ตอนที่แล้วตอนที่ 112 หมู่บ้านโอปะ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 114 นี่หรือคือพรานบุญ
        “แถวนี้มีรังพวกวานรอยู่ใช่ไหม”
 
        เหนือภพถามทิวที่กำลังจัดที่นอนให้เหนือภพและตัวเองอยู่บนบ้านของเขาเอง บ้านของทิวเกือบจะมีสภาพเป็นบ้านร้างเสียแล้ว เนื่องจากเขาสูญเสียพ่อแม่ไปเมื่อสองปีก่อน เขาจึงเหลือตัวคนเดียว ในตอนนั้นแม้เขาจะเป็นเด็กวัย 14 ปีที่ไม่มีความกล้ามากนัก แต่เขาก็จำเป็นต้องระหกระเหินออกไปผจญภัยในโลกกว้าง เพราะเขายังทำใจไม่ได้ที่จะต้องอยู่บ้านหลังเดิมโดยปราศจากคนที่รัก และเวลาสองปีผ่านไปก็ทำให้เขาทำใจได้ระดับหนึ่ง มันนานพอที่จะทำให้เขาคิดถึงบ้าน
 
        “ครับ ออกจากหมู่บ้านไปทางตะวันออกมีป่ากล้วยอยู่ บริเวณนั้นเป็นอาณาเขตของพวกวานร”
 
        “เจ้าคิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ที่สัตว์อสูรพวกนั้นจะจับผู้หญิงไป”
 
        “เอ่อ เรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ปกติพวกวานรสนใจแต่เรื่องกินและก็หวงอาณาเขตเท่านั้น”  
 
        “แปลว่าก่อนหน้านี้ที่เจ้าอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้สินะ”
 
        “ครับ”
 
        ทิวพูดจบก็ตบหมอนให้ฟูพลางหยิบผ้าห่มออกมาสะบัดให้เหนือภพ แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก
 
        “หากไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับพวกมัน มันก็ไม่ออกมาทำร้ายใคร อีกอย่างตอนเด็กแม่ข้าเคยเล่าว่าป่ากล้วยแถวนั้นมีมาก่อนตั้งหมู่บ้านนี้อีก แต่พอคิดดูดี ๆ มันก็เหมือนจะมีเรื่องคล้าย ๆ แบบนี้อยู่”
 
        “ลองเล่ามา” 
 
        “เมื่อห้าปีก่อน ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันจะขึ้นรับตำแหน่ง ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าถูกวานรฆ่าตาย ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันไหมครับ”
 
        เหนือภพนิ่งและพยายามคิดตาม เขายังมีเวลาอีกทั้งคืนจึงไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากนัก อย่างน้อยเขาก็รอให้ตัวเองมีข้อมูลมากพอ มีหลักฐานที่แน่ชัดก่อนค่อยหาข้อสรุปดีกว่าบุกเข้าไปในป่าวานรโดยไม่รู้อะไร
 
        มื่อทิวแยกขอตัวไปนอน เหนือภพก็ได้ใช้เวลาครุ่นคิดต่ออีกพักใหญ่  
 
        ‘ถ้าสิ่งที่ทิวพูดเป็นจริง ป่ากล้วยนั่นมีมาก่อนที่หมู่บ้านจะถูกก่อตั้ง งั้นก็หมายความว่าที่ป่ากล้วยนั่นมีรังอสูรอยู่ และดูจากอายุของหมู่บ้านที่ก่อตั้งมาแล้วสักสองสามร้อยปีหรืออาจจะมากกว่านั้น ก็เป็นไปได้อย่างมากว่าสัตว์อสูรภายในรังนั้นจะแข็งแกร่งมาก’ 
 
        ‘โอ๊ะ เจ้าก็กลัวเป็นงั้นเหรอ’ จู่ ๆ พญานาคก็ตื่นขึ้นมาหลังจากจำศีลอยู่ภายในแก้วจันทรกาลมานาน แต่มันก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร 
 
        ‘ข้าแค่ระวังไว้ก่อน’
 
        เหนือภพตอบโต้ด้วยจิต พลางเก็บซ่อนความรู้สึกอบอุ่นใจเอาไว้ในส่วนลึก ในตอนนี้สหายมากฝีมือของเขาได้กลับมาแล้ว
 
        ‘ข้างนอกมีการเคลื่อนไหว ระดับพลังไม่ธรรมดา’
 
        เหนือภพได้ยินจากพญานาคเช่นนั้นก็เริ่มตื่นตัว เขาค่อย ๆ ย่องอย่างแผ่วเบาไปทางหน้าต่างเพื่อแอบดูสิ่งเกิดขึ้น และแล้วเขาก็เห็นเรื่องที่ชาวบ้านเล่ากับตาตนเอง
 
        “เห้ย” 
 
        เหนือภพหันหลังกลับรีบวิ่งทะลุเข้าไปในห้องนอนของทิว แล้วตะโกนเรียกเพื่อนร่วมทีมตัวน้อย ก่อนจะพุ่งกระโจนออกไปทางหน้าต่างพร้อมกับชักดาบแส้ออกมา
 
        “ทิวตื่นเร็ว เกิดเรื่องแล้ว”
 
        ตอนนี้เหนือภพในสภาพพร้อมรบยืนเด่นอยู่บนพื้นลานนอกบ้านเรียบร้อยแล้ว ส่วนทิวที่ยังงัวเงียตกใจตื่นอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เขารีบตะเกียกตะกายคว้าเอาดาบประจำตัว ก่อนจะกระโดดลงหน้าต่างบ้านตามเหนือภพไปด้วยท่าทีร้อนรน
 
 
        เหนือภพพุ่งเข้าใส่วานรตัวเขื่องพร้อมตวัดดาบแส้ในมือ ดาบแส้ที่ปกติจะยาวเพียง 1.5 เมตร ในตอนนี้มันกลับยืดยาวออกไปอีกเป็นสองเท่าจากเดิม มันรัดพันร่างวานรยักษ์เอาไว้แน่น เมื่อเหนือภพกระตุกดาบแส้ในมืออีกครั้งร่างของวานรยักษ์ที่สูงกว่าสามเมตรก็ถูกเหวี่ยงจนล้มลงไปกับพื้น
 
        เมื่อล้มมันได้แล้ว เหนือภพจึงจะมีเวลามองสำรวจมัน มันเป็นสัตว์อสูรวานรขนยาวสีเทาเงิน รูปร่างเหมือนลิงผสมมนุษย์ เท้าทั้งสี่ข้างของมันมีอุ้งเท้าเหมืองลิง แต่มันเดินสองขา และมีมัดกล้ามใหญ่โตราวกับนักเพาะกาย
 
        เจ้าอสูรวานรยักษ์ส่งเสียงกรีดร้อง เจี๊ยกค๊อก ๆ ๆ ซ้ำ ๆ อย่างโหยหวน เมื่อมันลุกขึ้นได้อีกครั้ง มันก็ใช้ตาแดงก่ำจ้องเหนือภพอย่างเคียดแค้น พร้อมกับส่งเสียงเจี๊ยกค๊อก ๆ ๆ 
 
        ก่อนที่เหนือภพจะได้โจมตีครั้งต่อไป เจ้าอสูรวานรยักษ์ก็ทำการถอนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วก็เขวี้ยงใส่กลุ่มชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงที่ถือคบเพลิงถืออาวุธจำพวกจอบเสียมหวังออกมาช่วยฮันเตอร์ แต่พวกชาวบ้านกลับกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้เหนือภพต้องเบี่ยงดาบแส้ที่กำลังจะโจมตีวานรยักษ์ ไปรัดพันต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นแล้วเหวี่ยงออกไปทิศทางอื่นแทน
 
        แค่ไม่กี่วินาทีที่เหนือภพหันเหความสนใจไปช่วยชาวบ้าน เมื่อเหนือภพหันกลับมาอีกทีเจ้าอสูรวานรยักษ์ก็หายตัวไปเสียแล้ว เหตุการณ์อาจดูเหมือนนาน แต่หากนับรวมเวลาตั้งแต่ที่เหนือภพพบเจ้าตัวร้ายจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปเพียงสองนาทีเท่านั้น
 
 
        “มันไปไหนแล้วครับ”  
 
        ทิววิ่งเข้ามาหาเหนือภพด้วยเท้าเปล่า พร้อมกับถามด้วยสภาพเหนื่อยหอบ เหนือภพเหลือบมองทิวที่ยังคงอยู่ในชุดนอนอย่างหงุดหงิด
 
        “คิดจะเป็นฮันเตอร์ ต้องเตรียมพร้อมมากกว่านี้”
 
        ทิวอ้าปากค้างมองเหนือภพในชุดเกราะเต็มยศพร้อมกับข้าวของสำคัญที่ห้อยอยู่ตามตัวตลอดเวลา แล้วก็ก้มหน้ายอมรับแต่โดยดี เขาไม่ปริปากเถียงเหนือภพสักคำ เพราะลึก ๆ ในใจเขายกเหนือภพให้เป็นต้นแบบไปแล้ว เขาจะต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรงกว่านี้ และเชื่อฟังคำสอนทุกอย่างของเหนือภพ เผื่อสักวันหนึ่งเขาจะเก่งได้แบบนั้นบ้าง
 
        เหนือภพรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แทนที่เขาจะเก็บกวาดภารกิจนี้ให้จบไว ๆ แต่กลับมีคนมาขัดแข้งขัดขาซะได้ จากนั้นเหนือภพก็ต้องเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่กรูกันเข้ามาขอบคุณเขา โดยเฉพาะบ้านที่กำลังตกเป็นเป้าหมาย พวกเขาขอบคุณเหนือภพยกใหญ่ที่ช่วยสอดส่องทำให้บุตรสาวของตนปลอดภัย กว่าจะจบเรื่องเวลาก็ผ่านไปถึงตีสาม เหนือภพถึงจะมีเวลาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วนั่งนิ่งอยู่บนนั้นไม่ให้ใครเห็น ไม่ให้ใครมารบกวนอีก
 
        เหนือภพคิดอยากจะสะกดรอยตามวานรยักษ์ตัวนั้นไป แต่เมื่อเขาได้คุยปรึกษากับพญานาค ก็ทำให้เขาละทิ้งความคิดนั้น
 
        ‘ลิงตัวนั้นไม่ปกติ’ พญานาคบอกเหนือภพในใจ แต่มันเองก็ไม่รู้ว่าลิงนั่นไม่ปกติที่ตรงไหน
 
        ‘เจ้าพอจะประเมินได้ไหม ว่าระดับของมันอยู่ในระดับไหน’ 
 
        ‘ข้าไม่แน่ใจ ดูจากรอยผิวหนังของมันที่ถูกดาบแร่หกสีของเจ้าฟัน แต่ก็มันกลับมีบาดแผลตื้น ๆ เท่านั้น ข้าคิดว่านี่คงไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา’ 
 
        ‘มันแกร่งกว่าเจ้าอีกรึ ท่านพญานาคผู้เลิศล้ำ’
 
        ‘เอ๊ะ เจ้านี่ มันไม่เหมือนกัน ข้าเองก็บอกไม่ถูก มันมีบางอย่างในตัวเจ้าลิงนั่นที่ทำให้มันมีพลังไม่ธรรมดา  ข้าคิดว่าเจ้าควรจะไปป่ากล้วยดูสักครั้ง บางทีน่าจะได้คำตอบ’
 
        พญานาคเสนอความคิดสุดท้าย ก่อนจะเงียบเสียงไป มันจำศีลเพื่อพักฟื้นมาเป็นเวลาพักใหญ่แล้ว และในตอนนี้มันก็เพิ่งตื่นจากการหลับใหล ดังนั้นมันจึงยังไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่านัก
 
        ‘ขอบคุณนะ’ 
 
        เหนือภพพูดในใจอย่างแผ่วเบา สุดท้ายคนที่พึ่งพาได้ที่สุดก็ยังคงเป็นพญานาคตัวร้ายของเขา 
 
 
 
 
        วันรุ่งขึ้นเหนือภพยังไม่ทันได้กลับขึ้นเรือน เขาก็เห็นว่ามีชาวบ้านมาออกันเต็มเรือนเสียแล้ว ชาวบ้านต่างพากันจัดสำรับอาหารอย่างดีมาเลี้ยงเขาและทิวเป็นจำนวนมาก กว่าเหนือภพกับทิวจะสลัดหลุดและจากบ้านมาได้ก็เสียเวลาไปนับชั่วโมง 
 
        เหนือภพมาหาผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับป่ากล้วยทางทิศตะวันออก เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านน่าจะมีความรู้มากกว่าทิว เพราะแม้ทิวจะเป็นคนในพื้นที่เหมือนกัน แต่เขาก็ออกจากหมู่บ้านไปหลายปี  ภายในเวลาหลายปีนี้มันคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย และคนที่จะให้คำตอบที่ดีที่สุดคือคนที่อยู่ในพื้นที่ตลอดมา
 
        “เจ้าจะไปที่นั่นเหรอ”
 
        “ครับ” 
 
        “ข้าว่าเจ้าคิดใหม่ดีกว่านะ ป่ากล้วยเป็นถิ่นของวานรยักษ์ พวกมันจะดุร้ายมากขึ้นหากมีคนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของมัน และคนที่เดือดร้อนคงเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเรา จากนี้คงไม่มีใครสามารถออกไปหากินใกล้ ๆ กับเขตนั้นอีก ” 
 
        “แต่ถ้าเราไม่จัดการวานรตัวเมื่อคืน มันก็คงจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียอีกเช่นกัน”
 
        ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ 
 
        “แต่ถ้าเจ้าไม่เข้าไปลึกมากก็คงไม่เป็นไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า ข้าก็คงทำได้แค่ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานฮันเตอร์เท่านั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจ”
 
        เหนือภพพยักหน้าหงึกหงัก  
 
        “ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ขอคนชำนาญพื้นที่ให้ข้าก็พอ”
 
        “อืมได้ ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปหาพรานบุญ แกเป็นคนที่ชำนาญพื้นที่นี้ที่สุดแล้ว  แต่แกมีนิสัยแปลกสักหน่อย แกไม่ค่อยฟังใครน่ะ”
 
        ผู้ใหญ่ลุกขึ้นเดินนำเหนือภพและทิวออกจากเรือน แต่พวกเขายังไม่ทันก้าวพ้นประตูบ้านก็มีเสียงตะโกนเรียกขึ้นมาเสียก่อน
 
        “ท่านผู้ใหญ่ ท่านผู้ใหญ่ เกิดเรื่องแล้วครับ”
 
        ผู้ใหญ่บ้านหยุดชะงัก แล้วหันไปมองคนสนิทของตน
 
        “มีอะไรของเอ็งวะ” 
 
        “ไอ้ทอง ไอ้ทองมันแย่แล้ว” 
 
        พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าตื่นตกใจ เขารีบวิ่งตามคนสนิทที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานของตนกลับเรือนด้วยท่าทีร้อนใจ ทำให้เหนือภพกับทิวต้องติดสอยห้อยตามไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก
 
 
        เมื่อมาถึงเรือนหลังเล็กที่อยู่ข้างหลังเรือนหลังใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านก็ขึ้นเรือนไปดูหลานรักที่สติไม่ดี หมอยาหมู่บ้านที่รับหน้าที่ดูแลอยู่ก็อธิบายอาการให้ผู้ใหญ่บ้านฟังว่าอาการแบบนี้มันเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยา  ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ใหญ่บ้านถึงวางใจกลับลงมาจากเรือน
 
        “เขาเป็นอะไรหรือครับ” 
 
        เหนือภพถามไถ่เป็นมารยาท เขาไม่ได้ตามขึ้นไปด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวของผู้ใหญ่บ้าน เขาควรอยู่ห่าง ๆ เอาไว้
 
        ผู้ใหญ่บ้านพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง 
 
        “หลานข้าคนนี้สติไม่ดีมาตั้งแต่เกิด มันมีนิสัยซุกซนชอบหนีเที่ยวเล่นไปทั่ว สุดท้ายก็เกิดเรื่องกับมัน เมื่อคืนมันถูกวานรยักษ์เล่นงานโชคดีที่บาดเจ็บไม่มาก”
 
        “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ”
 
        “เอาล่ะ ข้าคงไม่สะดวกพาเข้าไปหาพรานบุญแล้ว ไอ้มิ่ง เอ็งพาฮันเตอร์ไปหาพรานบุญหน่อย บอกแกว่าข้าให้พาฮันเตอร์ไปที่ป่ากล้วย”
 
        “ครับนาย”
 
        มิ่ง คนสนิทของผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็รับคำตามคำสั่ง เขาพาเหนือภพกับทิวไปในทันที ขณะพวกเขาเดินทางไปบ้านพรานบุญนั้นเหนือภพก็เกิดมีคำถาม
 
        “เจ้าทองนี่คือหลานแท้ ๆ ของผู้ใหญ่บ้านหรือครับ” 
 
        “อ่อใช่แล้วล่ะ ไอ้ทองมันเป็นลูกของพี่ชายที่ตายไปแล้วของนาย และเพราะนายไม่มีลูก ไอ้ทองเลยถือว่าเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่นายจะรักเขาเป็นพิเศษ อ่ะนั่นมาถึงละ รอข้าแปบหนึ่ง พรานบุญมันเป็นพวกชอบเล่นตัว”
 
        พูดจบมิ่งก็เดินขึ้นเรือนยกสูงของบ้านพรานบุญไปหน้าตาเฉย ราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติของคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่สนิทสนมกันจนเดินขึ้นเรือนของกันและกันได้เลย 
คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...