ตอนที่แล้วตอนที่ 138 ในที่สุดเราก็พบกัน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 140 วรรณตะ

ตอนที่ 139 ค่าชดเชยแสนแพง


จันทราโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เพราะหน้าตางาม ๆ ของเธอกลับทำให้เหนือภพรู้สึกว่าหน้าตาดุ ๆ แบบนี้ของเธอก็น่ารักดี

“อาจารย์ลุงคะ ข้าอยากให้ท่านบอกต่อศิษย์ท่าน ได้โปรดคืนอินทรีแดงให้ข้าด้วย”

จันทราพูดกับพระอาจารย์สิริจันโทด้วยท่าทีมีมารยาท ทำให้พระอาจารย์รู้สึกเอ็นดูเธอมากกว่าศิษย์ของตัวเองเสียอีก

“เหนือภพ เจ้าคืนให้นางไป” เหนือภพถึงกับสะอึก พลางยิ้มแห้ง ก่อนจะพูดคุยกับพญานาคในจิต

‘นี่ ๆ คายออกมาก่อน เจ้าคงไม่ย่อยไวขนาดนั้นหรอกมั้ง เดี๋ยวข้าหาให้กินใหม่’

‘ไม่’ พญานาคตอบเสียงแข็ง จากนั้นก็มีเสียงเคี้ยวกระดูกนกตามมา ทำให้เหนือภพหน้าเหวอจนทุกคนดูออก

“เหนือภพ หากเจ้าคืนให้นางไม่ได้ งั้นดาบของเจ้าก็ยกให้นางไปก็แล้วกัน”

“อาจารย์ ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว นั่นดาบระดับ 6 เลยนะ นกตัวนั้นจะเท่าไหร่เชียว แป๊บหนึ่งนะ ข้าต้องเอาคืนให้แน่ ๆ รอหน่อย มันต้องใช้เวลา”

‘นี่เจ้า ช่วยข้านะ อีกครั้งเดียว’

‘ไม่อ่ะ ข้าช่วยเจ้าตั้งเยอะ เจ้ายังไม่เคยตอบแทนข้าสักที พอข้าเจอนกที่มีพลังปราณใกล้เคียงกับครุฑ เจ้าก็จะเอาคืนอีก เออก็ดี ต่อไปนี้ข้าจะไม่ช่วยเจ้าแล้ว เจ้าเอานกนี่คืนไปเลย’

เมื่อเหนือภพได้ยินพญานาครำลึกบุญคุณ แม้เหนือภพจะหน้าด้านเพียงใด แต่ครั้งนี้เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งพอจินตนาการถึงอนาคตที่พญานาคไม่สนใจไยดีเขาแล้ว แค่คิดเขาก็รู้สึกถึงอันตรายแล้ว

‘อ่ะ ๆ เจ้ากินไปเลย ข้าจัดการเอง’

“ไหนอินทรีแดงของข้า เจ้าจะคืนหรือไม่คืน ดาบของเจ้าอยู่นี่แล้ว”

จันทราพยายามท้วง เมื่อศิษย์พี่นักกระบี่ของเธอเดินทางมาถึง เธอก็เล่าเรื่องราว และขอดาบเล่มนั้นมาคืนให้เหนือภพ ทว่าเหนือยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะตอบกับอย่างเก้อเขิน

“เอ่อ ไม่มี”

“อะไรไม่มี เจ้าอย่าบอกนะ ว่าเจ้าแดงน้อยของข้าถูกงูของเจ้ากินไปแล้ว”

“แฮะ ๆ แหม เจ้าก็รู้นี่ว่าในการต่อสู้มันก็ต้องมีเจ็บมีตายกันบ้าง”

“อาจารย์ ฮือ ๆ เจ้าแดงของหนู”

เมื่อจันทรารับรู้ถึงข่าวร้ายว่าสัตว์อสูรแสนรักที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะตายไป เธอก็โผเข้ากอด อาจารย์พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น

หากเป็นยามปกติ วรรณะคงทำอะไรสักอย่างด้วยฐานะและอำนาจของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด แต่กับศิษย์ของศิษย์พี่ที่เขาเคารพรักทั้งยังเคยติดหนี้บุญนับไม่ถ้วนอีก เขาก็จนปัญญาที่จะจัดการ

“จันทราไม่ต้องร้องแล้ว เดี๋ยวข้าหาให้เจ้าใหม่ จะหาสัตว์อสูรที่ดีกว่าเจ้าแดงให้ละกัน”

วรรณะลูบหัวศิษย์หญิงของตัวเองด้วยความเอ็นดู ส่วนพระอาจารย์สิริจันโทเห็นน้ำตาของสาวน้อยแล้วก็นึกสงสาร

“มันเป็นความผิดของศิษย์ข้า เจ้าก็เอาดาบเล่มนั้นไปเพื่อเป็นการชดเชยก็แล้วกัน”

พระอาจารย์สิริจันโทเอ่ยบอกอย่างตัดจบปัญหา แต่เจ้าของเรื่องกลับไม่ยอมให้จบง่าย ๆ

“หา เดี๋ยวสิอาจารย์ เป็นแบบนั้นได้ยังไง ท่านรู้ไหมว่าดาบนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ เราจ่ายเงินค่าตัวของมันแทนได้มั้ย”

จันทราได้ยินเช่นนั้นก็ผละจากอาจารย์ มายืนจ้องหน้าเหนือภพอย่างไม่ยอมเช่นกัน

“ทำไมเจ้าคิดว่าเจ้าแดงไม่มีค่าเหรอ ใช่สิ มันไม่ได้แพงเท่าอาวุธระดับ 6 ของเจ้านี่ มันก็แค่สัตว์เลี้ยงธรรมดาที่ไม่ได้มีราคาเลย แต่ข้ากับมันเติบโตมาด้วยกัน ข้าเห็นมันเป็นพี่น้องของข้า มีคุณค่าทางจิตใจที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ ถ้าข้าฆ่าน้องสาวเจ้าแล้วขอชดใช้ด้วยเงินเจ้าจะยอมหรอ คนอย่างเจ้ามันจะไปรู้อะไร”

เหนือภพสะอึก พอคิดตามคำพูดของเธอเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร

‘เงียบไปเลยดิ ฮ่า ๆ’

พญานาคส่งเสียงหัวเราะในใจ  นาน ๆ ทีมันจะเห็นเหนือภพเถียงไม่ออกแบบนี้

‘ความผิดเจ้านั่นแหละ’

“แล้วจะให้ข้าทำยังไงแม้ดาบเล่มนั้นจะเป็นสิ่งของ แต่มันก็เป็นสิ่งที่กว่าข้าจะได้มาก็ต้องแลกชีวิต มันไม่อาจจะไม่ได้มีชีวิตเหมือนกับเจ้าแดงของเจ้า แต่มันก็มีค่าต่อจิตใจของข้าเช่นกัน”

พอเหนือภพรู้จักใช้เหตุผล เขาก็ดูเป็นผู้เป็นคน มีท่าทางน่าเชื่อถือมากกว่ายืนเถียงข้าง ๆ คู ๆ แบบที่เขาเคยเป็น ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างมองเขาด้วยอารมณ์หลากหลาย

จนกระทั่ง ปักษธร ศิษย์พี่รองนักกระบี่ของจันทราช่วยออกหน้าพูด

“นี่ศิษย์น้อง เอางี้มั้ย เจ้ารับดาบมา แล้วข้าจะซื้อต่อด้วยเงินแปดล้านเหรียญทอง ราคาเท่า ๆ กับราคาเจ้าแดงเลยดีมั้ย”

ปักษธรพูดจบก็จับจ้องไปยังดาบของเหนือภพที่อยู่ในมือจันทรา อย่างตัดใจไม่ลง เมื่อเห็นว่าจันทรายังคงอึกอักลังเล เขาก็กล่อมเธอต่อ

“เชื่อศิษย์พี่เถอะ ศิษย์พี่รองคนนี้รักและเป็นห่วงเจ้าแค่ไหนเจ้าก็รู้นี่นา ตกลงตามนี้นะ เรื่องจะได้จบ”

“ก็ได้ค่ะ”

พอปักษธรได้ยินแบบนั้นก็คว้าดาบจากมือศิษย์น้องมากอดแนบอกเอาไว้อย่างหวงแหน

“นี่เจ้าพูดแล้ว อย่าคืนคำล่ะ”

ปักษธรบอกอย่างดีใจ ต่อให้เหนือภพบอกว่าไม่ให้แล้วเขาก็ไม่สน ปักษธรคว้าดาบได้ก็รีบวิ่งหนีหายไปทันที ท่ามกลางอาการงงค้างของเหนือภพ สรุปว่าเรื่องการชดเชยก็จบลงโดยปริยาย

แม้ตอนแรกเหนือภพจะตกตะลึงที่นกยักษ์ตัวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงนั้น แต่เมื่อต้องแลกกับดาบระดับ 6 ไปเขาก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี เหนือภพได้แต่เก็บความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ แต่สุดท้ายเขาก็คิดเสียว่าดาบเล่มนั้นถือเป็นค่าอาหารของพญานาค เอาไว้คราวหน้าค่อยใช้งานพญานาคหนัก ๆ หรือให้พญานาคลงไปเอาแร่หกสีในตำหนักเทพมาสักหลาย ๆ ร้อยอัน

‘ข้าได้ยินนะ เจ้าเด็กบ้านี่’

พญานาคพูดแค่นั้น แล้วมันก็กลับไปเคี้ยวอาหารต่ออย่างสบายใจ

หลังจากพวกเขาตกลงเรื่องการชดเชยเรียบร้อยแล้ว เหนือภพก็ติดตามพระอาจารย์และใช้เวลาอยู่กับศิษย์น้องของท่านสักระยะหนึ่ง จากนั้นเหนือภพก็ได้ทำความรู้จักกับศิษย์ของอาจารย์อามากขึ้น ทว่ายิ่งรู้จักก็ยิ่งมีการกระทบกระทั่งกันมากขึ้นโดยเฉพาะเขากับจันทรา เพราะเรื่องของเจ้าแดงทำให้เขากับเธอดูเหมือนยิ่งรู้จักก็ยิ่งผูกปมความแค้นให้แน่นหนามากขึ้น

หลังจากนั้นพระอาจารย์สิริจันโทก็ออกเดินทางพร้อมกับศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองออกจากเมืองหลวงอย่างลับ ๆ

“เจ้าภพ เจ้าส่งอาจารย์แค่นี้แหละ ที่เหลืออาจารย์กับศิษย์พี่จะไปต่อเอง”

“อาจารย์ ท่านไม่ให้ข้าไปด้วยจริง ๆ เหรอ”

เหนือภพมีสีหน้าเศร้าหมอง ราวกับกำลังออดอ้อนอาจารย์อย่างที่เคยทำ

“เจ้าไปกับข้าก็มีแต่ทำให้ข้าวุ่นวายเปล่า ๆ อยู่ที่นี่เรียนรู้และฝึกตัวเองไป มันเป็นผลดีกับเจ้ามากกว่า จำไว้เจ้าควรใช้สติคิดการอย่างรอบคอบ อย่าได้เอาเงินเป็นที่ตั้งจนตัดสินใจทำเรื่องผิด ๆ เข้าใจไหม”

“ครับ ๆ อาจารย์”

จากนั้นพระอาจารย์ก็โยนตำราเล่มหนึ่งให้เหนือภพ

“เอ้า นี่เป็นวิชาส่วนที่เหลือที่ข้ายังไม่ได้สอนเจ้า ตอนนี้เจ้าพร้อมที่จะเรียนมันแล้ว ค่อย ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจ หากมีส่วนไหนไม่เข้าใจก็ค่อยเขียนจดหมายขอคำแนะนำจากศิษย์พี่เจ้าละกัน ข้าไปล่ะ”

“เดี๋ยวสิอาจารย์ นาน ๆ ท่านจะมาหาศิษย์ทั้งที ท่านไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเป็นของขวัญบ้างเหรอ”

“เห้อ เพราะแบบนี้ข้าถึงไม่อยากให้เจ้าตามไป สักวันข้าคงจะหมดตัวเพราะศิษย์อย่างเจ้า ว่ามาอยากได้อะไร”

“ก็อาวุธ….”

เหนือภพยังพูดไม่ทันจบ พระอาจารย์ก็เขวี้ยงสร้อยไปให้เหนือภพ เมื่อเหนือภพสังเกตดี ๆ ก็รู้ว่ามันเป็นเบี้ยแก้ ของหายากแบบนี้เขาไม่เคยรู้ว่าอาจารย์จะมีไว้ในครอบครอง และการได้เห็นสร้อยนี้อีกครั้งก็ทำให้เขาคิดถึงทูตลึกลับที่อยู่เบื้องหลังหมู่บ้านโอปะ

“อาจารย์ท่านหาของแบบนี้ได้จากที่ไหน”

“คิดอยากจะได้เพิ่มล่ะสิเจ้าเด็กนี่ แต่ข้ามีแค่เส้นเดียว มันเป็นของที่ข้าได้มาสมัยหนุ่ม ตอนที่ข้าทำงานให้กับลัทธิอยู่ วันใดที่เจ้ามีเรื่องเดือดร้อน เจ้าก็สามารถใช้มันเป็นตัวแทนข้า แล้วทางลัทธิจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

พระอาจารย์ลูบหัวศิษย์คนที่สามของตัวเองอย่างเอ็นดู จากกันในครั้งนี้จะมีโอกาสได้พบเจอกันอีกหรือเปล่าก็ยังไม่รู้

“ไหนข้าขอดูผ้าประเจียดหน่อย”

เหนือภพถกแขนเสื้อขึ้น เพื่อให้อาจารย์มองดูผ้าประเจียดที่ผูกเอาไว้ที่ต้นแขนขวาของเขา

“ข้าจะช่วยเจ้าฟื้นฟูมัน แต่จำไว้มันจะช่วยเจ้าเมื่อเวลาคับขันถึงแก่ชีวิตเท่านั้น และมันใช้ได้อีกเพียงครั้งเดียว”

พระอาจารย์จับผ้าประเจียดและบริกรรมคาถาเพียงไม่นานก็ปิดท้ายด้วยการเป่าเพี้ยง ! ผ้าประเจียดสีซีดจางกลับมาสีสดใสใหม่เงางาม เหนือภพสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่อบอวลอยู่ภายในนั้น

“อาจารย์” เหนือภพเรียกอาจารย์เสียงสั่น ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา ขณะโอบกอดพระอาจารย์จากด้านหลัง

“เอาล่ะ ๆ พอแล้ว เจ้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว เจ้าต้องการอะไรอีกก็บอกอาจารย์มา ข้าตัดสินใจแล้วว่าการไปในครั้งนี้ ข้าจะไม่ออกมาอีก ต่อไปข้าก็คงออกมาช่วยเจ้าแบบครั้งนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เหนือภพใช้หลังมือปาดน้ำตา และพูดโดยไม่จำเป็นต้องคิด

“อาจารย์ ข้าขอเงินหน่อย”

พระอาจารย์ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ได้ยินแบบนั้น แต่เขาเป็นนักบวชที่ไม่ได้ทำงาน จะเอาเงินมาจากไหน ดังนั้นพระอาจารย์จึงหันไปมองศิษย์คนโตและคนรองของตนแทน

“พวกเจ้าสองคนมีเงินกันเท่าไหร่”

ทั้งทานธรรมและวัฏจักรเริ่มไล่ค้นหาไปตามกระเป๋าและซอกหลืบเสื้อผ้าที่พวกเขาเคยเก็บซ่อนเงินไว้

“ข้ามีแค่ 200 เหรียญเงินกับอีก 30 เหรียญทอง” ทานธรรมพูดขณะยื่นให้เหนือภพอย่างไม่หวงของ

“โธ่ศิษย์พี่ ท่านเป็นถึงจ้าวตึกลำธารของกลุ่มภารดา ทำไมท่านถึงยากจนเพียงนี้”

“เจ้าไม่มีภรรยาอย่างข้า เจ้าไม่เข้าใจหรอก”

ทานธรรมยิ้มให้เหนือภพอย่างปลอบใจ ไม่ได้ปลอบใจเหนือภพหรอก เขาปลอบใจตัวเองต่างหาก เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าการที่อังกาบเก็บเงินทั้งหมดไว้เพียงคนเดียวตามหน้าที่ภรรยานั้น ทำให้เขาไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมารีดไถเงิน เพราะเขาไม่มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“ข้ามีเท่านี้”

วัฏจักรยื่นป้ายแลกเงินหลายอันที่มีมูลค่ารวมกันกว่าแปดแสนเหรียญทอง ก่อนวัฏจักรจะพูดตบท้ายว่า

“ข้าพกติดตัวไว้เท่านี้แหละ”

เหนือภพรับป้ายเงินมาด้วยมือสั่นเทา สมองอื้ออึงด้วยความดีใจจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ กว่าจะคิดคำพูดขอบคุณได้ทั้งศิษย์พี่และอาจารย์ก็เคลื่อนที่จากเขาไปไกลแล้ว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด