ตอนที่แล้วตอนที่29 ทำลายแท่นศิลายันต์สวรรค์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่31 สายเกินแก้

ตอนที่30 ลาจากทันที

 

ทันทีที่กล่าวจบซ่งโซวก็กระโจนลงจากแท่นศิลายันต์สวรรค์พร้อมตรงออกจากประตูวังด้านนอกทันที

หลินเฟยอ้าปากค้างเติ่งคล้ายต้องการจะเกลี้ยกล่อม แต่จนเสี้ยวอึดใจสุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจพูดอะไรไม่ออกสักคำ ตั้งแต่จนจบหลานเหมี่ยวซีที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าตัววังกำหมัดแน่นจนเลือดสีแดงสดไหลรินหยดลงมา

 

สีหน้าของอินหยางดูลังเลอยู่บ้าง นี่แสดงให้เห็นว่าเขากำลังรวนเรอะไรบางอย่าง แต่ก่อนก็เป็นเพียงชั่วอึดใจสั้นๆ ก่อนจะติดตามองค์ชายของเขากับชูเสวียออกไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ

 

เมื่อเดินแหวกฝูงชนออกมา ซ่งโซวพลันนึกอะไรขึ้นได้กะทันหันจึงหันกลับมาเอ่ยว่า

“ป้ายตราหลิงหยุนทับทิมโลหิตชาดยังมีประโยชน์อันใด? ลุงอินท่านยังจะเก็บไว้เพื่อ? หรือไว้ใช้กินในยามฉุกเฉินกัน?”

 

อิงหยางชะงักเล็กน้อยก่อนคลี่หัวเราะคำโต จากนั้นจึงโยนป้ายตราหลิงหยุนทับทิมชาดทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจและไม่แยแสมันอีกต่อไป

เสียงแผ่นป้ายโลหะกระทบพื้นดังกึกก้องทั่วทั้งสนามฝึก เหล่าศิษย์สาวกนิกายหลิงหยุนนับหลายร้อยคนใบหน้าเห่อแดง เปี่ยมล้นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ก็รู้สึกอับอายในเวลาเดียวกัน

การโยนป้ายตราระดับสูงสุดของนิกายประดุจขยะชิ้นหนึ่งเช่นนี้ มันเป็นการตบหน้าพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย!

 

ชื่อเสียงที่สั่งสมมานับหมื่นปี กลับถูกบดขยี้ไม่เหลือแล้วในวันนี้

 

สีหน้าของหลินเฟยมืดทมิฬดูสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หลานเหมี่ยวซีรู้สึกปวดแน่นบริเวณทรวงอก กลิ่นโลหะหวานดันขึ้นถึงลำคอ เจียนจะอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด

 

ซ่งโซวระเบิดเสียงหัวเราะเยาะร่าไม่มียั้งระหว่างเดินจากออกไป แต่ขณะจะก้าวลงจากไปกลับมีเงาร่างหนึ่งยืนขวางอยูตรงหน้า ร่างบุรุษผอมสูง ดวงตาที่จับจ้องประดุจอสูรร้ายผู้น่าเกรงขาม

รัศมีแรงกดดันพวยพุ่งออกมาจนซ่งโซวสัมผัสได้ถึงขั้วหัวใจ เสมือนว่ามีพญาเสือปักหลักอยู่ตรงหน้า จิตสังหารล้นปรี่ระเบิดพุ่งพล่าน ไม่คล้ายว่าเป็นเยาวชนหนุ่มคนหนึ่งเลย

 

สีหน้าการแสดงออกของอินหยางเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะเร่งก้าวขึ้นหน้าเอาตัวมาบังซ่งโซวไว้

 

“คนผู้นี้…”

ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของซ่งโซวพลันปรากฏขึ้นและนึกออกในทันที เขาคนนี้มีนามวา เฟยไป๋ หรือก็คือ หยางเฟยไป๋ เข้าร่วมนิกายหลิงหยุนตอนอายุสิบสามปี เพียงสิบปีหลังจากนี้ก็จะสามารถทะยานขึ้นกลายเป็นยอดฝีมือสุดแกร่งกล้า

เมื่อคำนวณเวลาและอายุปัจจุบันของอีกฝ่าย หยางเฟยไป๋ผู้นี้น่าจะเพิ่งเข้านิกายหลิงหยุนได้ไม่ปีก็สองปีกระมัง? ในบรรดาศิษย์สาวกเหล่านี้ นอกจากเขาแล้ว ยังมีใครที่อายุน้อยและโดดเด่นเท่าเขาอีก?

 

ในเมื่อบุคคลผู้นี้อยู่ทีนี่แล้ว ยอดฝีมืออีกหนึ่งคนก็น่าจะอยู่แถวๆนี้เช่นกัน?

ซ่งโซวกวาดสายตาไปโดยรอบ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสาวน้อยนางหนึ่ง ยามนี้ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อจับจ้องมาทางเขาด้วยประกายตาสุดเสน่หา

หากกล่าวให้ถูกต้องหญิงสาวนางนี้แซ่เก้อ นามว่าเหิ่นหยุน

 

ในช่วงก่อนยุคสมัยจักรพรรดิเทวะ พลังวิญญาณเป็นการผันผวนครั้งใหญ่ มีเหล่ายอดฝีมือจำนวนมากถือกำเนิดขึ้น ซึ่งพวกเขาทั้งคู่กลายมาเป็นสองการดำรงอยู่ที่แกร่งกล้าที่สุดในอนาคต แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดายอดฝีมือเท่านั้น พวกเขามิได้โดดเด่นกว่านัก

 

สาเหตุที่ซ่งโซวจำพวกเขาได้เป็นเพราะ ในชีวิตก่อนหน้า เขามิใช่แค่ขึ้นท้าทายแท่นศิลายันต์สวรรค์กับแท่นศิลากระบี่ฟ้าเท่านั้น แต่ยังท้าประลองกับสองเสาหลักแห่งนิกายหลิงหยุนด้วย

แม้จะไม่มีเขาในวันนี้ แต่อีกสองปีต่อมา หยางเฟยไป๋คนนี้ก็จะสามารถทำลายตำนานแห่งจักรวรรดิตงหลินได้ เพียงหนึ่งกระบี่พิชิตค่ายกลกระบี่ฟ้าได้ด้วยระยะเวลาเจ็ดร้อยกว่าอึดใจ ส่วนเห้อเหิ่นหยุนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเขา นางจะขอยืมขุมพลังแห่งพู่กันจิตเมฆาเพื่อคัดลอกอักษรทั้งสิบสองตัวแห่งคายอาคมสิบสองยันต์สวรรค์ได้ การกระทำของทั้งคู่ล้วนทำให้จักรวรรดิตงหลินต้องสั่นสะเทือน และในวันเดียวกันนั้นเอง พวกเขาก็ขึ้นกลายเป็นศิษย์เอกของนิกายหลิงหยุน พร้อมได้รับฉายา สองเสาหลักแห่งนิกาย

 

ครุ่นพินิจไปไกลก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม ซ่งโซวไม่มีชะงักชะงันฝีเท้าพร้อมตรงเข้าประจันหน้าอีกฝ่ายโดยตรง เพียงเหยียบย่างเท้าลงหนักแค่หนึ่งครั้ง รัศมีกลิ่นอายสุดแกร่งกร้าวก่อนหน้าที่หยางเฟยไป๋มอบให้พลันถูกทำลายสิ้นอย่างง่ายดาย

 

ทั้งกายาของหยางเฟยไป๋สั่นสะท้าน ก่อนจะอุทานเสียงเย็นขึ้นว่า

“ทักษะความสามารถช่างเลิศล้ำ! แต่สิ่งเหล่านั้นกลับต้องเสียเปล่าอย่างน่าเสียดาย! หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีเส้นลมปราณคู่ตั้งแต่กำเนิด ข้าคงไม่มีทางเอาชนะเจ้าได้แน่นอน หลังจากนี้อีกสามปี หากเจ้าสามารถเลื่อนระดับกลายเป็นยอดยุทธ์ได้ ยามนั้นข้าจะขอท้าประลองกับเจ้า!”

 

ซ่งโซวรู้สึกสับสนกับตรรกะของอีกฝ่ายเล็กน้อย ตอนนี้ยังไม่สามารถเอาชนะข้าได้ แล้วอีกสามปียังจะเหลืออะไร? เขาผู้นี้หลงใหลในการต่อสู้เกินไปจนไม่สนเรื่องใด เมื่อได้ยินเช่นนั้นซ่งโซวพลันส่ายหัวอย่างเงียบงัน และไม่เอ่ยปากรบเร้าอันใดอีก ขณะที่ก้าวฉับเดินจากไปทันที

 

ระหว่างทางสองด้านขนาบ ยังคงเป็นทิวทัศน์หุบเขาและเมฆหมอกชั้นหนากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ผู้ใดได้หยุดชื่นชมทัศนียภาพต่างต้องรู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายกลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเหลือบสายตามองลงไป ก็เห็นเส้นทางลัดเลาะเชื่อมต่อไปถึงเชิงเขา หนทางทั้งเส้นทางทำจากหยก แต่ดูอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีม่านเมฆาปกคลุมจนมองไม่เห็นด้านใน การเดินลงไปทั้งแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการคาดเดาส่งเดช

ซ่งโซวหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินลงไป

 

บางทีอาจเป็นเพราะเขาหยิบใช้พละกำลังและสมาธิมากเกินไป จึงทำให้ฝีเท้าของเขาในยามนี้อ่อนยวบ กายาสั่นคลอน อย่างไรก็ตามแต่ทุกย่างก้าวล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่น

ไม่ว่าเส้นทางเบื้องหน้าจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วให้เขาได้ก้าวไป

 

ปราศจากเหตุผลใดที่ประสบการณ์นับสิบปีของชีวิตก่อนหน้า จะไม่สามารถหาหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นลมปราณคู่ได้

แม้ว่านิกายหลิงหยุนจะค่อนข้างดีเยี่ยม แต่ด้วยนิสัยโดยส่วนตัว เขาไม่ชอบการถูกจำกัดอยูในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งไปตลอด

ขณะที่ซ่งโซวรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี ตนเป็นคนหนึ่งที่มั่นใจในพลังฝีมือตนเอง และรู้สึกว่าทุกปัญหาบนผืนพิภพ เขาย่อมสามารถหาทางแก้ไขได้อย่างไม่ยากเย็น

 

แต่ทันใดนั้นเอง ลำแข้งของซ่งโซวพลันอ่อนยวบชั่วขณะ ร่างของเขาทรุดแล้วหล่นวูบลงไปเบื้องหน้ากลืนหายไปกับเมฆหมอกฉับพลัน!

ขณะที่ร่างกำลังร่วงหล่น ซ่งโซวยกมือปัดป่ายพยายามคว้าจับทุกสิ่งอย่างเท่าที่จะทำได้ อนาคตอันสดใสและความทะเยอทะยานของเขาจะสิ้นสุดลงที่นี่จริงๆรึ?!

 

เสี้ยวอึดใจต่อมา ขณะสัมผัสได้ว่าวิสัยทัศน์รอบตัวเขากำลังบิดเบี้ยว ร่างของเขากลับถูกใครบางคนฉุดดึงกลับมา

“นายน้อยอยู่นิ่งๆ!”

สุ่มเสียงหวานนี้ราวกับกระดิ่งเงินช่วยชีวิต  เมื่อมองไปรอบๆปรากฏวาซ่งโซวกำลังนอนหงายเกือบตกหุบเขาไปเสียแล้ว

ยอดเยี่ยม! ชายหนุ่มถูกหญิงสาวช่วยชีวิตและรอดตายอย่างหวุดหวิด!

 

ซ่งโซวพยายามดิ้นหนีตามสัญชาติญาณ แต่เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆจากร่างอรชรของสาวน้อย เขาก็เปลี่ยนใจทันทีและเข้าสวมกอดนางอย่างมีความสุข

 

กลิ่นนี้ช่างหอมหวนยิ่งนัก!

 

 

………………………

 

 

 

หนึ่งชั่วยามผ่านพ้นหลังจากพวกเขาทั้งสามจากไป ทั่วทั้งวังโอสถวิญญาณยังคงเงียบสนิท

การทดสอบเลื่อนระดับของศิษย์ชั้นในได้จบลงอย่างเร่งรีบ สีหน้าการแสดงออกของเหล่าศิษย์สาวกนิกายหลิงหยุนยังคงมืดมนไม่คลายอ่อน สำหรับแท่นศิลาที่แตกเป็นเสี่ยงๆตรงหน้าไม่มีผู้กล้าแตะต้องไม่ต่างจากป้ายตราหลิงหยุนทับทิมชาดที่หล่นอยู่บนพื้นแบบนั้น

 

ณ ปัจจุบันหลินเฟยและหลานเหมี่ยวซีซึ่งธำรงตำแหน่งสูงสุดในที่แห่งนี้ พวกเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความตื่นตะลึงแข็งทื่อดุจรูปปั้น

 

ทันใดนั้น ลำแสงสามสีพลันส่องลงมาจากบนก้อนเมฆ ร่างหนึ่งไสววูบร่อนลงมาบนแท่นศิลายันต์สวรรค์ เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี สวมหมวกทรงสูงและเข็มขัดลวดลายวิจิตรงามตาเสมือนนักปราชญ์ผู้ทรงปัญญาท่านหนึ่ง

เมื่อกวาดสายตามองไปโดยรอบ รอยยิ้มอันอ่อนโยนประดับใบหน้าของเขาก็พลันจางหายไปทันที สิ่งเดียวเหลือคือความประหลาดใจ

“ผู้อาวุโสหลินนี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เหลียงเว่ยซีเพียงไปเยี่ยมวังหยุนหลินเที่ยวเดียว ไฉนถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้? ข้าพลาดอะไรไปหรือไม่? มีใครบางคนสามารถทำลายค่ายกลกระบี่ฟ้า มิหนำซ้ำยังพิชิตค่ายอาคมสิบสองยันต์สวรรค์ได้อีกงั้นรึ? ศิษย์คนใดกันที่มีพรสวรรค์เหนือล้ำได้ถึงเพียงนี้?”

ทั่วกายาของหลินเฟยสั่นสะท้านหนักก่อนหดเกร็งไปหมด สีหน้าการแสดงออกดูขมขื่นอย่างที่สุดและไม่กล้าอธิบายให้อีกฝ่ายฟังแม้แต่น้อย

 

 

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...