ตอนที่แล้วตอนที่28 อักษรคำว่าโชคลาภ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่30 ลาจากทันที

ตอนที่29 ทำลายแท่นศิลายันต์สวรรค์

 

“มันคือลม! พลังงานไอร้อนและไอเย็น ไม่มีมวลสารไร้ซึ่งความแน่นอน!”

 

“มันคือสายฟ้า! สายฟ้าคำรามกึกก้อง แผ่ไพศาลนับร้อยลี้ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของหยินหยาง!”

 

นิ้วของเขาวางลงบนป้ายศิลาเหล็กวาดลายขีดเขียนเส้นบรรจบ ทันทีทันใดพลันเกิดเสียงดังกึกก้อง ท่วงทำนองประหลาดปลดปล่อยจิตใจให้โปร่งโล่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้สับสนรวนเรเช่นกัน

ซ่งโซวเลียแผลบริเวณปลายนิ้วเล็กน้อย พลางรอให้สายฟ้าเบื้องหน้าสลายหายไป

แม้ว่ามิได้หยิบใช้พลังจิตวิญญาณและพลังวิญญาณ แต่เมื่ออาคมเหล่านี้ถูกปลดปล่อย พลังเหนือธรรมชาติย่อมถูกดึงออกมาด้วยจำนวนหนึ่งตามธรรมชาติ

 

ต่อจากป้ายศิลาเหล็กเสร็จสรรพ อันต่อไปก็เป็น‘โชคลาภ’

ซ่งโซวขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างช่วยมิได้ ในบรรดาสิบสองยันต์สวรรค์ สิ่งที่เขามั่นใจน้อยที่สุดคืออันนี้

โชคลาภหรือโชคชะตาเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและมิอาจจับต้องได้ สิ่งนี้อาจมีหรือไม่มีอยู่จริง หรือไม่ก็เล็กดั่งเม็ดฝุ่น และที่สำคัญคือ เรามิอาจกำหนดหรือควบคุมมันได้

 

ในชีวิตก่อนหน้า เขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้เลย สาเหตุที่เขาสามารถคัดลอกอักษรนี้ได้สำเร็จ เป็นเพราะการฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งเป็นวิธีที่โง่ที่สุดในการผ่านด่านมาได้

นิ้วชี้เรียวยาวของซ่งโซวเริ่มประทับลงไปยังจุดเริ่มต้นตามปกติ ยามนั้นทุกคนในสนามต่างกลั้นหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

ในเสี้ยวอึดใจต่อมา จิตวิญญาณของซ่งโซวพลันสั่นกระเพื่อมอย่างกะทันหัน ทันทีทันใดสติสัมปชัญญะของเขาพลันถูกกระชากออกไปอย่างแรง

 คราวนี้ซ่งโซวมิได้ถูกดึงออกไปเพื่อดูชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆนานา คล้ายจมอยู่ในสภาวะของความฝัน จิตสำนึกของเขาจมลงไปสู่มิติหนึ่งอันเงียบสงบ

ไม่มีใครทราบว่านานเพียงใด ซ่งโซวได้สติฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมคราบน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองของเขา

ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เขาได้ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจวบจนวัยชรา เขาได้เห็นบางสิ่งที่เรียกว่าวัฏจักรของชีวิตและกฎแห่งธรรมชาติ

 

“นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่าโชคลาภงั้นรึ? ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก!”

ซ่งโซวมิได้เผยถึงสภาวะความรู้สึกหรืออารมณ์อันใดอีกต่อไป และเวลานี้ความเกลียดชังที่เขามีต่อนิกายหลิงหยุนก็พลันอันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน

เขาไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า ไฉนเหล่าบรรพบุรุษของนิกายหลิงหยุนถึงต้องสร้างค่ายกลกระบี่ฟ้าและค่ายอาคมสิบสองยันต์สวรรค์ทิ้งไว้ให้ แต่วันนี้เขาได้รับคุณประโยชน์จากสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษทิ้งไว้ให้มิใช่น้อย

สิบเอ็ดอักษรก่อนหน้า แม้เขาจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันมาอยู่ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังได้รับประโยชน์จากมันอยู่บ้างเล็กน้อย

คำว่าโชคลาภที่เขาเข้าใจ เป็นเพียงพื้นฐานโดยคร่าวที่ป้ายศิลาเหล็กต้องการจะสื่อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มันก็เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะผ่านบททดสอบในจุดนี้ไปได้

 

“ภัยพิบัติและพรย่อมมาพร้อมกันเสมอ ทั้งสองสิ่งนี้ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นตามกฎคัดสรรแห่งธรรมชาติ อาจกล่าวได้ว่าหาความแน่นอนอันใดมิได้ ความจริงหรือความเท็จ สิ่งใดจริงแท้กลับไม่แน่นอนเช่นกัน จำต้องอาศัยความชั่วร้าย…ความเมตตาถึงจะมีอยู่ ปริศนานี้จะคงอยู่ตลอดกาล!”

“ผู้คนมากมายต่างทราบตระหนักถึงสิ่งนี้ เหล่ายอดฝีมือต่างรู้ว่านี่เป็นสิ่งมีเกียรติ ปราศจากสีดำจะไม่มีสีขาว ปราศจากแสงจะไร้ซึ่งเงามืด!”

วิถีแห่งสวรรค์มีอยู่โดยธรรมชาติสิ่งนั้นเรียกว่า โชคชะตาของเส้นทางที่ก้าวเดิน แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมของแต่ละยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไป จึงทำให้ผู้คนคาดเดาความหมายของคำว่า โชคลาภได้ยากขึ้น เหตุผลที่โชคดีและโชคร้ายเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอด เป็นเพราะความดีความชั่วของมนุษย์ไม่เที่ยงเสมอเช่นกัน

 

“ต้นตอของความโชคร้าย เกิดจากเจตนาชั่วของบุคคลนั้นๆที่คิดเห็นและกระทำลงไป แก่นแท้ของโชคลาภคือบุคคลที่คิดดีทำดีและประพฤติดี”

แต่ความหมายที่แท้จริงของโชคลาภมันจะง่ายเพียงนี้เลยงั้นรึ?

 

ซ่งโซวพลันหัวเราะเสียงเย็นแผ่วเบา หากเขาตัดสินใจไม่ก้าวขึ้นมาบนแท่นศิลายันต์สวรรค์แห่งนี้ตั้งแต่ทีแรก ชั่วชีวิตที่เหลือ เขาอาจไม่เข้าใจความหมายของคำว่าโชคลาภอีกเลยก็เป็นได้

หากบนผืนพิภพแห่งนี้ทำดีคิดดีกันทุกคน นั่นมิได้หมายความว่าทุกคนจะโชคดีกันหมดเลยงั้นรึ?

 

แต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องคิดมากจนเกินไป เวลานี้เขาเป็นเพียงนักฝึกจิตวิญญาณตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าสู่อาณาจักรผนึกญาณ และเป็นเรื่องยากที่จะค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตที่เขาดำเนินอยู่ เขายังไม่มีสิทธิ์ตามหาความหมายของสิ่งเหล่านั้น และทำได้เพียงเรียนรู้จากสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษของนิกายหลินหยุนทิ้งไว้ให้ และคัดลอกอักษรก็เท่านั้น

 

เลือดบนปลายนิ้วของซ่งโซวเริ่มลากเป็นเส้นยาวอีกครั้งและเขียนคำว่า โชคลาภประทับลงไป ทุกจังหวะอักษรกอปรไปด้วยหลายหลากความหมายมากมาย

ในช่วงระยะเวลาสุดท้ายก่อนที่ซ่งโซวจะเขียนอักษรเสร็จสมบูรณ์ แท่นศิลายันต์สวรรค์ยังคงไร้ปฏิกิริยาใดๆ แต่สิ่งเดียวที่เกิดความเปลี่ยนแปลงคือ ป้ายศิลาเหล็กที่สร้างจากศิลาเมฆาแสงกลับแตกออกเป็นเสี่ยงๆในพริบตา

สนามฝึกซ้อมทั่วทั้งบริเวณตกสู่ความเงียบงันอีกครั้ง สีหน้าของหลานเหมี่ยวซีซีดขาวราวกับร่างไร้วิญญาณ ในขณะที่หลินเฟยทมิฬเข้มสุดขีด

 

เก้อเหิ่นหยุนตกตะลึงแปลกใจยิ่งยวด ก่อนเอ่ยปากพึมพำเบาๆว่า

“เขาทำมันได้สำเร็จจริงๆ และนี่หาใช่ความบังเอิญไม่ ท่านพ่อของข้าเคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่สามารถสัมผัสกับป้ายศิลาเหล็กอักษรโชคลาภได้ ล้วนต้องเป็นผู้ฝึกจิตวิญญาณอาณาจักรเคียงฟ้าเท่านั้น แม้แต่เซียนระดับชั้น‘อาณาจักรตรัสรู้’ยังกล่าวว่า ตนเป็นเพียงมดตัวน้อยบนเส้นทางอันยิงใหญ่ เช่นนั้นระดับชั้นอย่างพวกเราจะสามารถสัมผัสแก่นแท้ได้อย่างไร?”

 

“วิธีหลอมสร้างอักษรอาคมเหล่านี้ต้องใช้บุคคลที่มีฝีมือสูงส่งยิ่ง บัดซบนัก เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ของอักษรโชคลาภ ข้าจะต้องไปศึกษาศาสตร์แห่งยันต์อาคมจากที่ใดจึงจะเก่งกาจเช่นนี้? หรือข้าต้องออกเดินทางไปสี่จักรวรรดิ หรือไม่ก็ไปวังหลักเมฆาแห่งนิกายหลิงหยุนกัน?”

เฟยไป๋คิ้วขมวดแน่นเมื่อได้ฟังคำกล่าวของนาง ในขณะที่เก้อเหิ่นหยุนได้แต่ส่ายหน้าไปมา

เขาไม่เข้าใจความหมายในคำกล่าวของนางเลยแม้สักนิด แต่ทราบเพียงว่า องค์ชายแห่งหุบเขากังเทียนมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

หลังจากทีซ่งโซววาดเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้น เขาก็วางนิ้วค้างอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง เมื่อป้ายศิลาเหล็กแตกออกเป็นเสี่ยง คล้ายมีกระแสพลังไออุ่นระเบิดออกมา พร้อมไหลบ่าเข้าสู่จิตวิญญาณผ่านนิ้วของเขา

ปริมาณของกระแสพลังนี้มากกว่าป้ายศิลาเหล็กทั้งสิบเอ็ดก่อนหน้าถึงสิบทวีเท่า

 

ในที่สุด ซ่งโซวก็ค้นพบแล้วว่า กระแสพลังไออุ่นเหล่านี้มันคืออะไร

“แท้ที่จริงแล้ว อักษรเหล่านี้เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งยันต์สวรรค์? ดังนั้นกระแสไอเย็นที่ได้รับจากสิบแปดหุ่น ก็อาจจะเป็นอย่างที่ข้าคาดเอาไว้…”

ความคิดของเขาแล่นหายไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติฟื้นขึ้น เมื่อกวาดตามองแท่นศิลาที่เริ่มแตกร้าว รวมทั้งบรรยากาศอันเงียบสงัดของเหล่าฝูงชน ซ่งโซวก็รูสึกโล่งใจอิสระเสรีอย่างยิ่ง ความหดหู่ละความอัปยศก่อนหน้า ราวกับถูกชำระจนบริสุทธิ์อีกครั้ง

 

“เยี่ยม!”

ซ่งโซวระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแต่พอดี เขาคลี่ยิ้มกว้างเผยให้เห็นถึงความสุขใจ

ซ่งโซวต้องการทำลายเปลวไฟแห่งความเย่อหยิ่งของนิกายหลิงหยุนมานานแล้ว แม้เขาจะเคยฆ่าศิษย์สาวกของนิกายหลิงหยุนไปแล้วมากมายในชีวิตก่อนหน้า แต่นั่นก็มิได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย

 

“นี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่า ค่ายกลกระบี่ฟ้าสุดแกร่งกล้าในตำนาน? แล้วนี่คือค่ายอาคมสิบสองยันต์สวรรค์ที่เล่าขานกัน? ข้าก็หลงนึกไปว่าเป็นสถานที่ฝึกคัดลายมือ?  หุหุ เช่นนี้คงกล่าวได้ว่า เหล่าศิษย์สาวกแห่งนิกายหลิงหยุนนับสามหมื่นคนกลับเทียบเทียมมิได้เลยกับเศษขยะชิ้นหนึ่ง…อย่างข้า?”

ซ่งโซวเอ่ยปากกล่าววาจาเสียงเย็นชา เมื่อนึกถึงบุญคุณที่เหล่าบรรพบุรุษของนิกายหลิงหยุนมอบให้ เขาจึงไม่ลงลึกบดขยี้อีกฝ่ายให้อัปยศไปมากกว่านี้

 

สีหน้าของหลินเฟยเปลี่ยนไปอย่างมาก แต่แล้วก็สงบลงทันทีในเวลาต่อมา

“เหล่าบรรพบุรุษเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ใดสามารถพิชิตแท่นศิลาได้สำเร็จ จะสามารถขึ้นเป็นศิษย์ของท่านประมุขนิกายได้โดยตรง และผู้ใดสามารถพิชิตทั้งสองด่านได้ จะได้รับสิทธิ์เข้าไปยังโถงบรรพชนเพื่อบ่มเพาะพลังภายในนั้นเป็นเวลาสามปี เจ้าสนใจหรือไม่?”

 

ทุกสายตาภายใต้แท่นศิลาต่างจับจ้องไปที่ซ่งโซวเป็นทางเดียว พวกเขาเหล่านี้ต่างรู้สึกอิจฉาตาร้อนยิ่ง เมื่อได้ยินว่า ซ่งโซวยังได้รับสิทธิ์เข้าบ่มเพาะพลังในโถงบรรพชน

 

หลานเหมี่ยวซีเองก็ได้ยินเช่นนั้น ยามนี้เขากำหมัดแน่นจนสั่นเทา สีหน้ามืดมนม่วงดำสลับกันไป

ในผืนพิภพแห่งนี้ ย่อมมียอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ด้านบ่มเพาะพลังและศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม ยอดอัจฉริยะดังกล่าวกลับปรากฏขึ้นในร่างกายขยะเช่นนี้…

 

ซ่งโซวเนื้อตัวสั่นเทาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะเริ่มลังเลใจ

การฝึกปรือบ่มเพาะพลังในโถงบรรพชนของนิกายหลิงหยุนเป็นเวลาสามปี นี่จะมิใช่ของดีได้อย่างไร?

 

โถงบรรพชนแห่งนิกายหลิงหยุน เป็นหนึ่งในสิบเทวสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนเมฆา แม้จะอยู่อันดับท้ายสุดของตาราง แต่นั่นเป็นแหล่งสั่งสมพลังวิญญาณนับหมื่นปีที่หลายคนต่างเฝ้าฝัน อยากจะเข้าไปสัมผัสดูสักครั้ง

แม้ว่าค่ายอาคมสิบสองยันต์สวรรค์ และค่ายกลกระบี่ฟ้าจะมีความพิเศษเป็นอย่างมาก แต่กลับเทียบเคียงกับโถงบรรพชนไม่ติดฝุ่น

 

ซ่งโซวกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ด้วยความกระหายโลภ เวลาต่อมาพลันเคลื่อนสายตาหันมองไปที่อินหยางกับชูเสวีย ก่อนจะหัวเราะเยาะในความโลภของตนเองออกมา

 

“โถงบรรพชน? ข้าเองก็สนใจสถานที่แห่งนั้นไม่น้อย แต่ข้า ซ่งโซวถูกพวกท่านตราหน้าว่าเป็นเศษขยะ เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้าร่วมกับนิกายหลิงหยุนได้อีกชั่วชีวิต ในเมื่อพวกท่านมองว่าเส้นลมปราณคู่ของขามันไร้ค่า ฉะนั้นก็อย่าเอาข้าเข้าร่วมนิกายของพวกท่านให้เสียเกียรติดีกว่ากระมัง?”

 

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...