ตอนที่แล้วบทที่ 104 เดินทางสู่เจียงโจว~
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 106 นักศึกษาใหม่

บทที่ 105 เป้าหมายที่ชัดเจนของจางเล่ย~!


บทที่ 105  เป้าหมายที่ชัดเจนของจางเล่ย~!

“ว้าว!! สุดยอดมาก!!!” ใบหน้าของจางเล่ยเต็มไปด้วยคำว่า ‘ว้าว’ แต่สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของจี้เฟิง และพวกเขาต่างก็เห็นรอยยิ้มจากแววตาของกันและกัน

อวดเบ่งพลังอำนาจของตระกูลจี้ต่อหน้าลูกหลานตระกูลจี้ นี่มันเรื่องตลกระดับชาติชัดๆ

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่อู๋จุ้นเจี๋ยจะไม่อยู่ในสายตาของจางเล่ยอีกต่อไป เขาได้แต่ส่ายหัวเล็กน้อยหลับตาและนอนต่อ เขารู้สึกเสียเวลาที่จะพูดคุยกับคนที่เอาอำนาจของตระกูลอื่นมาโอ้อวด

และแน่นอนว่าอู๋จุ้นเจี๋ยไม่รู้ตัว เขายังคงพูดจาอย่างภาคภูมิใจว่า “ในอนาคตถ้าคุณมีปัญหาอะไรในเจียงโจว เพียงแค่คุณมาหาฉันคุณก็จะไม่ต้องเจออะไรที่ไม่ยุติธรรมกับคุณ”

ในที่สุดจี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะพูดอะไรบางอย่าง “คุณนี่น่าทึ่งมากจริงๆ!”

“ฮ่าฮ่า เรื่องธรรมดา!” อู๋จุ้นเจี๋ยส่ายหัวและยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “ฉันคิดว่าที่พวกเราพบกันมันคงเป็นเพราะโชคชะตาต้องการให้เราเป็นเพื่อนกัน เพื่อความสะดวกในการติดต่อฉันว่าเรามาแลกเบอร์โทรศัพท์มือถือกันดีมั้ย?”

“ผมว่าคงไม่จำเป็น!”

จี้เฟิงยังคงตอบกลับไปด้วยท่าทีที่สุขุม แต่เต็มไปด้วยความชัดเจนในน้ำเสียง ไม่ว่าเขาจะเป็นคนใจกว้างแค่ไหน เขาก็คงไม่ใจดีขนาดปล่อยให้ผู้ชายแปลกหน้าที่จ้องมองแฟนของเขาตาเป็นมันขนาดนี้ได้เบอร์โทรศัพท์ไปไม่ว่าจะเป็นเบอร์ของถงเล่ยหรือของเขาก็ตามแต่ ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องแบบนี้อย่าว่าแต่กับจี้เฟิงเลยไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็คงไม่มีใครยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับผู้ชายที่แสดงความชอบพอแฟนสาวของตัวเองอย่างออกนอกหน้าแบบนี้

“ในอนาคตถ้าเรามีโอกาสได้พบกันอีก ผมหวังว่าจะได้พบเพื่อนสนิทที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณด้วย เขาชื่ออะไรนะ?” จี้เฟิงถามเสียงเรียบ

อู๋จุ้นเจี๋ยตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “เขาชื่อ จี้ช่าวหยิน เป็นลูกชายคนเล็กของเลขาธิการพรรคแห่งเจียงโจว แต่เขาไม่ใช่คนที่คุณอยากจะพบเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งถ้าไม่ได้รับคำแนะนำจากผมก็ยากหน่อย เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากพบเขาจริงๆ ไว้มีโอกาสผมจะพาไปทำความรู้จักก็แล้วกันนะ!”

“ฮ่าฮ่า งั้นไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง!”

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หันไปหาถงเล่ยที่กำลังสะกิดที่แขนของเขาเบาๆเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง จี้เฟิงโน้มตัวเข้าไปหาถงเล่ย ทิ้งให้อู๋จุ้นเจี๋ยยืนเคว้งด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

เนื่องจากจี้เฟิงหันไปหาถงเล่ย เขาจึงไม่ทันเห็นสีหน้าและแววตาของอู๋จุ้นเจี๋ยที่มองจี้เฟิงอย่างรังเกียจ แต่เขาก็แสดงมันออกมาเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น

“จี้เฟิง เขาดูเป็นคนไม่ดีเท่าไหร่ ฉันว่านายอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า!” ถงเล่ยโน้มตัวเล็กน้อยและพูดกระซิบเบาๆที่ข้างหูของจี้เฟิง

“ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่เขาไม่มาวุ่นวายกับเราฉันก็จะไม่คุยกับเขาอีก แต่ที่ตอนนี้ฉันยังคุยกับเขานั่นเพราะว่าเขาก็เรียนที่มหาลัยเดียวกันกับเรา ฉันเลยคุยเป็นมารยาทเพื่อตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต”

ตั้งแต่ที่จี้เฟิงรู้ว่า อู๋จุ้นเจี๋ยเรียนที่สหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจวเช่นเดียวกันกับพวกเขา เขาจึงรู้โดยทันทีว่าพวกเขาจะต้องพบกันอีกอย่างแน่นอนในอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาและความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเขาเลยพยายามมองข้ามสายตาของอู๋จุ้นเจี๋ยที่มองถงเล่ย และตราบใดที่มันไม่วุ่นวายมากไปกว่านี้เขาก็จะปล่อยมันไป!

อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงสิ่งที่อู๋จุ้นเจี๋ยพูดถึงจี้ช่าวหยิน เขาก็จำได้รางๆที่อาสามเคยบอกกับเขาว่า ลูกชายคนเล็กของอาคนที่สองของเขา ปีนี้เขาเพิ่งจะมีอายุแค่สิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น ดูเหมือนจะกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น

ลูกพี่ลูกน้องของอู๋จุ้นเจี๋ยและจี้ช่าวหยินเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆหรือ?

เพราะถ้าดูจากอายุของอู๋จุ้นเจี๋ยลูกพี่ลูกน้องของเขาก็น่าจะอายุราวๆสิบแปดสิบเก้าปีหรืออย่างมากก็น่าจะอยู่ราวๆยี่สิบปีต้นๆ แต่พวกเขากลับเป็นเพื่อนซี้กับนักเรียนมัธยมต้น?... จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว

ไม่ว่าจี้เฟิงจะคิดยังไงเขาก็คิดไม่ออก เขายังคงรู้สึกแปลกๆอยู่ดี เนื่องจากอายุที่อยู่กันคนละช่วงวัยจึงมีความเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะเป็นเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มเดียวกันอย่างที่อู๋จุ้นเจี๋ยพูดไว้ แต่ลองมาคิดๆดูแล้ว ถ้าพวกเขาต่างเป็นลูกหลานของตระกูลชั้นสูงเหมือนกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพราะหน้าตาทางสังคมต่างทำผลประโยชน์ให้กับพวกเขา…

ตอนนี้จี้เฟิงคงคิดไม่ถึงว่าความเป็นจริงนั้นห่างไกลจากสิ่งที่เขาจินตนาการไว้มาก

รถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางออกจากผิงฉิงมุ่งสู่เจียงโจว ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 10 ชั่วโมง แต่เนื่องจากจุดที่จี้เฟิง จางเล่ยและถงเล่ยขึ้นรถมาก็คือเขตหมางซือซึ่งอยู่ระหว่างผิงฉิงและเจียงโจว จึงใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมงในการเดินทางถ้านับจากเขตหมางซือไปยังเจียงโจว

เมื่อมีเสียงประกาศภายในรถไฟดังขึ้น ในที่สุดจางเล่ยก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมากระโดดไปมาขยับร่างกายที่รู้สึกปวดเมื่อยจากการนั่งรถไฟเป็นเวลาหลายชั่วโมง จากนั้นเขาส่ายหัวและพูดอย่างเกียจคร้าน “เฮ้อ~ รถไฟขบวนนี้นี่เอื่อยเฉื่อยสุดๆ นอกจากจะโคตรช้าแล้วยังไม่ยอมเปิดเครื่องปรับอากาศในวันที่อากาศร้อนแบบนี้อีก ถ้ามาถึงช้ากว่านี้อีกนิด ฉันว่าฉันคงต้องได้เป็นลมตายคารถไฟบ้านี่แน่นอน!”

ถงเล่ยอดไม่ได้ที่จะจ้องเขม็งไปที่พี่ชายของเธออย่างดุๆและพูดว่า “ถ้าบ่นแล้วมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า และถ้าไม่ใช่เพราะพี่ปฏิเสธเรื่องที่พ่อจะให้รถมาส่ง พวกเราก็คงไม่ต้องมาลำบากแบบนี้ แถมยังเจอคนนิสัยไม่ดีมาก่อกวนอีก!”

เห็นได้ชัดว่าถงเล่ยยังคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจเรื่องที่อู๋จุ้นเจี๋ยมาวุ่นวายกับพวกเธอ อันที่จริงที่เธอรู้สึกไม่พอใจสุดๆน่าจะเป็นเพราะเรื่องที่อู๋จุ้นเจี๋ยมาพูดจาล้อเลียนดูถูกจี้เฟิงมากกว่า นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์และเพิกเฉยต่อเขาเหมือนเขาไม่มีตัวตน

จางเล่ยได้แต่ยิ้มแหยๆ พร้อมกับหยิบกระเป๋าของจี้เฟิงและถงเล่ยส่งให้พวกเขา

พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้นำของมามากมายนัก มีเพียงกระเป๋าใบเล็กๆที่บรรจุเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและอาหารบางอย่างไว้กินระหว่างทาง

“เฮ้ พวกคุณสามคน พอดีว่าลูกพี่ลูกน้องของฉันส่งคนมารับฉันด้วยรถส่วนตัว พวกคุณเรียนที่ไหน ทำไมถึงไม่ให้ฉันไปส่งคุณที่นั่นล่ะ?” เมื่ออู๋จุ้นเจี๋ยเห็นว่าพวกจี้เฟิง กำลังหยิบกระเป๋าและเตรียมลงจากรถไฟ เขาก็เดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว และถามขึ้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างไปให้ถงเล่ย

“ฉันคิดว่าคงไม่จำเป็น มีรถจากมหาลัยมารอรับพวกเราอยู่แล้ว!” จางเล่ยพูดเบาๆ แต่น้ำเสียงของเขาค่อนข้างแย่ ผู้ชายคนนี้ทำแบบนี้โดยที่ไม่รู้ตัวหรือว่าตั้งใจที่จะยั่วโมโหจี้เฟิงเพื่อนของเขากันแน่?

จี้เฟิงมองอู๋จุ้นเจี๋ยด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจอย่างเปิดเผย จากนั้นเขาจับมือเล็กๆของถงเล่ยและก้าวลงจากรถไฟไปอย่างรวดเร็ว

“ให้ตายเหอะ ฉันอุตส่าห์มีน้ำใจ ทำเป็นเล่นตัว!” อู๋จุ้นเจี๋ยกัดฟันและพูดอย่างเย็นชา “สาวน้อย ฉันต้องเอาเธอมาเป็นของฉันให้ได้ แล้วเมื่อไหร่ที่ฉันเล่นกับเธอจนเบื่อ ฉันก็โยนเธอทิ้งให้เหมือนกับของเล่นเก่าๆพังๆ ฉันอยากจะรู้นักว่าเธอจะขอร้องอ้อนวอนเพื่อไม่ให้ฉันทิ้งเธอด้วยท่าทางแบบไหนเมื่อถึงเวลานั้น!”

ในขณะเดียวกัน นักเรียนที่มาพร้อมกับอู๋จุ้นเจี๋ยก็กระซิบข้างๆเขา “พี่จุ้น ในเมื่อลูกพี่ลูกน้องของพี่มีอำนาจมากมายขนาดนั้นในเจียงโจว ทำไมพี่จุ้นไม่ให้ลูกพี่ลูกน้องของพี่ช่วยสั่งสอนไอ้ผู้ชายสองคนนั้นล่ะ? ฉันกล้าพูดได้เลยว่า สาวสวยคนนั้นต้องมาขอร้องอ้อนวอนเพื่อขอคบกับพี่อย่างแน่นอน!”

ทันใดนั้นดวงตาของอู๋จุ้นเจี๋ยก็สว่างขึ้น เขาพยักหน้าแรงๆ “อืม..ความคิดไม่เลว นายมั่นใจได้เลยว่าตราบใดที่นายติดตามและซื่อสัตย์กับฉัน นายก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะกล้าทำอะไรนายในเจียงโจว แล้วถ้ามีโอกาสไว้ฉันจะแนะนำให้รู้จักกับลูกพี่ลูกน้องของฉันก็แล้วกัน!”

“ขอบคุณครับลูกพี่!” นักเรียนคนนั้นพูดอย่างมีความสุขทันที สีหน้าของนักเรียนคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ต่างแสดงความอิจฉาและรู้สึกโมโหตัวเองว่าทำไมพวกเขาถึงไม่คิดแบบนี้ให้ได้บ้าง ทุกคนต่างรู้ดีว่าบุคคลที่สามารถมีอำนาจมากมายในศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างเจียงโจวได้นั้นไม่ใช่จะเป็นกันได้ง่ายๆ และการที่ได้รู้จักกับบุคคลเช่นนี้อาจจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในขณะเดียวกันพวกเขาทั้งสามคนไม่ได้รู้เลยว่าอู๋จุ้นเจี๋ยกำลังมีความคิดที่ไม่ดีกับพวกเขาอยู่ เมื่อทั้งสามคนได้ออกมาจากสถานีรถไฟ พวกเขาก็เห็นป้ายที่โดดเด่นถูกแขวนอยู่ชั้นบนถัดจากจัตุรัสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางออกของสถานี นั่นคือป้ายที่บ่งบอกว่าเป็นโต๊ะประชาสัมพันธ์ของ สหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจว

“นั่น!” จางเล่ยที่เห็นป้ายดังกล่าวพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปทางโต๊ะประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย

ทั้งสามคนรีบวิ่งไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ และเห็นหนุ่มสาวหลายคนที่ดูเหมือนเป็นนักศึกษากำลังถือโทรโข่งพร้อมกับตะโกนว่า “น้องใหม่ของสหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจวทุกคน กรุณามารายงานตัวที่นี่และขึ้นรถบัสที่จอดอยู่ตรงนี้ได้เลย”

มีรถบัสจอดอยู่ใกล้ๆกับที่นักศึกษาสองสามคนที่ตะโกนพูดในโทรโข่งเมื่อสักครู่ เห็นได้ชัดว่ามีรถบัสจอดอยู่หลายคันเพื่อรอรับนักเรียนนักศึกษา

หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนยื่นหนังสือแจ้งการเข้าเรียนเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็ขึ้นรถคันเดียวกัน และในเวลานี้ คนก็ใกล้จะเต็มคันรถแล้ว คนขับจึงตะโกนบอก “นั่งให้เรียบร้อย รถกำลังจะออกแล้ว!”

“นี่เจ้าบ้า นายคิดว่าในมหาลัยเจียงโจวนี่จะมีสาวสวยๆแจ่มๆเยอะมากมั้ย?” จางเล่ยถามอย่างตื่นเต้น

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะกลอกตา “ฉันจะรู้ได้ยังไง? นายลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันก็เพิ่งเคยมาที่เจียงโจวนี่เป็นครั้งแรก!”

ถงเล่ยที่อยู่ข้างๆเขา ตีไปที่จางเล่ยอย่างแรงและอดไม่ได้ที่จะบ่นพี่ชายของเธอ “พี่! อย่าทำให้จี้เฟิงต้องเสียคนเหมือนพี่ได้มั้ย ไม่งั้นฉันจะทำให้พี่ไม่มีโอกาสได้ไปจีบสาวอีกเลยคอยดู!”

“โอ้~ เจ้าบ้าผู้น่าสงสาร!” จางเล่ยมองไปที่จี้เฟิงด้วยแววตาแห่งความสงสารจับใจ จางเล่ยคิดว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยอันแสนสุขของน้องชายคนนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว ในเมื่อเขาต้องอยู่ในสายตาของน้องสาวแสนสวยของเขาแบบนี้ แม้ว่าเขาอยากจะมองสิ่งสวยๆงามๆบ้างเป็นบางครั้ง ก็เกรงว่าเขาคงจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว!

เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและคิดว่าการตัดสินใจของเขานั้นฉลาดและถูกต้องที่สุดแล้ว

เขาลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่ว่าถ้าจู่ๆ พวกเขาได้พบเห็นหญิงสาวแสนสวยและน่าสนใจ สิ่งแรกที่เขามั่นใจได้เลยก็คือว่า จี้เฟิงจะไม่มีโอกาสได้จีบสาวสวยคนนั้นอย่างแน่นอน เพราะเขามีถงเล่ยคอยคุมอยู่ นั่นคือผลประโยชน์อย่างแรกที่เขาจะได้รับ ส่วนอีกอย่างหนึ่งเขาสามารถใช้จี้เฟิงให้ช่วยเขาจีบสาวได้อย่างสบายใจ

ประการที่สอง จางเล่ยผู้ตัดสินใจที่จะไม่หาแฟนในโรงเรียนมัธยมนั่นก็หมายความว่า ยังมีป่าขนาดใหญ่ในมหาลัยที่มีกวางน้อยแสนสวยรอให้เขาล่าอยู่อีกมากมาย แล้วถ้าเขาจะต้องมีแฟนตั้งแต่มัธยมจนขาดอิสระอย่างจี้เฟิงเขาจะไม่ให้อภัยตัวเองอย่างเด็ดขาด!

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้จางเล่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

อย่างไรก็ตามหลังจากที่คิดอีกครั้งจางเล่ยก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย

คุณควรรู้ว่าจางเล่ยมีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ใหญ่โต เขาจึงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลที่ร่ำรวยและมีอำนาจเหล่านั้นโดยธรรมชาติ เช่นเรื่องการแต่งงานในครอบครัวของพวกเขานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจและความสัมพันธ์อันดีที่จะสนับสนุนพลังอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นในยุคสมัยนี้จึงมีคู่รักนอกสมรสกันมากมายจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เติบโตมาในครอบครัวเหล่านั้น ที่เห็นว่าการมีผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาอยู่นอกบ้านเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาที่สมควรทำ

อย่างไรก็ตามคู่รักสามีภรรยาส่วนใหญ่ที่อยู่ด้วยกันเนื่องจากการคลุมถุงชนจากทางครอบครัว มีเพียงไม่กี่คู่ที่รักกันจริงๆ ดังนั้นภรรยาเหล่านี้จึงรู้ดีว่าสามีของพวกเธอนั้นมักจะมีคู่รักอยู่ข้างนอกและเธอก็จะพยายามไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้มากนัก

เพราะในตระกูลใหญ่เหล่านี้ผู้หญิงมีไว้เพื่อเพิ่มความผูกพันระหว่างสองตระกูล แน่นอนว่าความผูกพันพื้นฐานที่ว่านี้ก็คือผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน นอกเหนือจากผลประโยชน์แล้วก็ไม่มีอะไรสำคัญอีก

แต่เนื่องจากจางเล่ยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจี้เฟิงจะมีภูมิหลังที่น่าเกรงขามเช่นนี้ เพราะเดิมทีเขาคิดว่าจี้เฟิงเป็นเพียงลูกชายของครอบครัวธรรมดาๆ ดังนั้นเขาจึงพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกเรื่องการคบหากันระหว่างจี้เฟิงกับน้องสาวของเขา ด้วยวิธีนี้แม้ว่าครอบครัวของเขาจะคัดค้าน เขาก็จะช่วยพูดอย่างสุดกำลัง

แต่ในเมื่อตอนนี้จี้เฟิงมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เขาจะยังตัดสินใจแต่งงานด้วยตัวเองอยู่ได้หรือไม่?

…จบบทที่ 105~❤️

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด