ตอนที่แล้วตอนที่ 14 การตระเตรียม (La préparation)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ลึกลงไปในพงไพร

(Deep in the jungle) (1)

 

   แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านใบไม้ กลายเป็นเงาสะท้อนแสงมากมายระหว่างถนนดินอันว่างเปล่า บัดนี้ความเงียบสงบของเหล่าฟื้นป่า ถูกแทนที่ด้วยเสียงเท้าอันหนักแน่นพร้อมเหยียบกิ่งไม้เล็กใหญ่และใบไม้บนพื้นถนนดิน ดังยาวไกลไปทั่วดงพงไพร เสียงที่ดังออกมาจากเหล่าทหารที่เดินทัพผ่านดงป่าไม้ เสียงเหล่านี้เต็มไปด้วยบทสนทนาพูดคุยสารทุกข์สุกดิบเพื่อทำลายความเบื่อหน่ายของเหล่าชายหญิง พวกเขาเหล่านี้คือกองกำลังผสมจากป้อมคอร์ด เป้าหมายปลายทางก็คือ ยูทิกา สมรภูมิสนามรบที่เป็นการปะทะกันระหว่างสองผู้อาศัยในดินแดนนามอาริกาเซียระหว่างชนพื้นเมืองบนโลกใหม่และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากอัลชลาฟโลกเก่า

 

   ภายเส้นทางถนนดินแห่งนี้ลากยาวไปถึงยูทิกา ซึ่งรวมไปถึงแม่นํ้าฮอว์กที่ลากยาวผ่านยูทิกาไปถึงพื้นที่นอกเขตสำรวจ ความจริงเส้นทางแม่ถนนดินแห่งนี้เป็นเส้นทางรองที่ไม่ใช่ถนนหลัก ด้วยความที่เป็นดงป่าไม้หนาทึบ จึงเต็มไปด้วยความน่ากลัวและอันตรายอย่างมาก แต่ในทางเดียวกันมันก็เป็นทางที่ใช้เวลาไปถึงยูทิกาน้อยที่สุด จะเรียกว่าเส้นทางลัดที่ไปถึงเร็วกว่าปกติเช่นนั้นก็ได้ 

 

   ในยามเช้านี้ กองกำลังได้ออกเดินทางด้วยความเร่งรีบ หลังการเรียกระดมพลและรวมรวบเสบียงเดินทัพ ก็เริ่มออกทันทีไม่รีรอ ความกระทันหันทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างมาก โดยฉะเพราะเหล่าทหารอาสาที่แทบไม่ได้มีความพร้อมเลยแม้แต่น้อย ขนาดที่ว่าลาสยังคิดว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่เหมาะจะใช้คำว่าอาสามารบเสียด้วยซํ้า ข้างหลังกองกำลังทหารอาสาที่เดินทัพอยู่ คือเหล่านักสำรวจนักผจญภัยที่ถูกว่าจ้างมา ติดตามมาด้วยอีกราวๆ 30 คน รวมนักเวทย์ไปอีก 1 คน ซึ่งถือได้ว่าหายากมากที่จะเจอนักเวทย์สายต่อสู้ที่ดูมีประสบการณ์ในดินแดนที่อันตรายแบบนี้ 

 

   ด้านหน้ากองกำลังอาสาเป็นชายผู้มีผมสีขี้เถาอ่อน ใบหน้าที่อ่อนเยาว์และนิ่งเฉย ร่างกายที่ดูผอมเล็กเหมือนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งดูไม่เข้ากับกองกำลังที่เดินทางมาด้วยเสียด้วยซํ้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้อยู้รวมกันมาเป็นเดือนๆ พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้มากนัก ในทางกลับกัน พวกเขาชื่นชอบความเป็นกันเองของชายหนุ่มหรือแท้จริงแล้วพวกเขาก็แค่ไม่ชอบขี้หน้าคนบ้างกลุ่มเท่านั้น 

 

   เสียงวิ่งดังขึ้นมาจากข้างหลังแถวเรียกความสนใจชายหนุ่มบนหลังม้า เมื่อหันไปมอง ก็พบผู้ทีวิ่งมาข้างหน้าขบวนเป็น ผู้บังคับหมวดที่หนึ่งและสี่ ผู้หมวด จวิน และ ผู้หมวด อีวาน ก่อนที่หนึ่งในสองคนนั้นจะเริ่มเอ่ยพูด

 

   “ ผู้กอง ข้ามีเรื่องต้องบอก ” ผู้หมวดจวิน พูดด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก แน่นอนว่าลาสที่หันมามองด้วยสายตานิ่งเฉยก็ทำให้ทั้งสองกังวลใจอย่างมาก ก่อนที่ลาสจะหยักหน้าเพื่อบอกให้พูดต่อ

 

   “ พวกเราเตรียมกระสุนลูกกลมไม่ทันขอรั- ” ลาสพูดตัด “ ยิงได้กี่ชุด ”

 

   “ คาดว่าราวๆ ไม่เกิน 12 ครั้ง ได้ ” หลี่ จวิล ค่อยๆพูด “ หากแต่เราหลอมมันด้วยของเครื่องใช้บางส่วนขอรับ ”

 

   กระสุนส่วนใหญ่ทำโดยจากการหลอมตะกั่ว ซึ่งจะถูกส่งเข้าค่ายหทาร แต่การหลอมขึ้นมาเองจากสิ่งของเครื่องใช้ ก็เป็นอีกหนึ่งทางออกเช่นเดี่ยวกัน แต่มันต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเตรียมให้พร้อมกับจำนวนความต้องการ รวมไปถึงการห่อกระดาษพร้อมดินปืนจะทำให้เสียเวลาอย่างมาก 

 

   “ ความสั่งก่อนกลางคืน ยังเตรียมกันไม่ทันอีกหรอ ” ลาสชะงักก่อนจะถามต่อ “ กระสุนลูกกลมในคลังมีมากพอที่จะยิง ไปอีกได้หลายวันใช่ไหม ”

 

   “ เป็นเช่นนั้น ” ผู้หมวดอีวานตอบ “ แต่ว่า… พวกเรามีปัญหากับพวกเสิ้อแดงอย่างมาก พวกมันใช้อุบายกลั่นแกล้งแยกยุทโธปกรณ์ของพวกเราไป ” 

 

   อีวานเอ่ยด้วยเสียงที่เบาลง เพื่อไม่ให้ไปกระทบเหล่าทหารที่กำลังเดินทัพอยู่ ถ้าหากเจ้าพวกไร้ระเบียบแบบนี้ได้รับรู้ว่า ผู้บังคับของพวกเขามีเรื่องกับคนที่ไม่ชอบ แล้วทำไมพวกเขาจะไม่ไปยุ่งกันล่ะ? ถ้าเกิดการทะเลาะอีกครั้ง พวกเขาอาจจะไม่ชนะสงคราม ไม่สิคงไม่อาจจะเอาชีวิตรอดกลับไปหาครอบครัวเป็นแน่ 

 

   “ เป็นไปไม่ได้.. อธิบายหน่อยผู้หมวด ” ลาสขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

   “ ยามสี่พวกที่ดูแลโลจิสตาฝั่งเลโอพวกเขาแยกกล่องกระสุนไว้ที่ป้อม พวกเราพยายามแล้ว พยายามที่จะนำมันกลับคืนมา แต่ถูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนขัดขวางเอาไว้ ไม่แน่ใจว่าเอาไปทำอะไร แต่เพราะอย่างนั้นพวกเราจึงติดปัญหาเลวร้ายแบบนี้ ” เขาชะงักเล็กน้อย “ นายท่านพวกเราควรที่จะเรียกร้องหาความเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถรบได้เต็มความสามารถ ”

 

   ลาสที่ไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องที่ผู้หมวดอีวานพูดมามากนัก แต่ในใจก็คงคิดเหมือนที่อย่างที่ผู้หมวดเอ่ยกล่าวมา แต่หากไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่อาจจะเป็นลักลอบอาวุธแทน ให้ตายสินอกจากเรื่องทหาร ยังต้องมาเจอเรื่องลักลอบอีก ลาสได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

 

   “ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเราก็คงทำอะไรได้มากนัก “

 

    ทั้งสองคนเหมือนได้ยินสิ่งที่ลาสพูดออกมาก็ชักสีหน้าที่ไม่ชอบมากนัก ด้วยความโกรธและน้อยใจ เมื่อเห็นอย่างนั้นเป็นใครก็คงไม่ชอบทั้งนั้น การที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักอย่าง ถ้าลาสตกอยู่ในสภาพที่ต้องทำทุกอย่างตามที่สั่ง โดยที่ไม่สามารถโต้แย้งได้เลย ก็คงเป็นนรกสำหรับเขา

 

 เสรีภาพที่มากเกินไปมักจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาได้เสมอ

 

   “ แต่ผมจะลองขอลังกระสุนจากกองร้อยอื่น ไม่ต้องห่วง เพราะยังไงเรื่องการรบต้องมาก่อนอยู่แล้ว ไม่งั้นพวกเราคงไม่มีทางรอดแน่ๆ ” ลาสหันไปมองข้างหน้าแถวที่ยาวสุดลูกหูลูกตา เขาจ้องมองไปที่เหล่าทหารที่เดินกันอย่างมีระเบียบและองอาจ ก่อนจะมองไปที่ผู้ที่อยู่บนหลังอาชาทั้งหลาย เมื่อท่านสองไม่มีอะไรจะพูดต่อก็ทําความเคารพก่อนจะเดินจากไปเพื่อที่จะได้ไปทำหน้าที่ของตน ทิ้งให้ชายหนุ่มได้ทำหน้าของตัวเองต่อไป 

 

   “ ให้ตายสิ มีแต่เรื่องจริงๆ ” ลาสยบ่นอย่างไม่สบอารมณ์…

 

   เมื่อเห็นว่าทั้งสองไปแยกไปทำธุระของตนแล้ว ตัวเขาเร่งความเร็วไปหาเหล่าผู้บัญชาการของตน ซึ่งก็คือพันโท แดเนียลเพื่อไถ่ถามเรื่องที่ว่า 

 

   แต่ไม่ทันจะได้ถาม สัญญาณเสียงสั่งพักก็ดังขึ้น แม้บางคนจะยังงุนงงกับเสียงของคลาริเน็ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไม่เคยได้ยินหรือเป็นชาวอาณานิคมโดยเฉพาะเหล่าทหารอาสาที่ไม่เคยฝึกใช้สัญญาณเสียง อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ไม่เคยได้ใช้หรือสร้างบนดินแดนแห่งนี้ก็เป็นได้ และเหล่าทหารอาสาเห็นว่าพวกเสื้อแดงกำลังแยกกลุ่มออกจากกัน ทำให้แนวหลังเริ่มแตกตื่นวิตกกังวลจนบ้างคนถึงกับยกปืนมาประจำตัวพร้อมยิงในทันทีเมื่อมีเกิดเหตุ จนสุดท้ายเมื่อผู้หมวที่เริ่มคุ้มไม่อยู่ ก็ต้องเป็นลาสที่ขีม้ากลับมาห้ามเหล่าทหารที่ำกำลังตกใจกันเกินเหตุ โบกมือให้สัญญาณให้พวกเขาอยู่กับที่ไว้แทน ถ้าเกิดพวกเขาวิ่งหนีแตกทัพ มีหวังลาสคงได้เอาหัวไปมุดโพรงไม้แถวนี้เป็นแน่แท้ ไม่วายอาจเป็นปัญหาให้เขาอีก

 

   เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ลาสก็สั่งพักทันทีเมื่ออยู่ในระยะเสียงของตัวเอง พร้อมเรียกบูลล์มาให้มาพร้อมเจ้าตัว ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มหาที่พักของแต่ละหมวดของตนเอง 

 

   ลาสและบูลล์เดินอยู่รอบๆแค้มป์พักชัวคราวของกองกำลังทั้งสอง ซึ่งตั้งริมแม่นํ้าฮอว์ก ด้านข้างเป็นถนนดินที่ใช้เดินทาง พวกเขานั่งพักพร้อมพูดคุยกันปกติหรือนอนพักเล็กน้อย บ้างก็ยิบเครื่องดนตรีมาเล่น ส่วนใจกลางกองกำลังผสม เริ่มที่จะตั้งกระโจมขาวขนาดเล็กซึ่งสามารถเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่พักนั่งคุยของพวกผู้บัญชาการ ข้างๆกระโจมเล็กปล่อยพาหนะขับขี่ของตนไว้

 

   ลาสยื่นมองไปฝั่งแม่นํ้าฮอว์กที่ทอดยาวแบ่งแยกดินออกเป็นสองฝั่ง ลาสที่ยื่นรับอากาศบริสุทธิ์พร้อมชายหนุ่มหูสัตว์ แต่เมื่อหันไปหาชายหนุ่มที่ประดุจดังน้องชายในโลกเดิน ก็พบว่าบูลล์กำลังแสดงสีหน้ากังวลอย่างมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นลาสก็ก้มลงไปหยิบก้อนหินเล็กๆรูปร่างแบนขึ้นมาสามก้อน ก่อนที่จะโยนมันออกไปที่แม่นํ้า หินก้อนนั้นกระทบกับผิวนํ้าก่อนที่จะกระเด้งออกไปอีกประมาณ 4-5 ที ก่อนจะเอ่ยพูด

 

   “ บ้างครั้งเราควรใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้คุ่มที่สุดก่อนที่จะจากไป ” 

 

   ก้อนหินอีกก้อนกระเด้งผิวนํ้าไปอีก 2 ที

 

   “ ต่อให้ชีวิตเรามีแต่อุปสรรค ก็ต้องสู้ต่อไป ”

 

   ก้อนหินก้อนสุดท้ายกระเด้งผิวนํ้าแค่ทีเดี่ยว

 

   “ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรในใจ ถ้ามีปัญหาก็อย่าเก็บไว้คนเดี่ยว นายยังมีคนอื่นที่พร้อมที่จะช่วยอยู่แล้ว” 

 

   ลาสหันไปสบสายตาของบูลล์ ก่อนจะหันไปที่กระโจมและเริ่มเดินจากไป และทิ้งทายไว้เพียงว่า “ หาเพื่อนให้ได้ซะ ฉันเชื่อว่านายทำได้อยู่แล้ว ”  โดยที่ไม่มองสายตาของบูลล์ที่เริ่มมีกำลังใจเพิ่มขึ้นไปอีก เขาอยากจะกล่าวขอบคุณแต่ลาสก็เดินจากไปไกลแล้ว จึงได้เพียวแค่จ้องมองแผ่นหลังของชายผมสีขี้เถาอ่อนเดินจากไป สุดทท้ายก็คงต้องเก็บไว้ในใจไปอีก บูลล์ก้มไปหยิบก้อนหินก่อนที่จะโยนเหมือนที่ลาาสทำ พร้อมรอยยิ้มและความตั้งใจ โดยที่ทั้งสองไม่รู้เลยว่าพวกเขาควรที่จะเดินไปพร้อมกัน 

 

   “ ข้าคิดว่าไม่คิดว่าเด็กอย่างเจ้าจะพูดอะไรแบบนี้แบบ ” ร้อยเอก แอมโบรส กล่าวหลังจากที่ลาสได้เดินเข้ามาในกระโจม ดูเหมือนว่าจะได้ยินลาสกับบูลล์พูดคุยกันตรงแม่นํ้า

 

   “ ถ้าคุณเปิดใจยอมรับพวกเราสักหน่อย มันอาจเป็นสิ่งที่ดีก็เป็นได้นะครับ ” ลาสเอ่ยกลับ 

 

   เมื่อลาสเดินมาประจำที่ของตน เหล่าผู้บัญชาการก็เริ่มคุยกันเรื่องความน่าจะเป็นและกลการศึก ซึ่งถือเป็นการวางแผนให้รัดกุมและฝึกฝนไปในตัว โดยที่ชายหนุ่มหน้าสาวคนหนึ่งได้ลืมเริ่มที่ต้องคุยกับพันโท แดเนียล ไปเสียแล้ว ส่วนเหล่าทหารจากฝั่งเลโอเนียกำลังตรวจสอบอาวุธประจําตัวกันอย่างขยันขันแข็ง แต่ในขณะนั้นเองเหล่ากองทหารอาสาก็ได้เริ่มเล่นดนตรีขับร้องกันอย่างสนุกปาก แน่นอนถึงว่าจะไร้ระเบียบแต่ใช่ว่าจะแย่เสมอไป แน่นอนว่าเสียงเพลงทั้งถูกขับร้องออกมานั้น ไปถูกหูของเหล่าทหารทั้งหลายเรียกให้พวกเขาได้มายื่นมุงกันอย่างมิได้นัดหมาย เสียงจากเบนโจ กีตาร์ ฟลูต ไวโอลิน และ กลอง พร้อมท่วงทำนองดนตรีที่ฟังสนุกหู ไม่นานนักผู้คนที่มีเครื่องดนตรีของตนก็ได้เริ่มเล่นบทเพลงที่แตกต่างกันไปตามแบบของตน อย่างไรก็ตามทุกเครื่องดนครีกลับสามารถเข้าจังหวะเพลงได้เกือบหมด เหล่าทหารน้อยใหญ่กลับขับร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จากศัตรูสู่ในวันวาน กลายเป็นสหายกันอย่างไม่รู้ตัว 

 

   เหล่าผู้บัญชาการจากเลโอเนียก็ไม่ห้าม หรือ ขัดความสุขของเหล่าทหาร เพราะพวกเขาก็ไม่ค่อยได้ฟังเพลงหลังจากเดินทางออกจากดินแดนแม่มาเป็นแรมเดือน และบทเพลงในดินแดนที่ห่างไกลแบบนี้ก็ยังแปลกใหม่สำหรับพวกเขาบางคนอีกด้วย 

 

   ลาสที่เห็นว่าตอนนี้อารมณ์สุนทรีย์ให้กองกำลงัผสมนั้นเริ่มมีมากขึ้นก็ อดที่จะยกยิ้มเล็กๆไม่ได้ เพราะตัวเขาก็ไม่ได้ฟังเสียงเพลงพื้นบ้าน หรือ เพลงท้องถิ่น (Folk) มานานมากแล้วทั้งแต่เขาได้เข้าไปทำงานในสภาในประเทศบ้านเกิดแม่ของเขา เมื่อคิดถึงเรื่องราวใโลกเก่า เขามักจะคิดถึงเรื่องความวุนวายอันไม่จบไม่สิ้น และตัวเขาก็ได้เพลงของเพื่อนสาวคนหนึ่งที่ช่วยให้เขาหัวเราะได้ เมื่อคิดอย่างนั้นลาสก็รู้สึกได้ถึงความเหงาทันที อดีพมันไม่เคยพร้อมควาสุข แต่จะมาพร้อมความโศกเศร้า อย่างไรก็ตามลาสก็คงทำได้เพียงแค่เดินต่อไปข้างหน้า เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นหลังได้เดินอย่างไร้อุปสรคและก้าวข้ามตัยเขาไปอย่างภาคภูมิใจ 

 

   เพื่อลดความเครียด บทเพลงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถทำให้จิตใจของสิ่งมีชีวิต ผ่อนคลายจิตใจจนมีอารมณ์บางอย่างมาแทนที่ บ้างบทเพลงก็สามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นอีกคนได้ บ้างบทเพลงก็สามารถทำร้ายจิตใจคนก็ได้ มันเป็นเหมือนจิตวิทยาที่สามารถเล่นกับจิตใจของผู้คนได้อย่างดีเยียม

 

ดนตรีและเสียงเพลงสามารถทะลวงกำแพงที่กันระหว่างผู้คนได้เป็นอย่างดี

 

……..

….

..

.

 

   ท่ามกลางดงป่าไม้ ลึกเข้าไปในพุ่มหญ้าอันหนาทึบนั้นกำลังมีสายตาอันแหล่มคมหลายที่จับจ้องไปที่ ขบวนกองทหารที่กำลังพักตั้งค่ายพักอยู่ระหว่างถนนดินและแม่นํ้าซึ่งห่างไกลจากที่ๆสายตานั้นจับจ้องมอง พวกมันเคลื่อนที่ระหว่างพุ่มไม้อย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงเสียงกระทบกระหว่างใบไม้และตัวของมัน แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้มีแค่ตัวเดี่ยว 

 

   ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มอายุราวๆ 19 กำลังนอนขัดเช็คกระบอกปืนอยู่ตรงข้ามกองกำลังของตัวเอง ดูเหมือนว่าจะไม่ชอบเข้าสังคมเท่าไร เขามีผมออกสีแดงเหลือบทอง ในตาสีฟ้าพร้อมสายตาที่เป็นเป็นมิตร สีผิวออกขาว ส่วนสูงประมาณ 174 และร่างกายที่ดูแข็งแรง อยู่ในชุดเครื่องแบบสีแดง บงบอกให้รู้ว่าอยู่กองทัพสหจักรวรรดิเลโอเนีย ชายผู้นี้มีนามว่า โยฮันน์

 

   โยฮันน์นั่งอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น ระหว่างที่กำลังตรวจเช็คเครื่องมือของตนก็เหลือบไปมองเหล่าทหารอาสาที่คุยเล่นกันอย่างไร้ระเบียบด้วยความรังเกียด ระหว่างที่กำลังนั่งอยู่นั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจนทำให้ เขาต้องสะดุงด้วยความตกใจ

 

   “ เฮ้นาย! ” เขาหันตามเสียงที่ดัง ก็พบเจ้าตัวต้นเสียงซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบชาวบ้านทั่วไปแต่มีปลอกแขนสีฟ้าบ่งบอกว่าอยู่กองกำลังอาสา แต่เมื่อเห็นหูสุนัขก็ทำให้สายตาของโยฮันน์มองด้วยความก้าวร้าวทันที

 

   “ จะเป็นอะไรไหมถ้าหากจะขอนั่งด้วยคน ”

 

—————————————————————————————————————————

คะแนน 3.3
กรุณารอสักครู่...