ตอนที่แล้วตอนที่ 21 หมัดปีศาจวายุเก้าดัชนี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 23 จิตสังหาร

ตอนที่ 22 ดัชนีสวรรค์ทมิฬ


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

“อย่านะ!”

 

หยางหลิงชิงกระวนกระวายราวกับหนูติดจั่น  นางร้องออกมาสุดเสียง

 

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากหลงเฉินฆ่าไป๋ซื่อตง และผู้นำตระกูลหยางไม่ปกป้องเขา หลงเฉินคงต้องตายอย่างแน่นอน  แต่หากผู้นำตระกูลยังต้องการปกป้องชีวิตของหลงเฉินอยู่ ก็จะนำไปสู่การนองเลือดระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลหยาง  และจะมีการตายเพิ่มมากขึ้น

 

เมื่อคิดถึงผลที่ตามมา  หยางหลิงชิงก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว อย่างไรก็ตาม เมื่อหลงเฉินใช้ดัชนีที่เก้าของวิชาปีศาจวายุเก้าดัชนี  นางก็ตกใจถึงขีดสุด

 

วิชาปีศาจวายุเก้าดัชนีเป็นทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดนอกเหนือจากผนึกมังกร  แม้ว่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถฝึกฝนกระบวนท่านี้ได้  และแม้แต่หยางอู่ก็ทำได้เพียงดัชนีที่แปดเท่านั้น

 

และที่สำคัญที่สุด  หยางหลิงชิงรู้ว่าเพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ตั้งแต่ที่หลงเฉินเริ่มฝึกวิชาปีศาจวายุเก้าดัชนี

 

ความจริงแล้ว ปีศาจวายุเก้าดัชนีเป็นวิชาที่หลงเฉินเรียนรู้ในหอฝึกยุทธ์หลังจากวันประชุมตระกูล  ระหว่างที่ต่อสู้กับหยางหลิงเยวี่ย เขารู้สึกว่ากระบวนท่านี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เขาจึงฝึกฝนมันพร้อมกับผนึกมังกร

 

หยกมังกรลึกลับนั้นช่างน่าอัศจรรย์  หลงเฉินเพียงแค่สัมผัสมันเพียงเล็กน้อย แต่ความเล็กน้อยนั้นกลับนำมาซึ่งประโยชน์อันไม่รู้จบ

 

หลงเฉิน ชายที่ลึกลับผู้นี้ ทำให้หยางหลิงชิงยอมรับในตัวเขาอย่างแท้จริง

 

ทว่าในตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเต็มตื้นด้วยอารมณ์  หลงเฉินกำลังทำให้ไป๋ซื่อตงถึงตายด้วยนิ้วเดียว  และไป๋ซื่อตงก็ควบคุมตนเองไม่ได้เพราะความหวาดกลัว  ฝูงชนส่งเสียงร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง อารมณ์ต่าง ๆ พลุ่งพล่านราวกับคลื่นลูกใหญ่

 

แต่แล้ว คลื่นพลังชั่วร้ายของหลงเฉินที่ดูเหมือนปีศาจ กลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที

 

เขาดึงพลังอันรุนแรงของดัชนีที่เก้าของวิชาปีศาจวายุเก้าดัชนีกลับมา ทำให้คลื่นพลังรุนแรงหายไปอย่างฉับพลัน  หลงเฉินทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเดินตัวผ่านไป๋ซื่อตงไปเฉย ๆ ก่อนจะหันกลับมาเตะบั้นท้ายของไป๋ซื่อตง  ทำให้เขากระเด็นออกไปและหน้าทิ่มพื้น

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้างุนงง  แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

 

หลงเฉินเดินไปอยู่ข้าง ๆ หยางหลิงชิงด้วยท่าทีสบายใจ เขามองนางที่กำลังจ้องกลับมาด้วยสีหน้าตกตะลึง และเอ่ยขึ้น

 

“ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าตัวเองหล่อเหลาเอาการแค่ไหน แต่เจ้าก็ไม่ต้องมองข้าขนาดนั้นหรอก เจ้าก็รู้ว่าพวกเราเป็นญาติกัน ดังนั้นอย่าเผลอตกหลุมรักข้าเชียวนะ”

 

ขณะพูด เขายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ

 

ในเวลานี้ ไป๋จื้อซิงและไป๋ซื่อตงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น

 

คนหนึ่งมีเลือดไหลออกจากมุมปาก และอีกคนมีน้ำหยดลงมาจากเป้ากางเกง

 

ทั้งสองจ้องมองหลงเฉินอยู่อย่างนั้น ความเย่อหยิ่งและทัศนคติที่ครอบงำก่อนหน้านี้ของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว  โดยเฉพาะไป๋ซื่อตง แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็เกือบจะไปเยือนประตูนรก เขามองหลงเฉินราวกับกวางมองราชสีห์ และไม่แม้แต่จะจินตนาการว่าในตอนนี้ตนเองดูน่าสมเพชเพียงใด…

 

หลงเฉินยิ้มให้เขา เพราะเขารู้สึกขอบคุณที่ไป๋ซื่อตงนำหญ้าวิญญาณนิมิตมาด้วย  สิ่งที่ไป๋ซื่อตงไม่รู้ก็คือหญ้าวิญญาณนิมิตของเขาอยู่ในมือของหลงเฉินเรียบร้อยแล้ว

 

“หวังว่าเจ้าจะไม่ฆ่าตัวตายเหมือนเจ้าหยางจ้านโง่เง่านั่นนะ...”

 

ในตอนนี้ คนอื่น ๆ มองหลงเฉินด้วยสายตางุนงง  ทัศนคติที่พวกนั้นมีต่อเขาได้เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง  ภายในใจนั้น พวกเขาตระหนักแล้วว่าหลงเฉินได้กลายเป็นยอดฝีมือในเมืองพฤกษาหมอกอย่างแท้จริง

 

ชายวัยกลางคนทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียด  พวกเขามองหลงเฉินด้วยสายตาชื่นชมและเอ่ยขึ้น

 

“สามารถใช้ดัชนีสุดท้ายของวิชาปีศาจวายุเก้าดัชนีได้ด้วยระดับพลังเพียงเท่านี้  และยังปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างอิสระ ในเรื่องของทักษะการต่อสู้แล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้นับว่าเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ...”

 

“ในบรรดาคนหนุ่มสาวเมืองพฤกษาหมอก  นอกจากสามคนที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดแล้ว เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอายุน้อยกว่าพวกนั้นถึง 4-5 ปี อนาคตของเด็กคนนี้ช่างเจิดจรัสจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเขาเป็นเพียงเด็กไม่เอาไหน ไม่คิดเลยว่าเขาจะปิดบังตัวตนไว้ล้ำลึกขนาดนี้ มีความสามารถที่ไม่ธรรมดา และยังรู้จักเก็บซ่อนมันไว้อีก...”

 

ชายวัยกลางคนทั้งสองรู้ว่าอนาคตของหลงเฉินจะยิ่งใหญ่เพียงใด  พวกเขาทั้งคู่หัวเราะอย่างขมขื่น และเอ่ยขึ้น

 

“หากเขามาที่ร้านของข้าในวันข้างหน้า ข้าจะลดราคาให้เขาถึงร้อยละสามสิบเลยล่ะ!”

 

หลงเฉินไม่รู้ว่าคนทั้งสองกำลังพูดถึงเขา  เขาได้หญ้าวิญญาณนิมิตมาแล้วและต้องการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

 

เมื่อฝูงชนที่มุงดูยังไม่ได้สติอย่างเต็มที่  นี่จึงเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขากำลังพาหยางหลิงชิงกลับไป  เสียงเย็นชาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

 

“เจ้า... เจ้าจะจากไปทั้ง ๆ อย่างนั้นน่ะหรือ?”

 

หลงเฉินหันกลับไป  ภายใต้การคุ้มครองของกลุ่มทหารยามประจำตระกูล  ไป๋ซื่อจีเดินเข้ามา ดวงตาถมึงทึงของเขาจับจ้องมาที่หลงเฉิน  พร้อมปลดปล่อยพลังปราณขั้นเจ็ดในร่างกายให้แผ่ออกมา

 

เขาหันไปมองสภาพอันน่าสมเพชของไป๋จื้อซิงและไป๋ซื่อตง  ไป๋ซื่อจีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

“เจ้าคนไร้น้ำยา 2 คนนี้ทำให้ตระกูลไป๋ของข้าต้องเสียหน้า ทหาร ลากเจ้าขยะไร้ค่า 2 คนนี้ไปให้พ้น”

 

ทหารยามที่อยู่ด้านหลังขานรับในทันที ขณะที่ไป๋ซื่อตงและไป๋จื้อซิงก็ไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกต่อไป

 

หลังจากที่พา 2 คนนั้นออกไปแล้ว  ไป๋ซื่อจีมองหลงเฉินและพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

 

“เป็นเพราะข้อห้ามของผู้นำตระกูลทั้งสอง จึงแทบไม่เคยมีเรื่องบาดหมางระหว่างลูกหลานในตระกูลของพวกเรา แต่ในวันนี้ เจ้าเริ่มมันขึ้นมาเอง ด้วยการทำร้ายและทำให้คนของตระกูลไป๋ต้องอับอายต่อหน้าธารกำนัล ในฐานะของคนตระกูลไป๋ ข้าคงปล่อยเจ้าไปไม่ได้ ในเมื่อเจ้าทำกับคนตระกูลไป๋ถึงเพียงนี้ จงเตรียมตัวชดใช้อย่างสาสม...”

 

ก่อนที่ไป๋ซื่อจีจะพูดจบ  หลงเฉินก็หัวเราะลั่นและพูดแทรกขึ้นมา

 

“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไรของเจ้าน่ะ? ข้าฟังไม่เข้าใจเลย ชดใช้อย่างสาสมอะไรกัน? คุณชาย รบกวนท่านช่วยพูดภาษาคนหน่อยได้หรือไม่?”

 

หลงเฉินเรียกเขาว่าคุณชายด้วยการเลียนแบบเสียงของหญิงคณิกา เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อยและเมื่อผนวกกับท่าทางของเขาที่ฟังคล้ายกับหญิงคณิกาแล้ว  ผู้คนที่มุงดูต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาในทันที

 

แม้แต่หยางหลิงชิงก็ลืมคำขู่ของไป๋ซื่อจีไปชั่วขณะ  นางโกรธจนหน้าแดงก่ำ และหยิกแขนหลงเฉินอยู่หลายที

 

ใบหน้าของไป๋ซื่อจีบิดเบี้ยวเมื่อถูกหลงเฉินล้อเลียน  ไม่ว่าเขาจะต้องการปกป้องภาพลักษณ์ของชนชั้นสูงผู้สง่างามไว้มากเพียงใด เขาจึงทำได้เพียงแสดงสีหน้าเย็นชาราวน้ำแข็งออกมาเท่านั้น

 

“เจ้าทำร้ายไป๋จื้อซิงด้วยเพลงดัชนี ข้าก็จะขอคืนกลับไปให้เจ้า และให้เจ้าได้เห็นว่าเพลงดัชนีที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร...”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ซื่อจี  หยางหลิงชิงตกใจอย่างมาก นางคว้าแขนหลงเฉินไว้ด้วยท่าทางกระวนกระวาย

 

“เขาจะใช้เพลงดัชนีสวรรค์ทมิฬ! มันเป็นทักษะการต่อสู้ขั้นสุดยอดในระดับอำพันขั้นสูง  รีบหนีก่อนเถอะ ตกลงไหม?”

 

หลงเฉินมองไป๋ซื่อจีด้วยสีหน้าเรียบเฉย และเอ่ยขึ้น

 

“เชิญเจ้าก่อนเลย ข้าจะสู้กับเขาสักพัก”

 

หยางหลิงชิงลนลานขึ้นมาทันทีและอ้อนวอนเขา

 

“พ... พี่เฉิน ข้ายอมเรียกท่านว่าพี่เฉินแล้วนะ ครั้งนี้ฟังข้าหน่อยเถอะ หากท่านสู้กับเขาทั้ง ๆ ที่ท่านยังเทียบเขาไม่ได้  อวัยวะภายในของท่านก็จะบาดเจ็บ มันจะเป็นความพ่ายแพ้ที่ใหญ่หลวงมากนะ...”

 

แม้ว่าหลิงชิงจะพูดด้วยท่าทีหวาดวิตก  หลงเฉินก็ไม่ขยับเขยื้อน และจ้องมองไป๋ซื่อจีอยู่อย่างนั้น

 

‘ไป๋ซื่อจี... หากเจ้าไม่ใช่ลูกชายของไป๋จ้านสง ข้าก็คงจะหนีไปแล้ว แต่ในเมื่อเจ้าเป็นลูกชายของเขา ต่อให้ข้าตาย ข้าก็จะไม่หนีไปต่อหน้าต่อตาเจ้า!’

 

หยางหลิงชิงไม่รู้ถึงความตั้งใจลึก ๆ ของหลงเฉิน  นางจึงรู้สึกกังวลจนแทบร้องไห้ออกมา

 

ในตอนนั้น  หลิงซีที่อยู่ข้าง ๆ หลงเฉินก็เอ่ยขึ้น

 

“ข้าว่าเรารีบหนีก่อนเถอะ ตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก เมื่อข้าได้หญ้าวิญญาณนิมิตและช่วยเจ้าคลายผนึกแล้ว  มันก็ไม่สายเกินไปที่จะสู้กับเขาในการแข่งขันล่าสัตว์อสูร”

 

หลงเฉินรู้ขีดจำกัดของตนเองดี แต่เท้าของเขากลับตรึงอยู่ตรงนั้น และไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้

 

เมื่อไป๋ซื่อจีเห็นว่าหลงเฉินไม่กลัวตาย เขาหัวเราะอย่างเย็นชา และเดินเข้ามาหาหลงเฉินทีละก้าว ๆ ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลงเฉินต่างขยับออกไปด้านข้าง  มีเพียงหยางหลิงชิงที่อยู่เคียงข้างเขา

 

“เห็นได้ชัดว่าไป๋ซื่อจีกำลังโกรธ ก่อนหน้านี้เด็กนั่นเป็นจุดสนใจก็จริง แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเจอเข้ากับยอดฝีมือตัวจริง คงกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียแล้ว”

 

“เขาอ่อนกว่าไป๋ซื่อจีถึง 4 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะเผชิญหน้ากับไป๋ซื่อจีในตอนนี้ แต่ถ้าให้เวลาเขาอีก 4 ปี ข้าพนันได้เลยว่า ไป๋ซื่อจีจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอย่างแน่นอน”

 

เสียงถกเถียงกันดังขึ้นจากผู้คนโดยรอบ ทำให้ไป๋ซื่อจียิ่งเกรี้ยวกราดมากกว่าเดิม  พลังปราณ ของขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดกดร่างของหลงเฉินไว้ คลื่นพลังรุนแรงถาโถมเข้าใส่เขา  แต่เท้าของหลงเฉินก็ยังคงปักหลักแน่นอยู่บนพื้น เขาไม่ถอยหนีเลยแม้แต่ก้าวเดียว!

 

‘กะแล้วเชียว ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดแข็งแกร่งกว่าขั้นหกอย่างน้อยก็สิบเท่า ไม่แปลกใจเลย เมื่อตอนที่ข้าเผชิญหน้ากับหยางหยุนเทียน ข้าถึงได้ไม่มีกำลังพอจะต้านทานเขาได้สักนิด’

 

สำหรับไป๋ซื่อจี  เมื่อเขาเห็นว่าหลงเฉินไม่ถอยไปเลยแม้แต่ครึ่งก้าว  เขาประหลาดใจเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็เยาะเย้ยออกมา

 

“อยากจะยืนปักหลักไปจนตายรึอย่างไร?  หากเจ้าคิดจะยอมเจ็บตัวกับเพลงดัชนีสวรรค์ทมิฬล่ะก็ เจ้าจะต้องเสียใจ...”

 

นิ้วชี้ของเขาปักลงและนิ้วที่เหลือกำหมัด  ด้วยพลังปราณที่หลั่งไหล แสงสีดำเลือนรางค่อย ๆ รวมตัวกันที่นิ้วชี้ แม้จะบางเบา แต่พลังที่อยู่ภายในนั้นแข็งแกร่งกว่าดัชนีเก้าของหลงเฉินไม่ต่ำกว่าสิบเท่า!

 

“นี่... นี่มันเพลงดัชนีสวรรค์ทมิฬของตระกูลไป๋นี่?  ใช่จริง ๆ ความสามารถในการเจาะทะลวงของกระบวนท่านี้น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ว่ากันว่าเป็นพลังที่สามารถเจาะทะลวงฟ้าดินได้เลยทีเดียว...”

 

เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น  น้ำตาของหยางหลิงชิงก็เริ่มรื้นขึ้นมา แต่ความดื้อรั้นของหลงเฉินนั้นเกินกว่าที่นางจะจินตนาการ แม้แต่หลิงซีก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้

 

ไป๋ซื่อจีและหลงเฉินมองหน้ากันด้วยสายตาเคร่งขรึม  ไป๋ซื่อจียอมรับว่าเขารู้สึกชื่นชมหลงเฉินที่พัฒนาฝีมือมาได้จนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหลงเฉินอยู่ในเงื้อมมือแล้ว เขาจะไม่มีทางปรานีอย่างแน่นอน

 

พลังระเบิดรวมตัวกันที่ดัชนีสวรรค์ทมิฬของไป๋ซื่อจี เขาชูนิ้วขึ้นและกำลังจะจู่โจม

 

สายตาของหลงเฉินจับจ้องอย่างมุ่งมั่น เขายังระดมพลังปราณในร่างกายเพื่อเตรียมตัวปล่อยผนึกมังกร การโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองออกไป

 

แน่นอนว่าเป็นเพราะเขาเข้าใจในผนึกมังกรอย่างสมบูรณ์ถ่องแท้  เขาจึงมีเวลาพอที่จะเรียนรู้วิชาปีศาจวายุเก้าดัชนี และเขายังมีความชำนาญในการใช้ผนึกมังกรมากกว่าที่ไป๋ซื่อจีใช้ดัชนีสวรรค์ทมิฬเสียอีก!

 

แต่หลงเฉินก็รู้ว่าความหวังที่จะชนะนั้นมีไม่มากนัก  เพราะพลังปราณของเขาน้อยกว่าคู่ต่อสู้ราว 20 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น ข้อได้เปรียบของเขาก่อนหน้านี้คือเกราะดาราจรัสแสง  ซึ่งไม่มีผลหากจะใช้ต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด

 

สิ่งที่หลงเฉินปรารถนาจะพิสูจน์ด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นเพียงจิตวิญญาณที่ภาคภูมิและไม่ยอมแพ้ของเขาเท่านั้น

 

คลื่นพลังทั้งสองพรั่งพรูออกมาขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องอยู่กับการต่อสู้อันดุเดือด

 

พวกเขาทุกคนประหลาดใจอย่างยิ่งที่หลงเฉินกล้าเผชิญหน้ากับไป๋ซื่อจี

 

ชายวัยกลางคน 2 คนก่อนหน้านี้ต่างมองไปที่หลงเฉิน หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น

 

“เจ้าสัมผัสได้หรือไม่? คลื่นพลังผนึกมังกรเบาบางปรากฏขึ้นบนร่างของเขา  หากข้าดูไม่ผิด เจ้าเด็กคนนี้เริ่มฝึกวิชาผนึกมังกรแล้ว และอาจจะสำเร็จแล้วด้วยซ้ำ”

 

“ในการประชุมตระกูล เขาเพิ่งจะได้ผนึกมังกรมาเองนี่ เพียงแค่ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นหก เขาก็ทำสำเร็จแล้วงั้นรึ  แม้ว่าเขาจะแพ้ ก็ถือว่าน่ายกย่องมากทีเดียว...”

 

“พวกเขาจะสู้กันแล้ว...”

 

ขณะเผชิญกับความกดดันจากไป๋ซื่อจี  หลงเฉินก็กัดริมฝีปาก

 

‘ท่านพ่อ ใช่ว่าข้าจะบ้าระห่ำ แต่เป็นเพราะข้าควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้เลยต่างหาก…’

 

‘ข้าติดอยู่ตรงนี้  ข้า ... หลงเฉิน จะถอยไปสักก้าวได้อย่างไรกัน?’

 

ในตอนนั้นเอง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ร้องดังขึ้น

 

“ซื่อจี ... เหตุใดเจ้าถึงสู้กับผู้อื่นกลางตลาดจอมยุทธ์เช่นนี้เล่า?”

******************************

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด