ตอนที่แล้วตอนที่ 178 พบผู้ปกครอง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 180 จะประลองกับข้าหรอ แค่คิดก็ผิดแล้ว

ตอนที่ 179 อารามศักดิ์สิทธิ์


“เดี๋ยวนะ เป็นไปไม่ได้”

ผู้คุมกฎซ้ายหลุดปากพูดออกมา ท่าทางเงียบขรึมของเขาพังทลาย จนเหนือภพประหลาดใจ

“อะไรคือเป็นไปไม่ได้”

“ด้วยอำนาจและอิทธิพลของสำนักงานฮันเตอร์ เจ้าคิดว่าเรื่องแค่นี้พวกเขาจะไม่รู้งั้นหรือ พวกเขารู้แต่ไม่บอกเจ้า เพราะต้องการให้เจ้าลงไปในนั้น เจ้ายังจำเหตุการณ์เมื่อต้นปีได้หรือเปล่า เรื่องที่เจ้าสู้กับพญานาคที่เหมืองโชคไพศาล”

เหนือภพพยักหน้าหงึกหงัก ตาโตด้วยความตกใจ

“แม้แต่เรื่องนี้ท่านก็ยังรู้ ท่านไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย”

“แค่มีเงิน การจะตรวจหาประวัติความเป็นมาของเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องยาก ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เจ้าไม่สงสัยอะไรบ้างหรือไง ว่าทำไมต้องเป็นเจ้าที่มาทำภารกิจนี้ นั่นเป็นเพราะสำนักงานฮันเตอร์รู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเจ้าสามารถลงไปในตำหนักเทพแล้วรอดออกมาได้ แสดงว่าพวกเขาต้องการให้เจ้าลงไปที่ตำหนักเทพอีกครั้ง ส่วนภารกิจสืบหาคนหายนั้น อาจเพียงแค่กลลวง”

พอได้คิดตามเหนือภพก็รู้สึกคล้อยตาม ไม่เว้นแม้แต่พญานาค

‘เจ้านั่นพูดมีเหตุผล ข้ารู้สึกได้ถึงพลังแข็งแกร่งที่เมืองนี้มาสักพักแล้ว เพียงแต่มันเป็นพลังที่ข้าไม่คุ้นเคย อาจเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งมีชีวิตโบราณที่ข้าไม่รู้จัก’

‘แล้วข้าควรทำยังไง’

นาน ๆ ทีพญานาคถึงจะสื่อสารกับเขา เหนือภพจึงต้องใช้โอกาสนี้พูดคุยขอคำปรึกษา

‘ถามเจ้านั่นเองสิ’

คำตอบที่ได้รับ ทำให้เหนือภพส่ายหน้าน้อย ๆ พลางถอนหายใจ

“แล้วข้าควรทำยังไง” เหนือภพถามผู้คุมกฎซ้ายอย่างตรงไปตรงมา

“อืม… เรื่องนี้ประหลาดเกินไป บางทีหญิงสาวที่ชื่อจิต อาจจะลงไปที่นั่น แต่หากเป็นเพียงแค่ตำหนักเทพ ทำไมต้องสร้างเรื่องให้ลึกลับซับซ้อนขนาดนี้”

ท่าทางครุ่นคิดของผู้คุมกฎซ้ายทำให้เหนือภพมึนงง เขายังคิดตามไม่ค่อยทัน แต่จู่ ๆ ผู้คุมกฎซ้ายก็ยื่นสร้อยเบี้ยแก้ให้เหนือภพ

“หาา นี่ท่าน” เหนือภพตกใจจนผงะถอยหลัง ทำไมคนของลัทธิดับสุริยันถึงมีสร้อยเบี้ยแก้มากถึงเพียงนี้

“เจ้าเก็บมันไว้” ผู้คุมกฎบอกแค่นั้น แล้วก็ทำท่าจะจากไป

“เดี๋ยวก่อน !” เหนือภพรั้งเขาไว้อย่างไม่เข้าใจ

“ข้ามีเรื่องสงสัย ทำไมพวกท่านถึงมีสร้อยเบี้ยแก้หลายเส้นนัก”

เหนือภพนึกถึงอาจารย์ ก่อนจากลากันอาจารย์ก็มอบให้เขาเส้นหนึ่ง แต่เขาให้พราวจันทร์ไว้ใช้ปกป้องตัวเอง และในตอนนี้ผู้คุมกฎซ้ายก็มอบมันให้เขาอีก ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งของที่หาได้ยากมาก แต่ทำไมผู้คนกลับยกให้เขาโดยไม่เสียดาย หรือว่าจริง ๆ แล้วสร้อยนี่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด พวกเขาจึงอยากผลักออกให้ไกลตัว

ผู้คุมกฎซ้ายมองหน้าเหนือภพ แล้วก็เอือมระอาในความคิดของเด็กที่โตมาโดยไม่มีพ่อสั่งสอน เขาถอนหายใจ ก่อนจะพูดอธิบาย

“ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็บอกได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับอารามศักดิ์สิทธิ์”

“อารามศักดิ์สิทธิ์คืออะไร ทำข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”

“ประสบการณ์เจ้ายังคับแคบ เจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลก ตัวตนของอารามศักดิ์สิทธิ์มีมาตั้งแต่มนุษย์ยุคแรก พวกเขาเป็นเสมือนตัวแทนของเทพบนโลก มีความสำคัญในการขับเคลื่อนหลาย ๆ อย่างบนโลก ซึ่งลัทธิดับสุริยัน และศาสนจักรดับตะวัน ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในรากที่แตกแขนงมาจากอารามศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเบี้ยแก้ก็เป็นสิ่งที่อารามศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นของขวัญแก่บุคคลที่มีความสามารถ เป็นสัญลักษณ์และบัตรผ่าน ผู้ที่มีเบี้ยแก้จะมีสิทธิ์เข้าไปที่นั่นได้ และที่นั่นก็อยู่เหนือกว่าสำนักงานฮันเตอร์ที่เจ้ารู้จัก อยู่เหนือกว่าทุกสิ่งที่เจ้าเคยรู้มา”

ผู้คุมกฎซ้ายอธิบายด้วยใบหน้าจริงจัง

“แล้วท่านเคยไปหรือเปล่า”

เหนือภพเริ่มตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผู้คุมกฎซ้ายกลับมาท่าทีคล้ายไม่อยากเล่า แต่เมื่อมองสบตาแบบเด็กน้อยที่กำลังรอฟังนิทานจากพ่อ เขาก็อดเล่าให้ฟังไม่ได้

“การไปที่นั่นไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิด คนคนนั้นต้องผ่านการทดสอบจากหอคอยดาราทั้งสิบสอง ที่จะวนเวียนผลัดกันเปิดทดสอบเพียงครั้งแรกในรอบสิบปี มีเพียงผู้ที่ชนะทั้งสิบสองหอคอยถึงจะได้รับเส้นทางไปสู่อารามศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง  กว่าจะเอาชนะหอคอยดาราทั้งสิบสองได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 120 ปี ซึ่งมันขัดกับอายุขัยของคนไร้พรสวรรค์อย่างเรา ที่ไม่ได้ยืนยาวเท่าผู้มีพรสวรรค์ ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงใด ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะความชราในที่สุด”

ผู้คุมกฎหยุดพักหายใจ พลางเหม่อมองออกไปในที่ที่ไกลแสนไกล แล้วก็พูดจบการอธิบายอย่างเลื่อนลอย

“และตัวข้าเองก็ไม่ได้ใฝ่สูงขนาดนั้น เก็บเบี้ยแก้นี้ไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มิสู้ให้เจ้าไว้ปกป้องกันตัว”

“อ่อ ข้ายังมีอีกคำถาม ข้าอยากรู้ว่าคนที่มีเบี้ยแก้อยู่ในครอบครองมีใครบ้าง”

ผู้คุมกฎหันขวับมองเหนือภพอย่างสงสัยในสติปัญญา

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นพระเจ้าหรือไง ใครจะไปรู้ แต่ข้าบอกได้ว่าเบี้ยแก้มีทั้งหมดหนึ่งพันเส้น พวกมันถูกแจกจ่ายให้คนทั่วทั้งทวีปเงาสุริยันจันทรา  และไม่ว่ามันจะอยู่กับใคร คนคนนั้นย่อมเป็นผู้มีความสามารถที่คู่ควร  เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว ถ้ามีอะไรคืบหน้า ข้าจะติดต่อมาเอง”

“ครับ ลาก่อน”

เหนือภพกำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านโอปะ คนที่สนับสนุนการทดลองเป็นคนที่มีสัญลักษณ์เป็นเบี้ยแก้ ตอนแรกเขาหวังว่าจะรู้อะไรบ้าง แต่ไม่คิดว่าเบี้ยแก้จะมีถึงหนึ่งพันเส้น ตอนนี้ที่เขาพอจะรู้ว่าใครที่ครอบครองเบี้ยแก้มีแค่เฮงเฮง พราวจันทร์ และเขา ซึ่งทั้งสามเส้นนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้สองคนนั้นเอง ดูเหมือนว่าเขาคงต้องติดต่อพยัคฆ์คีรีดูสักครั้ง เพราะก่อนที่เบี้ยแก้เส้นแรกจะถูกส่งต่อให้เฮงเฮง เพื่อควบคุมวิญญาณร้ายที่เหลืออยู่ มันเคยเป็นของพยัคฆ์คีรีมาก่อน หรือว่าพยัคฆ์คีรีจะเป็นหนึ่งในคนมีความสามารถพันคน

ณ ห้องผู้อำนวยการวิทยาลัย

หลานไพลินก้าวเท้าเข้ามาห้อง แล้วค้อมหัวอย่างนอบน้อมเคารพกรจักร อาจารย์ใหญ่วัยชราที่กำลังจัดการกับกองเอกสารจำนวนมากบนโต๊ะของเขา

“เรียนอาจารย์ใหญ่ มีคนเข้าไปที่โรงฝึกเก่าอีกแล้ว พอข้าจะจัดการเขาก็พบว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา  เขามีระดับพลังทัดเทียมกับข้า จากนั้นข้าก็ไปสืบประวัติเขา จนได้รู้ว่าเขาคือเหนือภพ”

อาจารย์ใหญ่ชะงักเล็กน้อย

“เหนือภพ ? เจ้าเด็กที่ทลายหอหมื่นบุปผาในคืนเดียวน่ะหรือ”

“ใช่ค่ะอาจารย์ใหญ่ นอกจากนี้ข้าพบว่า เขาเป็นคนที่สำนักงานฮันเตอร์ส่งมา เราควรจะจัดการเขายังไงดีคะ ให้ข้ากำจัดเขาเลยไหม”

ในสายตาของหลานไพลินยามที่พูดถึงเหนือภพ มีความแค้นลึกล้ำซ่อนอยู่ ซึ่งอาจารย์ใหญ่ก็สัมผัสได้

“ไม่ต้อง”

กรจักรเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาล้ำลึก

“มันถึงเวลาแล้วที่สำนักงานฮันเตอร์จะได้รับรู้ ทุกอย่างมาถึงช่วงเวลาที่สุกงอมแล้ว ต่อให้ปิดบังต่อไปก็คงปิดได้อีกไม่นาน แต่ถ้าหากเราไม่ทำอะไรเลยมันก็จะดูน่าสงสัยเกินไป จัดการตามที่เจ้าเห็นสมควร แค่อย่าเอิกเกริกเกินไป ต่อให้สำนักงานฮันเตอร์ส่งเจ้าเด็กนั่นมา ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เด็กนั่นก็แค่ตัวล่อเป้า คนที่พวกเราควรกังวลคือฮันเตอร์ลึกลับที่สำนักงานฮันเตอร์ส่งมาดีกว่า จนบัดนี้พวกเราก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นใคร เจ้าระวังไว้ให้ดี”

“ค่ะ อาจารย์ใหญ่”

“เอ๊ะ ! จันทร์เจ้า นั่นพี่ชายของเธอนี่”

มะลิ เพื่อนสาวนักศึกษาร่วมบ้านของพราวจันทร์เอ่ยทัก ขณะสายตาจับจ้องไปที่ลานหน้าอาคารเบญจรงค์ เธอเห็นเหนือภพกำลังเดินออกมาส่งชายสูงอายุคนหนึ่ง

พราวจันทร์หันมองตาม เพียงแค่มองปราดเดียวพราวจันทร์ก็นิ่วหน้า เธอดูออกทันทีว่าชายสูงอายุคนนั้นมีใบหน้าคล้ายกับเหนือภพ แม้วัยของเขาจะดูชราเกินว่าจะเป็นพ่อของเหนือภพได้ แต่เธอก็ยังมองเห็นความเชื่อมโยงบางอย่าง

‘ไม่ใช่ว่าเขาตายไปแล้วหรอกหรอ’

คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของเธอ แล้วก็มีความคิดอีกด้านออกมาคัดค้านว่าภาพที่เห็นไม่ใช่เรื่องจริง แม้เหนือภพจะพูดคุยกับชายชราด้วยดี แต่ท่าทางการยืนและการเคลื่อนไหวของเหนือภพอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะหนีได้ตลอดเวลา เหนือภพระวังตัวมาก มันแปลก

“มะลิ พอดีข้าลืมของที่ห้องน่ะ ต้องรีบไปก่อน เจ้าเดินไปคุยกับพี่ชายข้าก่อนเลยนะ เดี๋ยวมา”

“อ้าว จันทร์เจ้า เอางั้นเลยหรอ”

มะลิยังไม่ทันได้ทักท้วง พราวจันทร์ก็วิ่งจากไปไกลแล้ว ปล่อยมะลิได้แต่เกาหัวแกรก ๆ พอเธอคิดว่าจะต้องเข้าหาเหนือภพเพียงคนเดียว ก็รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าเหนือภพถูกมองจากสายตาของหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์ เขาเป็นเพียงแค่ตัวไร้ค่าที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ แต่สำหรับสาว ๆ ผู้ไร้พรสวรรค์แล้วมันต่างออกไป เหนือภพเป็นชายที่รูปร่างหน้าตาดี เป็นชายหนุ่มในอุดมคติที่พวกเธอสามารถไขว่คว้ามาครองได้

มะลิค่อย ๆ ก้าวเดินตรงเข้าหาเหนือภพด้วยความลังเล ทว่าเธอถูกขัดจังหวะไว้เสียก่อน

“มะลิ ! จันทร์เจ้าล่ะ คุณชายของข้ามีอะไรจะสอบถามนางนิดหน่อย”

โมราตะโกนถาม พลางวิ่งเข้ามาหามะลิ ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าที่ผู้ไร้พรสวรรค์ทั่วไปจะทำได้

มะลิหันมายิ้มให้โมรา เธอไม่ได้รู้สึกเหม็นหน้าผู้มีพรสวรรค์ เหมือนคนไร้พรสวรรค์คนอื่น ๆ เธอมีความเป็นมิตรไม่ว่ากับใครเธอก็ทำดีด้วย มะลิและพราวจันทร์จึงแตกต่างจากผู้ไร้พรสวรรค์คนอื่น ๆ ในบ้านเพชร พวกเธอคิดว่าคุณชายจิบชากับโมราไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ พวกเขาเป็นแค่คนหนึ่งที่หลงใหลในศาสตร์วิชาชีพของผู้ไร้พรสวรรค์ก็เท่านั้น

“อ่อ เห็นว่าลืมของที่ห้องน่ะ เดี๋ยวก็คงกลับมา”

มะลิพูดจบก็หันมาค้อมหัวให้คุณชายหน้าสวย ที่เพิ่งเดินมาถึง แม้คุณชายจิบชาจะไม่เคยโอ้อวด หรือทำตัวเย่อหยิ่งใส่พวกเธอ แต่เขาก็มีบุคลิกนิ่งเฉยที่ดูแล้วน่าเลื่อมใส

“เอ๊ะ !  นั่นเขานี่คะคุณชาย”

จู่ ๆ โมราพูดโพล่งขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นเหนือภพที่ยืนอยู่ไกลออกไป  มะลิเอียงคอมองอย่างแปลกใจ

“พวกเจ้ารู้จักพิภพ พี่ชายของจันทร์เจ้าด้วยหรอ”

“พิภพ ?”

ใบหน้าของโมราเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่เมื่อเธอเห็นคุณชายยกชาขึ้นจิบ เธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“แน่นอนว่าสิ เมื่อก่อนพิภพกับคุณชายของข้าเคยร่วมงานกันบ่อยครั้ง ทำให้รู้จักกันมาบ้าง”

‘แถมยังโกยเงินจากคุณชายไปไม่น้อยอีกต่างหาก เจ้าคนหน้าเลือดนั่น’

โมราอยากจะพูดประโยคหลังใจจะขาด แต่เธอเลือกที่จะยิ้มแย้ม ในเมื่อเหนือภพอยากปกปิดตัวตน คุณชายของเธอและเธอก็จะช่วยปกปิดให้

หลังจากที่เหนือภพส่งผู้คุมกฎซ้ายเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันมาทักคนรู้จัก

“เอ๊ะ ! พวกเจ้ามาได้ไง”

เหนือภพหันมาถาม เมื่อเห็นคนทั้งสามคนเข้ามาหา แถมยังเป็นคนที่เขารู้จักทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณชายจิบชาที่ไม่ว่าจะเจอกันกี่ครั้ง เขาก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้ง คุณชายหน้าหวานเป็นเทพเจ้าแห่งเงินตราที่แท้จริง และตอนนี้เทพเจ้าก็แวะเวียนมาพบเจอเขาอีกครั้ง เหนือภพฉีกยิ้มกว้าง

“มะลิ แล้วน้องสาวข้าล่ะ”

เหนือภพถามอย่างแปลกใจ ปกติเขาจะเห็นพราวจันทร์อยู่กับมะลิทุกครั้ง

“อ่อ จันทร์เจ้าบอกว่าลืมของ เดี๋ยวนางมา เอ่อ คือว่า...พี่พิภพ พี่ทานข้าวเที่ยงหรือยังคะ”

“ยังเลย”

มะลิยิ้มกว้าง ไม่น่าเชื่อว่าการเข้าหาชายหนุ่มจะง่ายดายขนาดนี้

“งั้นดีเลย พวกเรากำลังจะไปโรงอาหารพอดี ไปด้วยกันไหมคะ”

เหนือภพครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว การไปกินอาหารกับพวกเธอก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมาย เพราะถึงยังไงเขาก็ต้องรอเจอพราวจันทร์ เพื่อปรึกษากันอยู่แล้ว

“ได้สิ นำไปเลย”

เหนือภพพยักหน้าง่าย ๆ ก่อนจะนึกบางอย่างได้ สายตาของเขาตวัดมองคุณชายหน้าหวานแวบเดียว แล้วเขาก็ยิ้มมุมปาก

“เอ ข้าได้ยินแว่ว ๆ ว่า คุณชายจะเลี้ยงอาหารพวกเราหรือ”

เหนือภพพูดเปรย ๆ ทีเล่นทีจริง เขาก็แค่พูดไปเรื่อยเหมือนโยนหินถามทาง แต่ไม่คิดว่าคุณชายจิบชาจะถือเป็นจริงเป็นจัง แม้คุณชายจะไม่พูดอะไร แต่โมราหันมาชักสีหน้าใส่เหนือภพ แค่นี้ก็ถือว่ารู้กัน

“จริงหรอคะ”

มะลิถามขึ้นมาอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โมราถอนหายใจ แล้วก็จำใจต้องพูดไปตามที่คุณชายจิบชายต้องการ

“ใช่แล้ว คุณชายบอกว่าวันนี้อยากกินอะไรก็ได้ เต็มที่เลย คุณชายจะเป็นเจ้ามือเอง”

“โอ้ แบบนี้ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”

เหนือภพยิ้มกว้าง จนโมราเองอยากจะเอากำปั้นอุดปากเหนือภพเหลือเกิน เหนือภพดีใจมากที่สามารถประหยัดเงินค่าอาหารไปได้อีกวัน เขาเดินเข้ามาโอบคอมะลิเหมือนเป็นเพื่อนชาย

“ไปเถอะสาวน้อย วันนี้กินฟรี”

มะลิก้มหน้างุด ใบหน้าของเธอแดงก่ำ แต่เหนือภพกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับการกระทำนี้ เขาแค่รู้สึกว่าพวกเขาก็แค่เพื่อนกัน เขาไม่ได้คิดซับซ้อนกับกฎเกณฑ์ชายหญิงมากนัก

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด