ตอนที่แล้วตอนที่ 1 จี้หยกรูปมังกร
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 3 ชีพจรมังกร

ตอนที่ 2 หลงเฉิน


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

หลังจากทุ่มเทแรงกายไปอย่างมหาศาล ในที่สุดหยางเฉินก็สามารถย้ายร่างของหลงฉิงหลานไปพิงต้นไม้ได้สำเร็จ

 

“ตาแก่นี่แกล้งตายมาตลอด!”

 

หลังจากที่สังเกตอยู่ดูครู่หนึ่ง หยางเฉินก็พบว่าหลงฉิงหลานไม่ได้เป็นอะไรเลย เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดโทสะขึ้นมาจนอยากจะพุ่งหมัดใส่บิดาของเขาสักสามสี่หมัด

 

หลงฉิงหลานจ้องมองบุตรชายแล้วกล่าวขึ้น “แม้ว่าตอนนี้ข้าจะฟื้นกลับมาได้ แต่ก็อย่าคิดว่าข้าจะรอดชีวิต เหตุผลหลักที่ข้าต้องฟื้นขึ้นมาก็เพื่อจะฝากฝังเจ้าในบางเรื่อง เจ้าจงตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่”

 

หยางเฉินกลอกตา ในอดีตที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ยินคนผู้นี้พูดเลยด้วยซ้ำ เมื่อมาได้ยินในตอนนี้ เขาก็พบว่าทั้งตัวเขาและบิดามีวิธีการพูดที่คล้ายคลึงกันมาก นี่จะต้องเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาทางสายเลือดอย่างแน่นอน

 

“ก็ได้ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน แต่ดูเหมือนว่าท่านกำลังจะ ‘กลับบ้านเก่า’ในไม่ช้านี้ งั้นมีอะไรก็รีบพูดออกมา”

 

หลงฉิงหลานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวว่า “ที่ผ่านมาข้าเคยเห็นเจ้าแค่ไม่กี่ครั้ง เจ้าลูกหมา เจ้านี่ไม่ต่างจากข้าในสมัยหนุ่มๆเลยนะ งั้นข้าจะพูดให้สั้นที่สุด หลังจากที่ข้าตาย สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำก็คือเอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากจุดตันเถียนของข้า”

 

หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องหยกมังกรอีกครั้ง แววตาของหยางเฉินก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขากล่าว “พ่อ ท่านคิดว่าข้าโง่เหรอ? ถ้าในตันเถียนของท่านมีจี้หยกชิ้นนั้นอยู่ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสบายมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?”

 

“บัดซบ! นี่เจ้าถึงกับกล้าใช้คำว่า ‘อย่างสบาย’ งั้นรึ? ตอนข้าอายุสิบแปด ข้าได้มาที่เมืองพฤกษาหมอก ในบรรดาคนรุ่นเดียวกันมีแค่มารดาของเจ้าเท่านั้นที่คู่ควรกับข้า ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามีพรสวรรค์ แล้วคนอย่างแม่ของเจ้าจะยอมมานอนเตียงเดียวกับข้าอย่างนั้นรึ?...แต่ทว่า ตั้งแต่ที่ข้าได้หยกชิ้นนี้มา พลังลมปราณขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดของข้าก็ถูกดูดไปจนหมดในเวลาเพียงครึ่งปี ทำให้ข้าต้องตกมาอยู่ในสภาพที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้!”

 

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้นหยางเฉินยอมรับว่าเขาไม่แน่ใจ แต่เมื่อมองดูแววตาและอารมณ์ของผู้เป็นบิดา เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกได้เลย หากเป็นเช่นนั้น หยกมังกรชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่? มันสามารถดูดพลังลมปราณจนหายไปทั้งหมดได้อย่างไรกัน?

 

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ตาแก่ผู้นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดเชียวรึ? ถ้าแค่อายุสิบแปดยังประสบความสำเร็จถึงขั้นนั้น แล้วอนาคตของเขาจะรุ่งเรืองเพียงใดกัน?

 

ตามตำนานที่สืบต่อกันมา เผ่าพันธุ์มนุษย์แท้จริงแล้วสืบสายเลือดมาจากมังกรศักดิ์สิทธิ์โบราณ ด้วยเหตุนี้ทำให้เส้นชีพจรหลักทั้งเก้าเส้นของมนุษย์ซึ่งเป็นที่สำหรับไหลเวียนโลหิตถูกเรียกว่า‘เส้นชีพจรมังกร’ เมื่อมนุษย์ฝึกฝนร่างกายและจิตใจจนถึงระดับหนึ่ง พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินและสามารถดูดซับพลังเหล่านั้นมาสะสมอยู่ในรูปของ‘พลังลมปราณ’ได้ หากผู้ใดสามารถไหลเวียนพลังลมปราณผ่านเส้นชีพจรมังกรครบทั้งเก้าเส้นได้ คนผู้นั้นจะถือเป็นยอดฝีมือ ด้วยการที่เส้นชีพจรมังกรของมนุษย์มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าเส้น ทำให้ ‘ขอบเขตชีพจรมังกร’ ซึ่งเป็นขอบเขตแรกของการฝึกยุทธ์จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าขั้น

 

ตามความรู้ของหยางเฉิน คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองพฤกษาหมอกซึ่งก็คือท่านตาของเขาอ้างว่าตนเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ทว่าบุคคลระดับนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่ยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าเท่านั้น

หลงฉิงหลานไม่สนใจสีหน้าแววตาที่คล้ายกลับไม่อยากเชื่อของหยางเฉิน เขากล่าวต่ออย่างจริงจัง “นี่คือเรื่องแรกซึ่งข้าอธิบายไปอย่างละเอียดแล้ว เรื่องที่สองก็คือ...เปลี่ยนชื่อของเจ้าซะ ตั้งแต่วันนี้ ชื่อของเจ้าก็คือ ‘หลงเฉิน’ ตระกูลหลงของเราคือตระกูลของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในฐานะลูกหลานของเขา พวกเราไม่สามารถใช้แซ่อื่นได้อย่างเด็ดขาด!”

*龙 หลงแปลว่ามังกร

 

“ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด? หลอกเด็กยังพอว่า แต่อย่ามาหลอกข้าให้ยาก...ส่วนเรื่องเปลี่ยนแซ่...ถ้าท่านอยากให้เป็นเช่นนั้น งั้นต่อไปนี้ แซ่ของข้าก็คือหลง”

 

หยางเฉินตกอยู่ในภวังค์ไปวูบหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังบิดาของเขาพูด เขาไม่คิดเลยว่าตาแก่ผู้นี้จะกล้ามากล่าววาจาเหลวไหลต่อหน้าเขา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเขาไม่เคยอยากจะใช้แซ่หยางอยู่แล้ว ต่อให้บิดาของเขาไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็อยากจะหาแซ่อื่นใช้เต็มที่แล้ว

 

--หลงเฉิน--  นี่ก็คือนามใหม่ของเขา

 

เขาท่องชื่อของตัวเองอยู่หลายครั้ง หลงเฉินรู้สึกดีกับชื่อใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มของปีศาจเฒ่าที่อยู่ตรงหน้า หลงเฉินก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นหนึ่งในวันที่เขามีความสุขที่สุด

 

เขานั่งลงข้างๆหลงฉิงหลานโดยเอียงกายพิงไหล่ของบิดา

 

“เจ้าคือลูกชายของข้า หากข้าเรียกเจ้าว่าเฉินเอ๋อคงไม่ถือว่าเกินไป ข้าเที่ยวหาเรื่องใส่ตัวมาตลอดชีวิต ข้าท่องไปทุกทิศในทวีป ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องมาตายในเมืองพฤกษาหมอกดินแดนแห่งสุนัขเช่นนี้ โชคชะตานั้นยากจะคาดเดา ทำให้มนุษย์เราหลั่งน้ำตาได้”

 

“วันนี้สมองของท่านมีปัญหาหรือไงกัน? ท่านทำตัวเหลวไหลมาทั้งชีวิต ข้ารู้จักท่านดี อย่ามาเพ้อต่อหน้าข้า! จริงสิ พวกเราไม่ต้องกลับไปที่ตระกูลหยางอีกแล้วเป็นอย่างไร? ด้วยความสามารถของข้า ต่อให้อยู่ที่อื่น ข้าก็คงหาเลี้ยงคนขี้เมาอย่างท่านได้สบาย”

 

กล่าวจบหลงเฉินก็มองทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปเพื่อรอคอยคำตอบจากบิดา ทว่าแม้จะผ่านไปนานหลายลมหายใจก็ยังไม่มีการตอบสนองจากผู้เป็นพ่อ เขารู้สึกถึงความเย็นที่ไหลผ่านร่างกายของตน จนต้องรีบหันกลับไปมองและเห็นเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของหลงฉิงหลาน ทว่าชายชรากลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ

 

“ตาแก่เกิดอะไรขึ้น….?”

 

เมื่อเห็นบิดาอยู่ในสภาพนี้ หลงเฉินก็ทำตัวไม่ถูก แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนปากร้าย ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างไรเสียก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของเขา

 

“เฉินเอ๋อ...”

 

“...ท่านพ่อ?”

 

หลงฉิงหลานเงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าว “ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ ถึงได้ทำให้เจ้าหลงเดินในทางที่ผิด มีหลายสิ่งที่เจ้าจะต้องเผชิญในภายภาคหน้า ข้าจะไม่บอกเจ้าในตอนนี้ หากว่าเจ้าไปถึงระดับนั้นเจ้าก็จะเข้าใจเอง

 

มีสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะบอกเจ้า เจ้าจงตั้งใจฟังทุกคำของข้าอย่าได้ตกหล่น: ในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ พลังถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็มีค่าไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!

 

หลังจากที่ข้าตายแล้ว ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าต้องจำคำของพ่อไว้และถือมันเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิต เรื่องนี้เคยเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตข้า แต่โชคชะตามันช่างเล่นตลกกับข้า…”

 

หลังจากได้รับฟังคำสั่งเสียของบิดาที่กล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมจริงจัง หลงเฉินก็ตกอยู่ในห้วงความคิด

 

หลงฉิงหลานใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะของบุตรชาย ขณะที่ใช้มืออีกข้างโอบไหล่ไว้ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้พูดเรื่องที่อยากพูดไปแล้ว สุดท้ายข้ายังอยากจะขอเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง เร็วๆนี้จะมีการแข่งขันภายในตระกูลหยาง คนรุ่นเยาว์ทั้งหมดในตระกูลจะต้องแข่งขันกัน ผู้ชนะจะได้รับคัมภีร์ทักษะยุทธ์ระดับสูงของตระกูล—[ผนึกมังกร] ผนึกมังกรที่ว่านี้ก็คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เจ้ากลายเป็น ‘นักรบมังกร’ ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม เจ้าจะต้องเอาผนึกมังกรมาให้ได้ จงอย่าลืม อย่าลืมเด็ดขาด...”

 

การแข่งขันของตระกูล หลงเฉินเองก็เคยได้ยินมันมาบ้างทว่าก็ไม่เคยให้ความสนใจ

 

“ด้วยความสามารถในตอนนี้ของข้าหากให้ต่อยตีกับนักเลงข้างถนนย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่จะให้เข้าร่วมการแข่งขันเห็นทีว่าข้าคงจะทำให้ท่านขายหน้าแน่ ว่าแต่ตาแก่ นักรบมังกรที่ท่านว่ามันคืออะไร?”

 

“นักรบมังกร...มันก็คือตำนานที่สูญหายไปนานของทวีปมังกรอุทิศ…..”

 

หลังจากจบประโยคนี้ ใบหน้าของหลงฉิงหลานก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโหยหา ทันใดนั้นมือของเขาที่วางอยู่บนไหล่ของหลงเฉินก็ค่อยๆตกลงมา และเป็นเวลาเดียวกับที่ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลงไป

 

หลงเฉินกำลังจะถามเกี่ยวกับทวีปมังกรอุทิศ ทว่าเมื่อเห็นมือที่ไร้เรี่ยวแรงของหลงฉิงหลานทิ้งตัวลงไป หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ เขารีบพยุงร่างที่กำลังจะล้มลงของหลงฉิงหลานเอาไว้

 

แม้ว่าดวงตาของเขาจะเปิดอยู่ ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลงเฉินก็ทราบดีว่าบิดาของเขานามว่าหลงฉิงหลานนั้นได้จากโลกนี้ไปแล้ว

 

จิตใจของหลงเฉินตกต่ำลงมาในฉับพลัน

 

หากเป็นบิดาคนเมื่อวานของตนตายไป เขาก็ยังพอจะรับได้ ทว่าบิดาของเขาในวันนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทันทีที่หลงเฉินรู้สึกว่าเขาสามารถเรียกหลงฉิงหลานว่า ‘ท่านพ่อ’ ได้อย่างเต็มปาก เขาก็กลับถูกทิ้งเอาไว้ในโลกนี้อย่างเดียวดาย

 

ศีรษะของหลงเฉินก้มลงมาด้วยความโศกเศร้า

 

‘เจ้าจงฟังให้ดี หากว่าเจ้าพลาดไป ต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่’

 

‘ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ’

 

‘ในโลกที่โหดร้ายนี้ พลังคือทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!’

 

‘หลังจากที่ข้าตาย ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ขอให้เจ้าตั้งเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมาย’

 

คำพูดของหลงฉิงหลานยังคงก้องอยู่ในหูเขา

 

หลงเฉินไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเขาจะต้องมาเจอกับประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการลาจากเช่นนี้ พ่อของเขาก็จากไปได้สักพักแล้ว ทว่าความเจ็บปวดกลับยังคงอยู่โดยไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ความเจ็บปวดพวกนี้มันมาจากไหนกัน?

 

หลังจากรอคอยถึงกลางดึกจนมั่นใจแล้วว่าบิดาของตนคงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแน่ หลงเฉินก็นำร่างของหลงฉิงหลานวางลงในหลุมศพ

 

เมื่อก้มลงมองใบหน้าที่ซูบผอมในหลุมศพ หลงเฉินก็ทำได้เพียงกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ

 

“……”

 

“ตาแก่ ทุกอย่างที่ท่านได้บอกกับข้าเอาไว้ ข้าจะจดจำมันและปฏิบัติตาม เรื่องที่ท่านได้สั่งเสียไว้ ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะต้องทำมันให้สำเร็จให้จงได้ เรื่องเปลี่ยนแซ่ข้าก็ทำแล้ว เรื่องผนึกมังกร ข้าจะค่อยๆทำมันให้สำเร็จ ปัญหามันอยู่ที่ความแข็งแกร่งซึ่งข้าไม่สามารถทำมันได้ในวันสองวัน...”

 

ในตอนนั้นหลงเฉินก็นึกถึงคำสั่งเสียของหลงฉิงหลานที่ขอให้เอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากตันเถียนของเขา

 

‘เขาก็ตายไปแล้ว ถ้าข้าทำลายศพของเขา มันจะเป็นบาปที่ยากจะให้อภัย…’

 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็อยากจะยอมแพ้ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้เรื่องหนึ่ง

 

‘ไม่ ไม่ถูกต้อง ตาแก่บอกว่าหยกมังกรกำลังทรมานร่างกายของเขาอยู่ และเขายังย้ำเรื่องนี้กับข้าเอาไว้ หยกนี้จะต้องมีความลับอะไรอยู่แน่’

 

หลงเฉินไม่ใช่คนขวัญอ่อน เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ควักมีดออกมา เขามองหลงฉิงหลานอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและใช้มีดตัดเข้าไปที่จุดตันเถียนของบิดา

 

เป็นจริงดั่งคำกล่าวของหลงฉิงหลาน มีจี้หยกสีดำชิ้นหนึ่งอยู่จริงๆ

 

หลงเฉินวางจี้หยกไว้บนพื้น ก่อนจะใช้ดินฝังกลบร่างบิดาและสร้างป้ายหลุมศพเอาไว้ หลังจากที่เคารพศพเสร็จ เขาก็นั่งอยู่ข้างๆหลุมศพพลางมองลงไปยังจี้หยกในมือ

 

นี่คือหยกมังกรที่หลงฉิงหลานกล่าวถึง

 

“เป็นเจ้าเองหรือ ที่ดูดพลังลมปราณของตาแก่จนเหือดแห้งและทำลายชีวิตของเขา?”

 

หยกลึกลับชิ้นนี้เป็นหยกรูปมังกรที่เต็มไปด้วยลวดลายแปลกๆ ตัวหยกมีสีดำทั้งชิ้น วัสดุที่ใช้ดูธรรมดา หากว่ามันไม่ได้มีสภาพที่เก่าเช่นนี้ หลงเฉินก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันสามารถทำลายชีวิตของหลงฉิงหลานได้อย่างไร

 

ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว แสงจันทร์อันอ่อนโยนสาดส่องลงมายังผืนดิน หมอกค่อยๆแทรกซึมผ่านมวลไม้ หยกมังกรที่อยู่ในมือของหลงเฉินเริ่มเปร่งแสงสลัวๆออกมา และทันใดนั้นมันก็หายไปต่อหน้าต่อตาเขา ทำให้หลงเฉินเกิดความประหลาดใจที่แฝงไปด้วยความตระหนกขึ้น

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

ยังไม่ทันจะหายจากอาการตกใจ หลงเฉินก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงคำรามอยู่ภายในหัว และเขาก็พบว่าจิตสำนึกของตัวเองมาปรากฏอยู่ในกลุ่มหมอกสีเทาๆ ที่มีอาณาบริเวณกว้าง หมอกเหล่านี้ไหลตามสายลมไปข้างหน้าเป็นลูกคลื่น หลงเฉินรู้สึกราวกับว่าตัวเองสูญเสียสัมผัสทั้งหมดไป หลงเหลือเพียงสัมผัสด้านการมองเห็นเท่านั้น เขาหันไปรอบๆด้วยความประหลาดใจ

 

“นี่เป็นสิ่งที่บรรยายไว้ในหนังสือ มันคือห้วงจิตซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ มีแค่คนที่เป็นจอมยุทธ์เท่านั้นที่จะเปิดห้วงจิตออกได้ ข้าสามารถมองเห็นห้วงจิตได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

 

แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลงเฉินก็ยังเดินสำรวจภายในทะเลแห่งหมอกนี้ เขารู้สึกว่าต่อให้ตัวเองวิ่งไปตลอดกาลก็ไม่สามารถหนีออกไปจากทะเลหมอกอันไร้ขอบเขตนี้ได้

 

ทันใดนั้น หลงเฉินก็มองเห็นหยกสีดำรูปมังกรชิ้นหนึ่งกำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเลหมอกพร้อมกับปลดปล่อยแสงบางๆออกมา

 

แววตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ

 

“หยกมังกรมาปรากฏตัวในห้วงจิตของข้า เช่นนี้แล้วมันจะดูดซับพลังลมปราณของข้าหรือไม่?”

 

หลงเฉินตกใจกลัวขึ้นมา

 

“ไม่ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าไม่มีพลังลมปราณเลยด้วยซ้ำ”

 

ในตอนนั้นเอง กระแสพลังอันแข็งแกร่งก็หลั่งไหลออกมาจากหยกมังกร ก่อนจะตัดผ่านเขตแดนระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายของหลงเฉินและมาปรากฏอยู่ภายในตันเถียนของเขา

 

ความอบอุ่นที่เกิดจากการไหลของพลังนี้ทำให้ทั้งร่างของหลงเฉินรู้สึกสดชื่น

 

“พลังลมปราณ?”

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

0 0 โหวต
Article Rating
1 Comment
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด