหล่าทหารอาสาที่มีกำลังใจที่จะสู้ต่างหากครับ” ลาสรีบยกมือห้ามปรามร้อยโท ลาสไม่อยากจะยอมรับการชื่นชม สำหรับการฆ่าผู้คนมากมายที่ศึกที่ผ่านมา โดยเฉพาะเสียงผู้หญิงที่ยังคงดังอยู่ในจิตใจของเขาเองด้วย เสียงของหญิงสาวที่ถูกไฟเผา หากเป็นไปได้ลาสก็อยากจะลืมเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันทำให้ตัวเขารู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียนออกมาให้หมดท้องเสียเลย

หรือจะเป็นภาวะอาการ [1]PTSD อย่างที่ทหารผ่านศึกเขาเจอกันนะ?

“ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว ลีโอเนียต้องการคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะคนหายากแบบนายในช่วงสงครามแบบนี้”  ร้อยเอกชะงักและกล่าว “บางทีนายอยากจะไปศึกษาที่ลีโอเนียก็เป็นได้ เอาเป็นว่าจะหาทางคุยกับพันโทให้แล้วกัน”

‘ ถ้าได้ไปลีโอเนียก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าไปเรียกวิชาทหารเราคงต้องขอหนีทัพ ’ ลาสได้แต่หัวเราะแห้งๆออกมาเบาๆ

“ว่าแต่ร้อยเอก หลังจบศึกกับชนพื้นเมือง กองกำลังลีโอเนียจะต้องเดินทางกลับทวีปเลยหรือว่าจะต้องอยู่เฝ้าระวังที่อาณานิคมไปก่อนหรอครับ” ลาสถามร้อยเอกจอห์น

ฮืมม “คิดว่าพันธมิตรชนเผ่าคงไม่สามารถเปิดศึกได้อีกนานเลยละ ต้องรอดูอีกทีว่าพวกเขาจะสู้ต่อหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุอะไรที่นำไปสู่การสู้รบต่อไปสักครึ่งเดือน ก็คงต้องนำกำลังกลับทวีปเก่าไปสู้ศึกกับพวกหัวหัวโบราณต่อ.. ให้ตายสิพวกสภาสูงมันคิดอะไรกันถึงได้อ้างสิทธิ์ทำสงครามไปทั่ว!” ร้อยเอก จอห์นตอบคำถามลาสด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและเมื่อพูดถึงหัวโบราณก็คงไม่พ้น อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แฟแลงซ์ แน่ๆ

แต่ที่น่าแปลกก็คงไม่พ้นเรื่องสภาสูงอีกครั้ง เวลาลาสได้ยินเรื่องสภาสูงก็จะมีแต่เรื่องสบถด่าจนสร้างความสงสัยให้กับเจ้าตัวอย่างมาก แต่ยิ่งคิดเท่าไรก็จะปวดหัวเสียเปล่า ปล่อยเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปเลยละกัน

ทั้งสองพูดคุยใช้เวลาร่วมกันอีกเล็กน้อย ไม่กี่ชั่วโมงลาสก็ลุกขึ้นทำความเคารพและกล่าวขอตัวเพื่อที่จะไปอีกสถานที่ ก่อนจะเดินออกจากเต็นท์พยาบาลสนามแห่งนี้พร้อมเอกสารขอที่เป็นคำขอร้องของเหล่าแพทย์สนาม

.

.

.

.

.

ห่างไม่ไกลจากเต็นท์สนาม ด้านนอกป้อมเล็กยูทิก้า มีผู้คนเดินผ่านไปมาไม่หยุดไม่หย่อน ตัวลาสที่เดินมาถึงสถานที่ดังกล่าวได้ไม่กี่นาที หากยืนมองไปด้านหลังก็จะเป็นชุมชนยูทิก้าซึ่งมีแม่นํ้าตัดผ่านระหว่างที่ๆตัวเขายื่นอยู่กับตัวเมือง สายลมที่พัดไปมา เส้นผมที่ถูปล่อยไปตามสายลมนั้น แต่มันไม่ได้มีแค่เสียงลมพัดผ่านอย่างเดียว เสียงร้องไห้ด้วยความศกเศร้าและนํ้าตาของชายและหญิงในชุดทหารอาสาหรือเครื่องแบบสีแดงเวนิสของกองกำลังลีโอเนีย ข้างหน้าพวกเขาเป็นผ้าสีขาวอ่อนพร้อมร่างอันไร้วิญญาณ

เท้าข้างขวาก้าวเดินเหยียบย่ำพื้นดินไปข้างหน้า ผ่านเหล่าผู้คนที่มาพบสหายที่ล่วงลับของพวกเขา ไร้ซึ่งเสียงพูดคุยหรือทักเรียก ตรงหน้าของลาสคือหมวดที่หนึ่ง ที่ยังคงมีชีวิตรอดจากศึกสงคราม ร่างกายของชายหญิงจำนวน 34 คน หลงเหลือผู้มีชีวิตเพียง 26 คน และหนึ่งในผู้ที่นอนทอดกายอยู่ก็คือ ผู้หมวดที่หนึ่ง หลี่ จวิน

เขาเสียชีวิตลงหลังจากยุทธการที่ทุ่งราบยูทิก้า หมวดที่หนึ่งต้องเจอกับนักรบมากฝีมือซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากจะเอาชนะ อย่างไรแต่ พวกเขาทั้ง 26 คนก็สามารถเอาชนะได้และรอดชีวิตกลับมาได้ แม้จะต้องสูญเสียไปมากก็ตาม

“ร้อยตรี..” เหล่าผู้มีชีวิตรอดจากหมวดที่ 1 หันไปเห็นผู้ที่มาเยียมร่างอันไร้วิญญาณก็คือผู้นำของพวกเขาก็ต่างกันทำความเคารพ ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยความศกเศร้า

“อย่าได้โทษตัวเอง จงภูมิใจกับพวกเขาซะ” ลาสก้มลงแล้วนำดอกไม้เล็กๆมาวางไว้บนตัวของผู้หมวดก่อนจะกล่าวต่อ “พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีเยียมเกินกว่าจะหาผู้ใดมาแทนได้”

ภาพการฝึกซ้อมอันทรหดอันเป็นความทรงจำของกองกำลังอาสาต่างถูกดึงขึ้นมาจากสมอง การฝึกทางการทหารที่มากกว่าสองเดือนนั้นสร้างความผูกพันทางจิตใจกับทุกคนในหมวดอย่างมาก แม้ว่าลาสจะไม่ใช่ผู้หมวดแต่ก็เป็นผู้บัญชาการของกองกำลังอาสา ไม่แปลกหากจะเจอหน้าพวกเขาบ่อยเสียยิ่งกว่าผู้นำกองกำลังผสม และหนึ่งในผู้ล่วงลับที่พูดคุยกับตัวเขามากที่สุดก็นอนอยู่ด้านล่างนี้เช่นกัน

ผู้หมวดที่หนึ่ง หลี่ จวิน เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่

หลี่ จวิน ถูกลูกดอกของนักรบชนเผ่าเข้ากลางหน้าอกและเสียเลือดมากจำนวนมาก ในตอนที่ลาสสั่งเดินหน้าต่อนั้นตัวเขาไม่ได้ตรวจผู้หมวดแต่ละหมวดจึงไม่รู้ว่าใครบาดเจ็บระหว่างการปะทะกับกองทัพด้านขวา และด้วยความที่กองกำลังอาสาไม่มีแพยทสนามเลยในตอนนั้น หลี่ จวิน จึงต้องทรมานอย่างมากก่อนที่จะจากโลกไป เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว หากมันเป็นความผิดของใคร มันก็ควรจะโทษตัวเขาเองที่ไม่มีความสามารถในด้านสงครามแม้แต่น้อย

“ขอบคุณผู้หมวดที่อยู่มาด้วยกันมาจนถึงจบ” ลาสลุกขึ้นยืนยกมือทำความเคารพแก่เหล่าทหารอาสาที่จากไป เหล่าทหารอาสาจึงได้ยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ให้สหายที่จากไปก่อนพวกเขา บ้างก็เป็นสหายจากบ้านเกิด บ้างก็คนรัก

สาตาที่เย็นชาของลาสจ้องมองร่างผู้ตายแต่ก็เป็นสักครู่ แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น ความคิดในใจของลาสนั้นจะคิดต่างกับคำว่าความเคารพอยู่มาก ‘ ถ้าความเคารพเป็นสิ่งที่ปกป้องจากการถูกมีดแทงข้างหลังล่ะก็ ความเคารพมันก็แค่ขอบังหน้าเท่านั้นใช่ไหม? ’

เมื่อเสร็จธุระลาสก็ได้หันไปถามผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา “มีใครพอจะรู้ไหมว่าครอบครัวผู้หมวดอาศัยอยู่ที่ไหน?”

นายทหารอาสาคนหนึ่งกล่าวตอบ  “น่าจะให้ฝ่ายทะเบียนเป็นคนส่งแทนนะครับ ยังไงก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาอยู่เลย”

“ไม่.. ฉันอยากจะเป็นคนพูดด้วยตัวเองมากกว่า ผู้หมวดเขาเป็นคนแรกที่ทำฉันได้รู้จักพวกนายทุกคน เพราะงั้นฉันจึงอยากเป็นคนพูดกับครอบครังเขาด้วยตัวเอง…” ยามที่ลาสถูกบรรจุเป็นร้อยตรีและทำหน้าที่คุมกองกำลังอาสา เป็นผู้หมวด จวิน ที่เป็นเสมือนสหายคนสนิทในกองกำลังอาสา ทั้งเป็นคนคุยและเพื่อนดื่ม ตัวลาสก็อยากจะเป็นคนส่งสิ่งของประจำตัวของ หลี่ จวิน ส่งกลับให้ครอบครัวของเขาด้วยตัวเอง

“บ้านผู้หมวดอยู่ข้างๆ ศาลากลางบอสตัน ถ้าร้อยตรีหาไม่เจอลองไถ่ถาม ชาวเมืองแถวนั้นดู ผู้หมวดแกมีคนรู้จักเยอะพอสมควร” เมื่อได้ยินเช่นนั้นลาวก็กล่าวขอบคุณนายทหารอาสาคนนั้น ก่อนจะเดินแยกตัวไปหาเหล่าผู้บัญชาการต่อ

ใช้เวลาไม่นอนลาสก็เข้ามาในตัวป้อมอีกครั้ง แต่คราวนี้ลาสเดินไปยังห้องทำงานของพันโท แดเนียล ทันทีเมื่อตัวเขามาถึงหน้าห้อง ลาสก็ใช้มือเคาะประตูไม้เพื่อขออนุญาตเข้าไปข้างใน และเสียงตอบกลับที่ดังมาจากข้างใน “เข้ามา”

เมื่อเปิดประตูไม้เข้าไปในห้อง ก็พบโต๊ะเล็กและเอกสารมากมายที่กำลังถูกเขียนและเซ็นโดยปากกาหมึกดำโดยมือของชายคนหนึ่ง ในตาสีฟ้าจับจ้องไปยังชายผู้มีสีผมนํ้าตาลกำลังนั่งทำเอาสารอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่สนใจผู้ที่เข้ามาเลย แม้ในใจลาสก็อยากจะขอพักอีกสักสองสามวันแล้วค่อยกลับไม่ได้หรอ เพราะทั้งแต่ที่จบศึกก็ไม่มีการฉลองแม้แต่น้อย จบศึก กลับฐาน พักผ่อน เดินทางกลับ นี้คือตารางของกองกำลังผสมลีโอเนียที่ถูกสั่งมาโดยชายหนุ่มตรงหน้าลาส ขณะที่คิดเพลินๆอยู่นั้นเสียงเรียกสติก็ดังขึ้น

“มีธุระอะไรหรือเปล่าร้อยตรี” เขาหยุดวางปากกานํ้าหมึกลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและมองไปยังร่างเล็กที่กอดเอกสารตรงหน้า ช่างเหมือนกับเลขานุการหญิงเสียจริง

“มีคำร้องจากแพทย์สนามขออณุญาติส่งผู้บาดเจ็บกลับบอสตันก่อนกำหนด กรุณาเซ็นชื่อรับรองให้ด้วยครับ” ลาสยืนแผ่นคำร้องขอเหล่าแพทย์สนามให้พันโท แดเนียล เซ็นชื่อรับรอง ซึ่งเขาก็รับด้วยความยิ่งดี แพทย์สนามที่ลีโอเนียจัดมาให้นั้นสำคัญอย่างมาก จึงไม่แปลกเลยที่ควรค่าจะให้ความสำคัญกับพวกเขารองลงมาจากนักเวทที่สามารถร่ายเวทรักษาได้ทันที เมื่อเซ็นรับรองเสร็จ พันโทแดเนียลก็ได้ยืนเอกสารคำร้องขอของแพทย์สนามคืนให้ลาส ก่อนที่ลาสจะรับมันคืนก็ต้องหยุดชะงักลง “ฉันรู้สึกว่านายมีความรู้ที่แตกต่างกับชาวอาณานิคมอย่างมากจนน่าตกใจเลยนะ”

อึก.. “พะ พูดเรื่องอะไรกันครับ ผมก็เรียนมาจากท่านลุงที่ไม่ได้มาจากอาณานิคมอยู่แล้วนิครับ”

"  บางทีฉันแค่คิดมากไปเอง

หรือแค่สงสัยว่าจริงๆแล้วนายเป็นนักโทษหลบหนีรึเปล่าก็แค่นั้น..

เกิดความเงียบภายในห้องทำงานของแดเนียล หลังสิ้นเสียงคำพูดทั้งจับจ้องกันไม่มีใครหยุดสายตาที่มองใส่กันได้แม้แต่น้อย

“พันโท คงจะคิดไปเองมากกว่านะครับ”  แม้ว่าใจจะกรีดร้อง เพราะจู่ๆไฉนถึงมาพูดเรื่องแบบนี้กัน อย่าบอกว่าหลังกลับไปบอสตันแล้วจะถูกพาตัวไปตรวจสอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่พ้นติดคุกติดตะรางเป็นแน่ ลาสตอบกลับเสียงเรียบด้วยความที่ว่าเป็นคนหน้าปลาตายอยู่แล้วจึงไม่สามารถมองได้ว่าลาสกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สุดท้ายพันโทแดเนียลก็เป็นคนถอนหายใจตอบกลับด้วยเสียงขี้เล่น “ฉันแค่ล้อเล่น อย่าคิดมาก” ตอนนี้คิดไปไกลจนถึงติดคุกทหารแล้วคุณครับ

“เช่นนั้นขอตัวเอาเอกสารไปคืนแพทย์สนามก่อนครับ”  ถ้ามาล้อเล่นกับจิตใจของเขาก็คงต้องขอหนีไปให้ไกลจากห้องบ้าๆนี้ดีกว่า ลาสรีบเดินออกจากห้องทันทีเมื่อได้เอกสาร

“พรุ่งนี้ยามเช้าเราจะออกเดินทางกลับป้อมคอร์ด แล้วก็อย่าลืมพักผ่อนนะร้อยตรี ฉันเป็นห่วงสุขภาพสาวน้อยเช่นนาย อะไม่สิ ร้อยตรีผู้พิชิตอสูรต้นไม้” พันโทแดเนียลเอ่ยชมลาสด้วยเสียงหัวเรา แต่ผู้ที่ถูกล้อนั้นได้แต่กัดฟันเสียงดัง กรอด และรีบออกจากห้องโดยเร็วและไม่ลืมที่จะสาปแช่งด่าทอชายในห้องเบาๆ เมื่อใดกันที่พันโทแดเนียลเปลี่ยนจากคนที่เอาการเอางานดูดี กลายเป็นตัวน่ารําคาญกัน ลาสได้แต่ครุ่นคิดคำนึง

“อะ! เกือบลืมไปส่งเอกสารเลย ให้ตายสิยิ่งคิดยิ่งปวดท้อง” ลาสบ่นไปพลางๆพร้อมกุมท้องน้อยของที่ปวดจี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งแต่เข้ามาเป็นทหารมีแต่เรื่องยุ่งๆน่าปวดหัวเต็มไปหมด ถ้ากลับบอสตันได้เมื่อไรทำแบบคํารองขอลาพักเลยดีไหมนะ? แบบที่ขอลาหยุดราชการเหมือนที่ๆเขาจากมาก

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดภายหลังภยันตราย เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านการเห็นหรือประสบพบด้วยตัวเอง เช่น การเห็นสิ่งมีชีวิตบางจำพวกตาย อุบัติเหตุ หรือ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง(ทางกายและจิตใจ) เป็นความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียด(Stress)ที่สะเทือนใจอาจจะทำให้ผู้เป็นมีอาการ กังวล กลัว อารมณ์ไม่มั่นคง จนถึงเห็นภาพเหตุการณ์เดิมผุดขึ้นมาซ้ำๆ(Flash Back)

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด