ตอนที่แล้วตอนที่ 18 ผนึกมังกร
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 20 ตลาดจอมยุทธ์

ตอนที่ 19 ม่านพลังลึกลับ


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

“ผนึกมังกร...”

 

หลงเฉินนั่งอยู่ในบ้านของตนเอง พลิกคัมภีร์ลับ《 ผนึกมังกร》ไปมาอยู่หลายครั้งจนรู้สึกง่วง  จากนั้น เขาก็วางมันไว้ที่ขอบเตียง

 

“เพราะมันเป็นทักษะยุทธ์ขั้นสูง จึงมีคนตระกูลหยางเพียงไม่กี่คนที่ได้ฝึกวิชานี้  ดูจากหนังแกะและวัสดุที่เก่าแก่ ผนึกมังกรที่ข้าได้มาคงจะเป็นคัมภีร์ลับของจริง แต่ท่านพ่อบอกว่ามีความลับซ่อนอยู่ในคัมภีร์นี้ และมันจะกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่การกลายเป็นนักรบมังกร แล้วทำไมข้าถึงยังหาไม่เจอนะ?”

 

หลงเฉินนอนแผ่บนเตียง และมองไปที่หน้าต่างอย่างงุนงง

 

“ไอ้คัมภีร์เส็งเคร็งนี่คืออะไรกันแน่? มันก็เป็นเพียงหนังแกะไม่กี่แผ่นไม่ใช่รึ? จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ได้? ผู้คนมากมายเคยผ่านตาคัมภีร์ลับเล่มนี้มาก่อน หากมีความลับอยู่จริงละก็ ต้องมีคนหาเจอตั้งนานแล้วสิ...”

 

หลงเฉินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

 

“นี่มันไม่ถูกต้อง!”

 

หลงเฉินลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยความตื่นเต้น

 

“บางที อาจเป็นเพราะมันยากที่จะหาความลับนั้นพบ คนมากมายในตระกูลหยางถึงได้ไม่มีใครเคยหาเจอ  ในเมื่อท่านพ่อบอกให้ข้านำผนึกมังกรมาให้ได้ เช่นนั้นแล้ว ข้าก็ต้องพยายามอย่างหนัก และรู้ให้ได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่!”

 

อีกครั้งที่เขาหยิบผนึกมังกรขึ้นมาและสำรวจลายมือที่เขียนอย่างสวยงาม  หลงเฉินพินิจมองทีละคำ แม้แต่ตามขอบหรือมุมของคัมภีร์ เขาก็สำรวจมันอย่างละเอียด  แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งใด

 

“ตอนนี้ข้าก็บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นห้าแล้ว และยังมีเกราะดาราจรัสแสงอีก  พวกที่ฝึกถึงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นหกทั่วไปจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เมื่อมีผนึกมังกรเล่มนี้  พลังต่อสู้ของข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นอีก แต่ช่างน่าเสียดายที่เกราะดาราจรัสแสงเป็นเพียงวิชาที่อยู่ในระดับอำพันขั้นกลาง เมื่อต้องเจอกับผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดขึ้นไป ข้าก็ไม่มีความได้เปรียบเลยสักนิด...”

 

“การล่ากำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า และไป๋ซื่อจีก็เกลียดข้าเข้ากระดูกดำ  หากข้ายังหาทางออกไม่ได้ ข้าคงไม่เหลือชีวิตรอดกลับมา ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการสร้างชื่อเสียงในยุทธภพนี้เลย”

 

เมื่อนึกถึงไป๋ซื่อจีที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดแล้ว หลงเฉินก็ขมวดคิ้วแน่น

 

เขาตระหนักถึงพลังของตนเองดี  หากเป็นผู้ฝึกฝนขอบเขตชีพจรมังกรขั้นหก เขาอาจจะชนะได้อย่างง่ายดาย  แต่สำหรับผู้ฝึกฝนที่บรรลุขั้นเจ็ดแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีหวัง

 

ขอบเขตชีพจรมังกรแบ่งออกเป็น 9 ระดับ  ซึ่ง 6 ระดับแรกนั้นเรียกว่า เส้นชีพจรมังกรเล็ก ซึ่งทั้งไม่หนาและไม่ยาวพอ  ดังนั้นพลังที่สามารถระเบิดออกมาได้จึงมีจำกัด

 

ส่วนเส้นชีพจรมังกรในขั้นที่ 7 ขึ้นไป ซึ่งถือเป็นความต่างชั้นที่เยอะมากจาก 6 ระดับแรก เรียกว่า เส้นชีพจรมนุษย์มังกร เส้นชีพจรมังกรปฐพี และเส้นชีพจรมังกรสวรรค์ ตามลำดับ  โดยที่ความยาวและความทนทานของแต่ละเส้นนั้นมากกว่าอย่างน้อย 2 เท่าของเส้นเลือดมังกรเล็ก โดยเส้นชีพจรมังกรสวรรค์นั้นจะยิ่งมีความยาวมากขึ้นและคดเคี้ยวมากขึ้น เกือบจะเท่ากับเส้นชีพจรทั้งหมดมัดรวมกันเลยก็ว่าได้

 

ดังนั้น หลงเฉินจึงรู้ดีว่าระดับขั้นของขอบเขตชีพจรมังกรนั้นเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ยากมากตั้งแต่ต้นจนจบ  และยังเป็นเหตุผลว่าเหตุใดในยุทธภพจึงมียอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น

 

ความแตกต่างอย่างที่สุดระหว่างหลงเฉินและผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด คือปริมาณปราณที่จำเป็นต้องใช้ในการตัดผ่านเส้นชีพจรมนุษย์มังกร  ซึ่งมากกว่าปราณที่มีในขอบเขตชีพจรมังกรขั้นหกถึง 10 เท่า ดังนั้น ความแข็งแกร่งของไป๋ซื่อจีเมื่อเทียบกันในเรื่องของปราณแล้ว ยังเหนือกว่าหลงเฉินราว 20-30 เท่าเลยทีเดียว

 

“แต่ถึงอย่างนั้น...”

 

แสงเป็นประกายลุกโชนอยู่ในดวงตาของหลงเฉินขณะที่เขาคิดในใจ

 

“ในเมื่อไป๋ซื่อจีเป็นลูกชายของไป๋จ้านสง ข้าก็ต้องแข็งแกร่งกว่าเขาให้ได้ และด้วยวิธีนี้ ข้าก็จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นยอมรับในตัวข้าได้อย่างสมบูรณ์ นางจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ไร้ค่าและไม่ได้เรื่องได้ราว!”

 

แม้เขาจะพูดเช่นนี้ออกมา แต่ในหัวใจของเขากลับรู้สึกหนักอึ้ง  เพราะอย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็ไม่รู้จะทำเช่นไรกับผนึกมังกรในมือ  และหากเขาใช้เวลากว่า 10 วันหมกมุ่นอยู่กับมัน ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขาคงต้องทำเช่นนั้นต่อไปตลอดชีวิตที่เหลือ

 

“นักรบมังกร ... คืออะไรกันแน่? ท่านพ่อบอกว่ามันคือตำนานที่สูญหาย ข้าเคยได้ยินเรื่องน่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับสัตว์อสูรเร้นลับที่ฝึกฝนวิชาต่อสู้และอาวุธอะไรเทือกนั้น แต่ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับนักรบมังกรเลย ...”

 

“อย่างไรก็ตาม ท่านพ่อและหลิงซีเคยบอกว่า ในโลกอันกว้างใหญ่นามว่าทวีปมังกรอุทิศแห่งนี้ ว่ากันว่าเผ่าพันธ์ุมนุษย์นั้นสืบสายเลือดจากมังกรโบราณศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น นักรบมังกรจะต้องเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับมังกรในตำนานจากสมัยโบราณ!”

 

ระหว่างการประชุมตระกูล หลิงซีสูญเสียพลังไปมากในการโจมตี  ดังนั้น หลังจากเวลาผ่านไป 3 วัน นางก็ยังไม่ตื่นขึ้น หลงเฉินเป็นกังวลเล็กน้อย เขาคิดในใจ ‘...อย่าบอกนะว่านางจะจากไปดื้อ ๆ แบบนี้ แต่การโจมตีครั้งนั้นคงเผาผลาญพลังของนางไปมากจริง ๆ นางช่วยชีวิตข้าไว้ถึง 2 ครั้งแล้ว ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อข้า อย่างไรก็ตาม ข้าก็ลั่นวาจาไปแล้วว่าข้าจะปกป้องนาง…’

 

เขามองผนึกมังกรในมืออีกครั้ง

 

“ท่านพ่อต้องการเพียงให้ข้าได้คัมภีร์ลับเล่มนี้มา แต่ไม่ได้บอกว่าข้าจะพบความลับในคัมภีร์นี้ได้อย่างไร  มันยังคงขึ้นอยู่กับความพยายามของข้าอยู่ดี แต่หากมีหลิงซีอยู่ตรงนี้ด้วยคงจะดีไม่น้อย ตัวตนของนางนั้นลึกลับยิ่งนัก นางคงมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ ทั้งประสบการณ์และความรู้ก็มากมาย ข้าคิดว่านางจะต้องช่วยข้าหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้แน่ ๆ”

 

หลงเฉินถอนหายใจ เขานอนลงบนเตียงและใช้ผนึกมังกรปิดหน้า

 

“อะไรกันนี่?”

 

หลงเฉินสัมผัสได้ว่าเมื่อเขาเอาผนึกมังกรวางบนหัว เขาก็รู้สึกได้ว่าหยกมังกรลึกลับที่อยู่ในห้วงจิตของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้แน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว กลับสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างอื่น

 

ในตอนนั้นมีเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นข้างหูของหลงเฉิน ต้นเสียงนั้นอ่อนแรงอย่างมาก

 

“ดูเหมือนจะมีม่านพลังบางอย่างในคัมภีร์ลับนั่นนะ...”

 

เสียงนั้นคือหลิงซี ในตอนนี้กระบี่หลิงซีมีขนาดเท่าต่างหูหมุด จึงทำให้หลงเฉินยังคงได้ยินเสียง ไม่ว่าเสียงนั้นจะอ่อนแรงเพียงใด

 

เมื่อได้ยินเสียงของหลิงซี ความวิตกกังวลของหลงเฉินในช่วงหลายวันมานี้จึงลดน้อยลง  แต่เสียงของนางยังคงอ่อนแรง เขารู้ว่าหลิงซียังไม่ฟื้นตัวดี ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

 

“เสี่ยวซี ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าเอง ข้าสาบานว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกในวันข้างหน้า  ทุกครั้งที่เจ้าใช้พลังโจมตี เจ้าก็อ่อนแอลงไปมาก...”

 

“ไม่เป็นไรหรอก...”  หลิงซีเอ่ยขึ้น

 

หลงเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่แล้วเขาก็กัดฟันพูด

 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’? หากข้าถูกฆ่าตายเพราะความบ้าระห่ำ เช่นนั้นข้าก็สมควรตาย แต่หากเจ้าตายเพราะข้า ข้า ... หลงเฉิน จะโทษตัวเองไปตลอดชีวิต และข้าเองก็ต้องตายเช่นกัน!”

 

“บอกข้ามาสิ ว่าตอนนี้สถานการณ์ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

 

หลงเฉินรู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่หลิงซีกลับนิ่งเงียบไป กระทั่งนางพูดตอบอย่างว่าง่าย

 

“กายเนื้อของข้าหายไปแล้ว ตอนนี้รอบตัวข้ามืดสนิท จิตของข้ายังคงอยู่ได้เพราะพลังวิญญาณ  ทุกครั้งที่ข้าใช้พลัง พลังวิญญาณของข้าจะลดลงเล็กน้อย ครั้งสุดท้ายที่ใจข้าเกิดสับสนและหวาดกลัว  ข้าเลยสั่งให้กระบี่หลิงซีบินมาไกลมาก ๆ จนพลังวิญญาณของข้าใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และข้ายังปรากฏตัวออกมาถึง 2 ครั้ง หากไม่มียาที่สามารถรักษาเยียวยาและยืดอายุพลังวิญญาณของข้าได้  ข้าเกรงว่าจะ...”

 

หลงเฉินรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า เขาเกือบตะโกนออกมา

 

“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้าก่อนหน้านี้!?”

 

หลิงซีรู้สึกผิด นางสะอื้น

 

“เจ้าจะมาโกรธข้าทำไมกัน? นี่ข้าเพิ่งตื่นเองนะ ก่อนหน้านี้เจ้ากำลังจะตาย แล้วข้าจะมีเวลาบอกเจ้าได้อย่างไรกันล่ะ...”

 

หลงเฉินใจเย็นลง เขาเงียบไปพักหนึ่ง

 

“เสี่ยวซี ขอบใจเจ้ามากนะ แต่ในฐานะที่ข้าเป็นชาย ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนั้นอีก  ส่วนเรื่องยาที่เจ้าพูดถึง ข้าจะออกไปตามหามาให้เจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!”

 

หลิงซีเกือบจะเอาชีวิตนางเข้าแลกเพื่อช่วยเขาไว้ แม้ว่าหลงเฉินจะไม่บอกนางว่าเขาซาบซึ้งใจเพียงใด แต่ในใจของเขา เขาถือว่าหลิงซีเป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่เขายอมชดใช้ด้วยชีวิตของตนเอง

 

หลงเฉินเก็บผนึกมังกรไว้ในแขนเสื้อ และออกไปข้างนอก  เขาไม่คุ้นเคยกับยาที่ผู้ฝึกวิชาใช้กัน แต่มีคนคนหนึ่งในตระกูลหยางที่เขาสนิทใจด้วย ซึ่งก็คือหยางหลิงชิง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจไปหานาง

 

“ยาที่ใช้บำรุงวิญญาณหาไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ  และมันก็มีค่ามาก หลงเฉิน ข้าเป็นภาระให้เจ้ารึเปล่า?”

 

“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไรกัน!? เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้นะ เพราะฉะนั้นข้าก็ต้องพยายามช่วยชีวิตเจ้าเหมือนกันสิ ตัวถ่วงอะไรกัน สมองเจ้ามีแต่ขี้เลื่อยรึ?”

 

แม้ว่าคำพูดของหลงเฉินจะร้ายกาจ แต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงซึ่งทำให้หลิงซีรู้สึกซาบซึ้งใจ  เมื่อมองไปที่ใบหน้าแน่วแน่ของเด็กหนุ่ม จิตใจของหลิงซีก็คิดถึงอะไรหลายอย่าง

 

“โอ จริงสิ เจ้าบอกว่ามีม่านพลังอยู่ในผนึกมังกรสินะ? เจ้าทำลายมันได้หรือเปล่า?”

 

เป็นเพราะหลิงซี เขาจึงหลงลืมเรื่องที่สำคัญที่สุดไป  และเมื่อนึกขึ้นได้ หลงเฉินจึงถามด้วยความคาดหวัง

 

“พลังวิญญาณของข้าในตอนนี้ยังไม่พอให้ข้ามองเห็นมันได้ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม หากข้าได้ยาบำรุงวิญญาณมาละก็ ข้าคิดว่าข้าสามารถลองดูได้”

 

หลงเฉินปลื้มปีติและเอ่ยขึ้น

 

“ยอดไปเลย อย่างที่ข้าคิดไว้ เจ้าน่ะเป็นคนที่พึ่งพาได้จริง ๆ หากเจ้ามีร่างกาย ข้าจะจูบเจ้าเป็นการให้รางวัล!”

 

หลังจากที่พูดจบ หลงเฉินก็หัวเราะเสียงดัง

 

“เชอะ ฝันไปเถอะ! คางคกอัปลักษณ์อย่างเจ้าอยากจะลิ้มรสเนื้อหงส์งั้นหรือ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าต้องการจะทำลายม่านพลัง เจ้าต้องใช้มากกว่ายานะ ข้าน่ะ กินจุมาก เพราะฉะนั้น หากเจ้าอยากให้ข้าทำอะไรให้เจ้าอีกในวันข้างหน้า ก็ง่ายมาก ... เจ้าต้องหายาให้ข้ากิน!”

 

“รู้แล้ว รู้แล้วน่า ยัยคนติดยา”

 

เขาเริ่มพูดคุยเล่น และบรรยากาศก็ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้  ถึงกระนั้น หลงเฉินก็ตระหนักในหัวใจว่าภาระบนไหล่ของเขาจะต้องหนักอึ้งขึ้นอีกในวันข้างหน้า

 

ไม่เพียงแต่เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น  เขายังต้องเพิ่มปริมาณสมบัติและของล้ำค่าที่ต้องไขว่คว้ามาอีกจำนวนมาก เพราะมีเพียงยาบำรุงวิญญาณเท่านั้นที่จะช่วยรักษาชีวิตของหลิงซีไว้ได้

 

“ในเมืองพฤกษาหมอก  สถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้จะมียาบำรุงวิญญาณหรือเปล่านะ...”

 

หลงเฉินยังคงเป็นกังวล

 

เมื่อเดินไปในสนามหญ้าขนาดใหญ่ของตระกูลหยาง  ทหารยามและสาวใช้เห็นเขาและต่างยิ้มให้เขา อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มนั้นช่างฝืนใจ มันจึงดูน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก

 

การแสดงฝีมือของหลงเฉินในการประชุมตระกูลทำให้เขามีที่ยืนในตระกูลหยาง  ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับพลังที่แข็งแกร่งและนิสัยชั่วร้ายเช่นนี้ หากใครก็ตามกล้ามีเรื่องกับเขาอีก คนเหล่านั้นย่อมถูกลงโทษอย่างแน่นอน

 

ด้านข้าง  หยางอู่เฝ้ามองทหารยามผ่านไปและทำความเคารพอย่างเงียบ ๆ  สายตาของเขาค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น

 

“สิ่งที่ควรจะเป็นของน้องเยวี่ยเอ๋อร์ถูกเจ้าคนใช้ผู้นี้แย่งชิงไป  ดูใบหน้าหยิ่งผยองของคนรับใช้อย่างเจ้าสิ เจ้าจะเหิมเกริมไปได้นานแค่ไหนกันเชียว?”

 

“ท่านลุงรองฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดหลายปี และแม้ว่าเขาจะยังอยู่ในขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด แต่เขาก็เป็นผู้ที่ดูแลเรื่องต่าง ๆ ภายในตระกูล  และทำคุณประโยชน์ให้ตระกูลหยางอย่างมาก แต่เจ้า คนเสเพลที่ทำลายชื่อเสียงตระกูลหยางตั้งแต่อายุยังน้อย คิดว่าอยู่ ๆ นกกระจอกจะกลายเป็นวิหคเพลิงได้อย่างนั้นหรือ?”

 

หลงเฉินรู้ว่าหยางอู่มองเขาอยู่  แต่เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย

 

หากมีคนรังแกน้องสาวของเขา หลงเฉินก็คงตรงเข้าไปและสู้จนตัวตายเช่นกัน  ดังนั้น เขาจึงแน่ใจในสิ่งที่หยางอู่กำลังคิดอยู่

 

“เสี่ยวซี เจ้าเห็นชายที่ซ่อนตัวและมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ขมขื่นนั่นหรือเปล่า?”

 

“เห็นสิ แต่ข้าไม่คิดว่ามันเป็นสายตาที่ขมขื่นนะ”

 

“เจ้านี่ไม่รู้อะไร  จริง ๆ แล้ว เขาเป็นคนประหลาดที่แอบหลงรักข้ามานาน อย่างไรเสีย พวกเราต่างก็เป็นชาย เขาจึงไม่กล้าบอกข้าตรง ๆ ความรู้สึกที่เขามีให้ข้าน่ะ บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียยิ่งกว่าไข่มุกเสียอีก...”

 

“อี๋ ... น่าขยะแขยงจริง ๆ ! ข้าคลื่นไส้ไปหมดแล้ว!”

************************

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด