ตอนที่แล้วThree of us 31 : ไปคิดมา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปThree of us 33 : สนุก

Three of us 32 : กดดัน


Three of us

ตอนที่ 32

กดดัน

3❥(3)

tthe     : คนดีกินข้าวยัง?

won     : กินแล้ว เต๋กับพี่นัทล่ะ?

Nathee: กินแล้วครับ กินมันบดของโปรดเราด้วย

won     : ของโปรดใครกันแน่

tthe     : เต๋กินผักด้วยนะ เพราะรู้ว่าวอนอยากให้เต๋กิน

•••••••••••

tthe     : คนดีออกจากรพ.แล้ว

           : อยากไปไหน อยากได้อะไรหรือเปล่า

won      : ไม่อยากได้อะไร

Nathee : พี่อยากกอด

            : คิดถึง

•••••••••••

Nathee  : ทำงานวันแรก ตั้งใจนะคะ

tthe       : คนดีเก่งอยู่แล้ว

•••••••••••

tthe  : เจ้บอกว่างานหนักมาก คนดีไหวไหม

•••••••••••

Nathee : ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ คนเก่งรอพี่หน่อยนะคะ

และอีกหลายแชทที่วอนเฝ้าวนอ่านมัน เขามาทำงานที่ The 1 ได้หลายวันแล้ว ไม่ได้เจอกับสองคนนั้นเลย มีบ้างที่รถคุ้นตามาจอดหน้าบ้านอยู่นานสองนาน แต่แม่ซึ่งลางานมาเฝ้าเขารวมถึงนรสิงห์ที่จับตาดูอยู่ตลอดคอยรับส่งและสอดส่องอยู่เสมอ...

'แม่ไม่ได้จะห้าม แต่เขาต้องไปจัดการปัญหามาก่อน ทนอีกหน่อยนะวอน ถ้ารักก็ใช้ความห่างตรงนี้แหละพิสูจน์'

คำของสุณีย์ก้องอยู่ในหัวลูกชายตลอด

'พ่อกูเขาไม่ยอมลูกเดียว แม่ก็คล้อยๆไปบ้างแต่ก็ยังคาดหวังกับลูกชายคนโตมึงเก็ทไหม ส่วนฝ่ายเฮียนัทไม่รู้เลย แต่ลุงกูก็น่าจะคิดคล้ายพ่อกูอะ...'

นั่นก็เป็นอีกหนึ่งประโยคที่วนไปมาในหัวจากการบอกเล่าของโต๋

"วอน..โอเคไหม?" แล้วนี่ก็ไม่ใช่ใคร เจ้านายของเขาเอง แต้ว พี่สาวของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ว่ามา...

....งานที่เข้ามาทำอย่าเรียกว่าให้เขามาเป็นผู้ช่วยงานแผนกหนึ่งเลย เรียกได้ว่ามันเป็นผู้ช่วยเลขาเธอจะดีกว่า เพราะตำแหน่งที่วอนฝึกแม้จะมีชื่อชัดเจนแต่งานค่อนข้างจับฉ่ายแทบจะต้องเรียนรู้ทั้งหมดไปพร้อมๆกัน

"ผมโอเคครับ คุณแต้วมีอะไรให้ผมแก้ไขหรือตรวจดูอีกไหม?" วอนถามด้วยสรรพนามทางการ

....เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันไม่ใช่เพียงแค่ภาพลักษณ์ที่คนอื่นในบริษัทจะมองมา แต่จะได้รู้สึกห่างเหินและหลอกตัวเองว่าไม่เกี่ยวข้องเรื่องส่วนตัวกันได้บ้างด้วย...

"มีสิ ตรวจเอกสารด่วนของ NH Real Estate หน่อยนะ เห็นว่าเป็นเรื่องด่วน.." เลขาของแต้วยกเอกสารมาให้วอนทันที

ชื่อที่ว่าคือบริษัทอสังหาฯของนทีที่ The 1 ทำบัญชีเบื้องหลังทั้งหมดอยู่และมีหุ้นส่วนเกี่ยวข้องด้วยเล็กน้อย

....วอนรับมันมาตรวจเช็คด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

"..ใผมว่าคุณแต้วเช็คเองดีกว่านะครับ ขึ้นต้นว่าด้วยเป็นเอกสารสำคัญผมคงไม่มีความสามารถมากพอในการวิเคราะห์.." วอนเอ่ยออกมาทำเอาแต้วทำหน้าผิดหวัง

เธอแอบชื่นชมการทำงานของวรภพมาตลอด แต่มาสารภาพแบบนี้ทำเอาเธองง แต่เมื่อรับมันขึ้นมาอ่านแต่ทำเอาหัวใจจะวายยิ่งกว่า...

แจ้งกรณีพิจารณาปลดตำแหน่ง

พตอ. องอาจ xxx

นาย สุรเชษฐ์ xxx

พ้นอออกตำแหน่งกรรมการ

บริษัท NH real estate

ด้วยเหตุผลการพิจารณาขั้นต้นจากการลงนามโดยมิชอบ โดยไม่ได้มีการประชุมหารือจากประธานผู้มีอำนาจสูงสุด"

นที xxx

"นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย...บ้ากันไปแล้ว คุณจอยดูเอกสารให้แต้วหน่อยมีรายละเอียดอะไรอื่นอีกไหม?" แต้วออกคำสั่งด้วยความรีบร้อน ก่อนเอากองเอกสารทั้งหมดจะออกมากางวางบนโต๊ะ

..."ตายแล้วค่ะคุณแต้ว จริงๆมีชื่อคุณแต้วด้วยนะคะ กรณีเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาจะลดอำนาจคุณนทีในการบริหารงาน มีจดหมายแจ้งขอทบทวนการถอนหุ้นของคุณศาตนันท์และคุณนทีจาก The 1 ด้วยค่ะ.."

"...บ้าหรือเปล่าเล่นอะไรกันเนี่ย มันไม่รวนไปหมดหรือไง" แต้วสับสน เธออ่านทุกฉบับหัวปั่น นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยและเรื่องเล่นๆเลย

....นทีและเต๋กำลังทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ทุกอย่างที่เชื่อมโยงกันปั่นปวนกันไปทั้งระบบของกิจการของครอบครัวพวกเขา

"ให้ผมทำอะไรตรงไหนไหมครับ?" วรภพไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่มันต้องเรื่องใหญ่มากจนแต้วดูอยู่ไม่ติด...

และทันทีที่เธอหันมองคนถามก็นึกขึ้นได้ทันที...

"คิดว่ารู้สาเหตุแล้วล่ะ..." เธอมองไปยังเด็กฝึกงานคนใหม่ที่ยืนใกล้ๆแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะยกหูเรียกทุกคนมาประชุมภายในครอบครัวด่วนที่บริษัทของนทีทันที!

ปัก พรึ่บ!!

แต้วโยนเอกสารกระจายไปทั่วทั้งโต๊ะของห้องประชุมซึ่งมีนทีนั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะตัวยาว คนอื่นๆทั้งองอาจ อ้อ เน และสุรเชษฐ์บิดานทีเองก็เดินตามมาด้วยท่าทางเคร่งเครียดเช่นกัน

"ทำบ้าอะไรของแกนัท...แกเล่นอะไรอยู่!! นี่แค่คนๆเดียวแกต้องปั่นหัวคนทั้งบางเลยเหรอ" แต้วที่โมโหน้องชายกับการตัดสินใจที่ทำไปจนเลือดขึ้นหน้าเอ่ยด้วยเสียงดังก้อง

"รอให้ครบองค์ประชุมที่ต้องการจะพูดก่อนแล้วจะเคลียร์ทีเดียว!!" นทีตอบกลับด้วยความนิ่งทำเอาคนที่ฟึดฟัดต้องนั่งลงพร้อมด้วยอรณิชย์ที่รีบประคองหลานสาวให้ใจเย็นลง

"มากันครบแล้วเหรอครับ ดีจัง...อบอุ่นมากเลย" เต๋ที่เดินเข้ามาทีหลังถามด้วยรอยยิ้มกวนๆก่อนจะลงไปนั่งเก้าอี้ข้างนทีด้วยความอารมณ์ดี

"ครบแล้วนี่ไง...แกจะเริ่มเลยไหม นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะนัท!!" สุรเชษฐ์บิดาของนทีเอ่ยด้วยใบหน้าเครียด

"ยังขาดน้องชายอีกคนนะครับ..." นทีบอกด้วยท่าทางจริงจัง นี่เป็นท่าทีของเขาในบทบาทหน้าที่การบริหารงาน มาดผู้บริการทำให้ไม่มีใครกล้าปริปากขัดอะไรออกมาสักคน อำนาจนทีตอนนี้นั้นล้นมากกว่าใครจะกล้าขัดใจ...

5p(5)

Golffy  : เชี่ยๆๆๆเกิดอะไรขึ้นที่นี่วะ

           : วันรวมญาติมึงเหรอโต๋ @ttho

           : ขนลุกสัส ทุกคนกำลังตกใจกันมากอะ รวมกุด้วย

Foei    : ที่นี่คุณรติก็หัวปั่นอยู่หลายวันแล้ว

BIG     : ตื่นเต้นด้วยคน มีอะไรอะ?

ttho    : ก็ด่วนขนาดกูต้องลางานเข้าประชุมแม้มีหุ้นเสี้ยวเดียวอะ นี่ก็กำลังไป...ยังไม่แน่ใจว่าเรื่องอะไรแต่พอเดาออก

Foei    : เรื่องมึงเหรอ @won

won     : ไม่น่านะ ดูเรื่องใหญ่กว่านั้น

           : มีเอกสารสำคัญมากๆร่อนมาที่ the 1 ด้วย

           : รอถามโต๋แล้วกัน

ttho     : กูว่าบ้านกูกำลังโดนเฮียๆตัดออกจากกองมรดก!!

Foei    : ห้ะ?

Golffy : มึงพิมพ์ผิดปะโต๋

BIG     : นั่นดิ มันใช่เหรอวะ?

Won    : ไม่ผิดหรอก น่าจะจริง....

...เมื่อวรภพกดส่งมันปุปก็แทบจะทันทีที่ทุกคนรัวข้อความกันมา แต่เขาเองก็ตอบไม่ได้เลย รู้แค่มันมีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้นจากเอกสารที่เห็นไม่กี่นาที...ก่อนที่แต้วและเลขาจะพากันกรูออกไป

    

"เอาล่ะ...ครบแล้วเริ่มประชุมนะครับ" นทีเกริ่นขึ้นมาหลังจากที่น้องชายคนสุดท้ายอย่างโต๋เข้ามานั่งลงแล้ว

  

"แกทำบ้าอะไรนัท เอกสารว่อนจะปลดป๊าออกจากตำแหน่งเนี่ยนะ แล้วไหนจะพิจารณาบ้าอะไรนี่อีก" บิดาของนทีเปิดก่อนคนแรก หลังจากเขาเคารพกฎเริ่มพูดต่อเมื่อองค์ประชุมครบมาสักพักใหญ่แล้ว

"นี่มันไม่ใช่แกไม่พอใจแล้วจะไม่เห็นหัวหงอกหัวดำกันนะ..." องอาจเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว ในใจคิดว่าลูกและหลานทำขนาดนี้เพราะเรื่องของวรภพที่พวกเขายืนกรานไม่ยอมรับ

...นทีหันไปมองเลขาสาว ก่อนที่เธอขะปรี่เข้ามาเดินแจกเอกสารให้ทุกคนบนโต๊ะจนครบ

"ก่อนอื่นพูดแบบตัดคำว่าวงศาคณาญาติออกก่อน คุณสุรเชษฐ์ คุณองอาจ และคุณขนิษฐ์มีสิทธิ์อะไรมาใช้อำนาจโดยไม่ชอบจะลงมติลับหลังผมในการลดอำนาจประธานบริหารของผมลงครับ.." นทีถามออกมามองจ้องไปยังทั้งสามคนที่ว่า

"ก็แกมันมัวเมาในอำนาจบริหารไงนัท มันจะมั่นใจได้ไงว่าแกไม่ทำอะไรบ้าๆตัดสินใจไปเอง ในฐานะที่เราสามคนมีหุ้นจำนวนหนึ่ง มีสิทธิ์จะลงมติไม่ไว้ใจการบริหารงานของแก!" ทัศนะมืดบอดของนายตำรวจใหญ่คุณน้าแท้ๆของนทีเอ่ยออกมาทำเอาเขาหลุดขำด้วยความสังเวช

"พูดอย่างตรงไปตรงมา...จะลดอำนาจเพื่อกดดันผมในเรื่องส่วนตัวน่ะเหรอ...นี่เหรอเหตุผลที่สมควร!!"

ปัง!!

พูดจบนทีก็ตบลงบนโต๊ะเสียงดังมากจนทั้งห้องสะดุ้งโหยง

"...ป๊ารู้นะว่าแกเก่ง แต่บริษัทนี้มันจะดำเนินโดยมีผู้บริหารที่มีภาพลักษณ์แบบนี้ไม่ได้ เราเห็นชอบด้วยกันว่าแกควรจะต้องถูกลดมันเพื่อกดดันให้เลิกพฤติกรรมทางเพศที่แกทำอยู่!!" สุรเชษฐ์เอ่ยออกมาด้วยเสียงแข็งๆ ทำเอาลูกชายโกรธจนตัวแดงและรีบข่มตาตัวเองลง

"แล้วอีกอย่างคาสิโนแกอย่าลืมว่าใครคือคนช่วยเหลือให้แกดำเนินมันไปได้ นัท... น้าทั้งนั้น!! แกต้องการอะไรอยากทำอะไรน้าช่วยเหลือเสมอ เพียงแค่แกเลิกดึงดันทำตัวแบบนั้นแล้วทำตัวเข้าร่องเข้ารอยแต่แกก็ไม่ทำ! มันก็มีแค่เรื่องนี้แหละที่กดดันแกได้!!" องอาจโชว์ทัศนะคติแย่ๆนั่นออกมาอีกหน

"นี่ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?" อรณิชย์หันถามสามีและมองน้องชายด้วยไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน...

"น้อยไปสิ...ใครกันแน่ที่เริ่มปั่นพวกผมก่อน.." เต๋ถามพร้อมมองรอบโต๊ะ

"ก็แค่คิดว่าต้องดัดนิสัยพวกแกบ้าง พวกแกเก่งมากนะเรื่องการทำงาน แต่ความเก่งนั้นมันไม่ต้องเห็นหัวใครในครอบครัวเลยหรือไง มันเก่งแล้วต้องลืมเรื่องศีลธรรมไปเลยเหรอ..." แต้วเอ่ยออกมาทำเอาอ้อตาโตกว่าเดิม

เธอไม่รู้เลยว่าคนอื่นๆกำลังทำสิ่งนี้ใช้อำนาจที่มีในการกดดันลูกหลานและน้องชาย แต่ดูเหมือนน้องสะใภ้อย่างเนจะรู้มันอย่างดีเลยเอาแต่ก้มหน้าไม่สบตาเธอเลย....

"ศีลธรรม? ว้าว...ประทับใจจริงๆ ผมเริ่มที่น้าก่อนเลย แน่จริงผมอยากให้น้าโทรไปสั่งให้ทลายคาสิโนผมตอนนี้เลยครับ"

"...."

"โทรเลย!! โทรสิครับ..." นทียุยงน้าชายด้วยใบหน้านิ่งๆ

"แกหมายความว่าไง?" องอาจว่า

"เพราะคาสิโนทุกวันนี้ของผมเบื้องหลังมันก็วงการของน้าทั้งนั้น ลองลากออกมาสิ!! มันต้องออกมาทั้งหมด...น้าอย่ามาเล่นลิ้นเรื่องนี้ทั้งที่น้ารู้ดีแก่ใจว่าใครสนับสนุนให้มันมีบ่อนขึ้นมา!!!" นทีบอกเสียงกร้าว ไม่ใช่เขาขอให้น้าช่วย แต่เพราะกิจการนั้นมันก็ช่วยน้าและหัวหน้าของน้าชายเขาด้วยต่างหาก!!

องอาจให้ยินก็หุบปากลงทันที...

"ต่อไปป๊า... ป๊าเก่งมากที่มีที่นี่ได้จากเงินของตา นัทภูมิใจกับมันมาตลอด...จนวันที่มันเริ่มซบเซาไม่ใช่ไอ้ลูกที่มีรสนิยมทางเพศไม่ถูกใจป๊าคนนี้เหรอที่มันกลับมางัดทุกอย่างขึ้นมาได้จนมันเป็นวันนี้!!" คราวนี้นทีเอ่ยด้วยเสียงสั่นไปหมด

"จะบอกว่าแกเก่งมากงั้นสิ เก่งจนไม่ต้องนึกถึงหน้าป๊ากับแม่แล้ว!!" สุรเชษฐ์ตวาดกลับดังลั่น

"นโยบายของผมไม่ทำงานและไม่สนใจจะร่วมกิจการกับพวกโลกแคบที่เอาเรื่องส่วนตัวและภาพลักษณ์ปลอมๆมาตัดสินโดยที่ไม่ให้เกียรติสิทธิ์ความชอบของคนอื่นอยู่แล้ว และเพื่อนป๊าสังคมป๊าจะรับไม่ได้มันก็อยู่ที่ความโลกแคบของพวกมัน ไม่ใช่ของผม.."

น้ำเสียงที่เด็ดขาดนั่นทำเอาผู้ใหญ่ทุกคนหน้าชา... นทีไม่เคยมีกิริยาแบบนี้มาก่อนเลย ไม่เคยสักครั้งจะขัดใจใครและมีใครกล้าขัดใจ เขาทำทุกอย่างได้ดีและรู้หน้าที่มาตลอด

"แกจะยืนยันที่จะทำทุกอย่างให้พวกฉันไม่กีดขวางทางรักผิดๆของแกน่ะเหรอนัท แกจะเอาแบบนี้ใช่ไหม!!" องอาจสวนขึ้นมาบ้าง

"ผมยังพูดไม่จบ..." นทีขัดด้วยใบหน้านิ่ง

"...."

"ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรแต่ที่ผมทำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะทุกคนกำลังเอาเรื่องส่วนตัวในบ้านมาเกี่ยวกับงานบริษัทซึ่งผมรับไม่ได้และจะไม่ยอมรับเด็ดขาดในการเอาตำแหน่งที่ผมมีมาลดอำนาจกดดันให้ทำตามความเป็นไปของครอบครัว!!"

"มันจะมากไปแล้วนะนัท!" แต้วแว้ดขึ้นมา

"ไม่มีอะไรมากไปหรอก เจ้ก็อีกคน...แทนที่จะเห็นโลกแล้วอธิบายให้คนอื่นเข้าใจแต่กลับเอาแต่อยู่ในกรอบที่คิดว่าดี...ทำตัวเป็นลูกที่เชื่อฟังตลอด รับบทคนเคร่งไปทุกที่ทุกอย่างจนลืมเรื่อง emotion ไปหมดแล้วหรือไง?" เต๋ถามพี่สาวเธอขึ้นมา

ที่ผ่านมาขนิษฐ์ติดอยู่กับกรอบจนรอบคอบไปหมดทุกอย่าง มันตึงเสียจนหลายอย่างจะระเบิด ถ้าเป็นยางสักเส้นมันคงขาดจนดีดจนเธอเลือดอาบไปนานแล้ว...

"ที่ผมทำวันนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องของส่วนตัว แต่เพราะทุกคนต่างหาก!! ทุกคนเอาเรื่องส่วนตัวมาปนในงานและผมคงจะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่แย่มากถ้าจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไป แล้วถ้าผมไม่รู้ทันก่อนป๊าคงจะทำสำเร็จไปแล้วด้วย!!" นทีเสียงแข็งขึ้นมาอีกรอบ

"...."

"ผมจะขอปลดป๊า น้า และแต้ว...ที่ต้องเข้าสู่ขั้นพิจารณาก่อนเพราะยังไม่มีหลักฐานชัดให้ออกจากหน้าที่ตัดสินใจภายในบริษัทนี้ทั้งหมด!!" นทีออกคำสั่งออกมา

"มันจะไม่เกินไปหน่อยอหรอนัท.."

"ไม่เกินครับ มันมีกฎที่ร่างขึ้นโดยมีทุกคนรู้เห็นมาตั้งแต่ตอนแรก มันมีสัญญา...แต่ทุกคนใช้ช่องโหว่มาบังคับให้ผมทำแบบนี้เองนะ ต่อจากนี้ป๊าและน้าจะได้รับแค่เงินปันผล ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรที่นี่อีกต่อไป.." นทีบอกด้วยใบหน้าไม่มีความต้องการจะประณีประนอมอะไรทั้งนั้น

"ได้ เจ้ยอมรับ..." แต้วบอกด้วยแววตาสั่นไหว ในเมื่อทั้งหมดมันจริง

เพราะพ่อและลุงต้องการกดดันนทีโดยเอางานมายุ่งกับเรื่องส่วนตัว ยิ่งหุ้นทั้งหมดก็ญาติๆกันทั้งนั้นด้วยแล้วพ่อและลุงเลยคิดว่านทีและเต๋ต้องกลัวจะเส่ยอำนาจไป เธอเล่นตามเกมที่พ่อกับลุงหาช่องโหว่มาให้และเธอยื่นเสนอเรื่องไปให้เป็นคนจัดการนทีเอง...

ในเมื่อเธอทำตัวเป็นกฎมาตลอดวันนี้เธอก็ต้องยอมรับกฎเช่นกัน...

"และผมจะพิจารณาถอนหุ้นออกจาก The 1 เว้นเสียแต่ว่า..."

"อะไรเต๋...แกจะให้เจ้ทำยังไง แกกำลังบังคับเจ้นะ..." แต้วแววตาสั่นไหว ถ้าทำแบบนั้นบริษัทจะเสียหายไม่เป็นท่า...

"ผมมีสัญญาและกฎของการถือหุ้นในครอบครัวฉบับใหม่ โดยลงนามยอมรับว่าหากใครที่มีการเอาเรื่อง ส่วนตัว ทั้งรสนิยม ความชอบ ศาสนา การนับถือใดๆมาปนกับเรื่องงานอีก จะพ้นจากทุกตำแหน่งและคืนหุ้นทั้งหมด ถ้ายอมรับได้ ผมจะไม่ถอนมันออกจาก The 1 ที่มีผู้บริหารโลกแคบแบบเจ้" เต๋บอกมันออกมา

"นี่ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว จะครอบคลุมไปถึงทุกๆคนในบริษัทนี้ พนักงานเงินเดือนทุกคน และมีผลให้พิจารณาไปทั้ง NH , ELs รวมถึง The 1 ที่ผมสองคนถือหุ้นครึ่งหนึ่ง ถ้าเจ้ไม่ยอมรับก็ได้...แต่จะไม่มีการร่วมทุนกันอีก" นทีว่า

"สรุปได้ว่าพ่อและลุงรวมถึงเจ้จะใช้การลงมติลดอำนาจเฮียนัทเพราะกดดันเรื่องรสนิยมทางเพศ และโดนปลดออกจากตำแหน่งไม่ให้มีสิทธิ์ใดในบริษัทอีก ส่วนเจ้ถ้าไม่อยากมีปัญหาให้เซ็นสัญญากฎใหม่แค่นั้นใช่ไหมครับ?" โต๋ที่นั่งฟังอยู่นานถามสรุปขึ้น

....เขานั่งฟังคนเถียงกันมาไปยืดยาว ก็บอกไปเลยว่าพ่อและลุงตุกติกจะเอางานมาบังคับให้เฮียเลิกกับวอนโดยมีเจ้แต้วร่วมด้วยแค่ไม่มีหลักฐานชัดพอ สองคนแรกโดนเขี่ยแน่ๆแต่เจ้ต้องรอพิจารณา จะรอดก็เว้นเสียแต่ว่าต้องเซ็นสัญญายินยอม

"แกด้วยโต๋ มันหมายรวมไปถึงแกต้องเซ็น.." อรณิชย์บอกหลานชาย

...เพราะหลานเธอมีหุ้นการแบ่งสันปันส่วนนี้ แม้จะยังไม่ได้รับมันแต่...เน มารดาของหลานก็รับมันแทนอยู่ จนกว่าโต๋จะมีส่วนในการเข้ามารับผิดชอบและรู้เห็นเมื่อเรียนจบและมีคุณสมบัติพร้อม

"โต๋ไม่มีปัญหาเรื่องการแยกเรื่องส่วนตัวและภาพลักษณ์กับงานอยู่แล้ว น่าแปลกนะครับ...ที่ให้เอามันมาปนกันได้อยู่ตั้งนานจนเป็นช่องโหว่ซะได้ งี้ถ้าผมแปลงเพศที่ไม่ใช่เพศกำเนิดแล้วใครไม่พอใจเกิดจะปลดผมออกจากตำแหน่งผู้บริหารที่ผมสร้างมาเมื่อไหร่ก็ได้เหรอ ตลกชะมัด..." โต๋บอกขำขัน

แค่เพราะทุกอย่างไม่ถูกใจก็จะเอากฎโบราณที่ตั้งไว้ว่าภาพลักษณ์แย่จะต้องถูกเขี่ยออกไปมาใช้ยังไงก็ได้เหรอ... พวกลงนามก็มีแต่คนแก่หงำเหงือก...

"แกเงียบนะ!" องอาจสั่งลูกชาย

"พ่อนั่นแหละพอได้แล้ว!! เฮียสองคนสร้างเงินเข้าบ้านมาเท่าไหร่ จะเป็นบ้าทำเรื่องพวกนี้แค่เพราะเขาไม่ได้เป็นไปแบบที่พ่อกับลุงอยากให้เป็นเนี่ยนะ ตลกว่ะ!!"

"...."

"พ่อแคร์สายตา...สายงาน...อาชีพ..รักเกียรติอะไรก็ช่างนั่นมากกว่าความสุขของคนในบ้านได้ไงวะ..." โต๋อารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง

"ผมทำวันนี้ไม่ใช่เพราะใครผมบอกแล้ว มันเป็นผลการกระทำที่ป๊ากับน้าได้ก่อไว้ แต่ถ้าเอาเรื่องส่วนตัวมาก้าวก่ายงานผมอีกผมจะเล่นสกปรกถึงที่สุดด้วยการไม่ให้เงินไปถึงป๊ากับน้าได้สักแดงเดียว..." นทีว่า

"อยู่กันสบายๆเลยนะบ้านเรา มีเงินใช้ขาดมือที่ไหน จะสนใจอะไรกับสายตาคนนอกที่จะมองว่าผมไม่เป็นไปตามที่ใครๆเขาเป็น ทั้งที่ผมเป็นได้ดีกว่านั้น..." ศาตนันท์ยิ่งทบทวนก็ยิ่งขันออกมา

"....."

"ผมบริหารงานได้ดี ผมทำดีในเรื่องอื่นๆมาเสมอ ผมไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่จะกดผมลงแค่เพราะผมรักกัน 3 คนเนี่ยน่ะเหรอ" เต๋ไม่คิดเลยว่าคนที่ทำกันได้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนในบ้านเขาเอง...

"เดินเกมผิดกันแล้วล่ะครับ เฮียๆยอมมาตลอดที่จะฟังความใจแคบของทุกคน ผมเองก็ต้องทนฟังที่ทุกคนพร่ำว่าสิ่งนี้ผิดสิ่งนี้ไม่ใช่มาตั้งนาน....ทั้งที่ทุกคนไม่ได้ไปรู้อะไรในชีวิตเขา 3 คนเลย เฮียผิดแค่เพราะไม่เหมือนคนอื่น..." โต๋เอ่ยขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ...

...แม่เขานั่งร้องไห้ไปแล้ว ส่วนป้าอ้อก็เงียบฟังตลอด...

"เพราะรักกันสามคนมันเป็นไปไม่ได้ไง!! เรื่องแค่นี้ไม่ต้องมาถึงตรงนี้ด้วยซ้ำ! มันเป็นเรื่องพื้นฐาน... แกเห็นใครที่ไหนในบ้านนี้ทำให้แกดูเหรออยู่กันสามคนผัวเมียแล้วยังเป็นพี่น้องกันน่ะ!!" องอาจโพล่งขึ้นมาอีกหน

.

.

"อะไรกัน ยังคุยกันไม่เสร็จเหรอครับ?"

ตอนนั้นเองเสียงเรียบๆของคนมาใหม่ทำเอาทุกคนหันไปมองแล้วตาโตขึ้นมาพร้อมกัน...

09.11.2020

ตอนที่แล้วThree of us 31 : ไปคิดมา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปThree of us 33 : สนุก
แบ่งปัน
สวัสดีค่า สำหรับใครที่เข้ามาอ่านงานเรา ไม่ต้องคอมเม้นท์เราก็ได้ เข้ามาติดตามกันก็ชื่นใจแล้ว จะพยายามอัพเดทผลงานเรื่อยๆเลยนะ ติชมอยากให้เปลี่ยนแปลงตรงไหนบอกได้เลยพร้อมพัฒนาแก้ไขให้ทุกคน เราตั้งใจเปลี่ยนนามปากกาใหม่เป็น ศศิศิลป์ ศศิ ที่แปลว่าดวงจันทร์ และศิลป์ ที่หมายถึงศิลปะ เพราะส่วนตัวเราชอบคิดเรื่องที่จะแต่งในตอนกลางคืน เกือบทุกเรื่องจะเขียนจบในเวลาที่ฟ้ามืดแล้ว ศิลปะทางภาษาของเรามักจะทำงานในตอนกลางคืนว่างั้นก็ได้ ยังไงฝากติดตามกันด้วยนะ ศศิศิลป์
0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด