ตอนที่แล้วบทที่ 18 ความจริง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 20 เจียวเหม่ย

บทที่ 19 เมืองอี้


บทที่ 19 เมืองอี้

หลังจากที่กุนไท่กลับมาสภาพเดิมแล้ว ก็ได้ออกจากอ้อมกอดของบิดาพลางกล่าวขึ้น

“ท่านพ่อ ท่านได้พบกับท่านพี่แล้ว?”

กุนจวินพยักหน้าตอบก่อนจะปรับสีหน้าที่โศกเศร้าให้กลายเป็นปกติ และถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“พี่ของเจ้ามีชื่อแซ่หรือไม่ หากยังข้าจะตั้งให้”

“ยังเลยท่านพ่อ ถ้าตั้งได้แล้วข้าจะไปบอกให้”

กุนจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังขึ้น

“กุนหยู!” (กุนหยู 君儒 = กษัตริย์ผู้รอบรู้)

กุนไท่ที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาพลางพยักหน้าด้วยดวงตาที่เปล่งประกายก่อนจะพูดขึ้นมา

“ท่านพ่อ ข้าว่าเรากลับกันเถอะ”

กุนจวินพยักหน้าตอบแล้วจับไหล่ของกุนไท่ ก่อนจะทะยานหายไปทางสนามประลองด้วยความเร็วในชั่วพริบตา กุนไท่ตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของบิดา เขาสงสัยใคร่รู้ว่าบิดาของเขานั้นอยู่ในระดับใดกันแน่ เขาคาดว่าคงอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างต่ำ!

หลังจากงานประลองจบลง การจัดอันดับก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทวีปอรุณเบิกฟ้าได้อันดับหนึ่ง กุนไท่เดินไปหาบิดาของตน พร้อมกับกล่องเหล็กสีดำที่สลักลวดลายมังกรทองเอาไว้ทำให้มันดูลึกลับ และมีค่า ก่อนจะยื่นให้บิดาของตน

กุนจวินรับกล่องมาพลางเปิดออกมา กระแสพลังและกลิ่นหอมหวนของสมุนไพรหลากหลายชนิดแพร่กระจายออกมา ภายในกล่องมีโอสถสีขาวใสดุจไข่มุกอยู่ มันคือที่มาของกระแสพลัง และกลิ่นหอมของสมุนไพร!

รอยยิ้มบนใบหน้าของกุนจวินพลันเบิกบานออกมาทันที เขารู้ว่าโอสถนี้มีความหมายกับเขามาก ปัจจุบันเขาติดอยู่ในระดับนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว หากได้โอสถนี้ไปแล้วละก็ การจะทะลวงไปขอบเขตใหม่นั้นอาจจะใช้เวลาเพียงแค่เจ็ดแปดวันเท่านั้น!

กุนไท่ยกยิ้มขึ้น เมื่อเห็นบิดาของเขากำลังมีความสุข เขาเดินออกมาโดยปล่อยให้บิดาของตนดื่มด่ำกับความสุขตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ

หลังจากที่ประกาศรับรางวัลเรียบร้อยแล้วทางจักรพรรดิได้เชิญชวนทุกคนให้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง ภายในงานนั้นแต่ละคนต่างกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน บางคนต่างพูดคุยเกี่ยวกับการบ่มเพาะ การปรุงยา และสิ่งอื่นอีกมากมาย กุนไท่ได้พบปะเหล่าพี่น้องที่สนิทด้วย และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเอ่ยลาทุกคนเพื่อที่จะกลับทวีปอรุณเบิกฟ้า

เมื่อมาถึงสำนักลิจิตสวรรค์แล้ว กุนไท่พลันเอ่ยลาทันที เพื่อกลับไปบ่มเพาะ เนื่องจากสิ่งที่ได้รับมาในครั้งนี้ ทำให้การบ่มเพาะก้าวหน้าหน้าขึ้น ไม่แน่เขาอาจจะมีโอกาสทะลวงไประดับสร้างรากฐานเลยก็ว่าได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ความคิด และการคาดเดาเท่านั้น

ณ โลกแห่งความฝัน

กุนไท่ปรากฏตัวขึ้นแล้วพบกับชายชราทั้งสองเช่นเดิม ชายชราชุดแดงกล่าวขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเห็นกุนไท่

“โอ้ กลับมาแล้วสินะ ดูเหมือนพลังจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย”

กุนไท่พยักหน้าตอบ ก่อนจะนั่งลงขัดสมาธิแล้วทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมา และทบทวนถึงพลังของระดับสร้างรากฐาน เพื่อทำความเข้าใจในระดับนั้นจะช่วยทำให้เขาทะลวงง่ายขึ้น!

สามวันผ่านไป กุนไท่ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะยิ้มออกมาพลางทอดถอนหายใจ และกล่าวออกมา

“เห้อ ข้าคิดว่าจะทะลวงได้แล้วเสียอีก”

“เจ้าหนู อย่าคิดว่าการทะลวงจะง่ายถึงเพียงนั้นสามวันก่อน เจ้ายังอยู่พลังมนุษย์ ขั้น 12 ที่ไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ระดับสร้างรากฐานเลย แต่ตอนนี้เจ้าเหลืออีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้นก็จะทะลวงแล้ว เพียงแค่หาโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น จะเรียกว่าระดับพลังมนุษย์ ขั้น 12 ขั้นสูงสุดก็ว่าได้!”

ชายชราชุดแดงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ฮ่าๆ ใช่แล้ว เจ้ามาถึงขนาดนี้ได้ก็ถือว่าเร็วแล้ว ข้าว่าเจ้าต้องไปบอกบิดาเจ้าเถอะว่า เจ้าต้องหายตัวไปสักพักเพื่อหาโอกาสทะลวง!”

ชายชราชุดดำก็กล่าวขึ้นมาเช่นกันด้วยรอยยิ้ม

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะรีบไปรีบกลับ”

กุนไท่ตอบกลับไปก่อนจะออกจากโลกแห่งความฝัน

กุนไท่ไปหากุนจวินแล้วบอกถึงการจะทะลวงของตน กุนจวินที่ได้ยินเช่นนั้นพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาคิดว่าการทะลวงของกุนไท่นั้นมาถึงเร็วมาก ด้วยอายุเพียงสิบห้าปี ใครเล่าจะสามารถมาเทียบเคียงบุตรชายของเขาได้ กุนจวินตอบตกลงทันที แล้วบอกกุนไท่ด้วยว่าหากสามารถทะลวงได้จะมีรางวัลใหญ่ให้

หลังจากที่กุนไท่จากไป กุนจวินก็ยิ้มแย้มดีใจพร้อมกับหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า หากมีผู้ใดเข้ามาเห็นฉากนี้เข้าแล้วคงได้ตกตะลึง พร้อมกับเอาหัวชนกำแพงจนตาย เพราะคิดว่านี่เป็นเพียงแค่ภาพหลอนเท่านั้น

ข่าวการแข่งขันได้แผ่กระจายไปทั่วแล้ว ภายในสำนักลิขิตสวรรค์ เหล่าศิษย์รู้สึกเหลือเชื่อ เพราะมันยากเกินไปสำหรับการจะสู้ข้ามขั้นได้นั้น จะต้องเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากมาก ภายในสำนักนั้น มีแค่สองคนเท่านั้นที่สามารถทำได้ คนแรกเลยคือกุนจวินผู้ที่เป็นเจ้าสำนัก ผู้เป็นตำนานของทวีปอรุณเบิกฟ้าที่ใครต่อใครต่างยอมรับ และยกย่องให้เป็นร่างจำแลงของเทพเซียน ส่วนอีกคนนั้นคือศิษย์ของเจ้าสำนักกุนจวิน หนิงหลง!

ผู้เป็นอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีของสำนักลิขิตสวรรค์ ผู้อาวุโสก็รู้สึกเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็ก หรือเมืองใหญ่ต่างก็ได้ยินความสามารถของกุนไท่ พวกเขารู้สึกภาคภูมิไป และวางใจที่จะมีผู้ปกครองต่อจากกุนจวิน ที่สามารถปกครองทวีปแห่งนี้ต่อได้โดยไม่มีปัญหา แล้วยิ่งได้ยินทั้งความสามารถ และศักยภาพของกุนไท่นั้น พวกเขาก็ยิ่งที่จะเชื่อว่ากุนไท่สามารถทำให้ทวีปนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างแท้จริง!

กุนไท่ได้กลับเข้ามาในโลกแห่งความฝัน แล้วเดินทางไปทางเหนือของป่าสันโดษ เพราะเขายังไม่เคยไปที่นั่นเลยแม้สักคราเดียว

เมื่อเดินผ่านป่ามาแล้วก็พบเห็นเมืองขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองที่ทำมาจากแร่เหล็กที่หาได้ยาก มันส่องประกายแวววับดูล้ำค่ามากเพียงมองดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นเมืองที่เจริญนุ่งเรืองมากแน่ แต่หากเทียบกับสำนักลิขิตสวรรค์แล้ว มันจะถูกเรียกว่าสลัม!

กุนไท่ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปทางประตูเมือง ทางฝั่งของประตูเมืองมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่หกคน แต่ละคนอยู่ระดับสร้างรากฐาน ขั้นร่างกาย

เพียงแค่ทหารยามยังดูแข็งแกร่งขนาดนี้ มันบ่งบอกถึงอำนาจของเมืองนี้เลยว่าแข็งแกร่งมาก หน้าเมืองมีป้ายที่สลักตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า เมืองอี้ (อี้=ยุติธรรม)

ขณะที่กำลังเดินเข้าเมืองนั้น มีทหารยามสองคนเอาหอกมาขวางหน้ากุนไท่ไว้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างเพื่อให้กุนไท่ถอยออกไปพลางตะโกนขึ้นด้วยความหยาบคายว่า

“หนุ่มน้อย! ดูจากหน้าตาที่ไม่คุ้นและการแต่งตัวแล้ว เจ้าต้องเป็นคนต่างแดนแน่ และคงมาเยือนเมืองนี้เป็นครั้งแรก ข้าจะบอกกฎให้เจ้าฟัง จงยื่นหูที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสมมของเจ้าแล้วรับฟังในสิ่งที่ข้าพูดซะ ผู้ที่มาที่นี่ครั้งแรกนั้นต้องจ่ายค่าเข้าด้วยหินจิตวิญญาณขั้นสูง!”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด