ตอนที่แล้วบทที่ 59 ตัวอักษรทิเบต
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 61 หรือเป็นแค่การตอบแทน?

บทที่ 60 งูน้อยตาเขียว


กัวฉี่ที่เดินออกมาจากเต็นท์พูดขึ้น  “พี่เย่  ถึงแม้เต็นท์อันนี้จะดูธรรมดาซอมซ่อไปบ้างแต่ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว  คืนนี้ผมกับเสี่ยวฟางจะรับผิดชอบเฝ้าให้เอง  พี่เข้าไปพักเถอะ”

เย่โม่พูดยิ้มๆ  “ไม่จำเป็นหรอก  หน้าที่เฝ้าระวังคืนนี้ปล่อยให้ผมทำเถอะ  ตอนกลางคืนผมชอบออกมาอยู่ข้างนอกน่ะ...จริงสิพี่กัว  พี่อายุมากกว่าผมเยอะ  ต่อไปเรียกผมตรงๆ ว่าเย่โม่ก็ได้”  เย่โม่รู้สึกว่ากัวฉี่เป็นคนที่ใช้ได้เลย  เขาให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเพื่อนร่วมทีม  นี่ทำให้เย่โม่รู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับเขาขึ้นมา

กัวฉี่ที่เป็นคนตรงไปตรงมาไม่ชอบอ้อมค้อมก็พูดขึ้น  “ดี! งั้นผมก็จะไม่เกรงใจแล้ว  แต่อย่าเรียกผมว่าพี่กัวเลย  คนในทีมมักเรียกผมว่าต้าฉี่  นายก็เรียกผมว่าต้าฉี่เถอะ  เป็นเกียรติที่ได้เป็นเพื่อน...ไม่สิ  ต้องเป็นพี่น้อง   นายคิดว่ายังไง…น้องเย่?”

เย่โม่พยักหน้า  “ดี!”

เมื่อคิดถึงว่าเย่โม่กล้าย่างกระต่ายคนเดียวอย่างสบายใจท่ามกลางป่าใหญ่แบบนี้แล้ว  กัวฉี่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเย่โม่  หลายวันมานี้เขาเหนื่อยมากจริงๆ  เขาจึงเข้าไปพักกับฟางเว่ยอย่างไม่อิดออด

ภายในเต็นท์  หลูหลินมองฉือหว่านชิงที่ราวกับมีเรื่องในใจอยู่  “หว่านชิง  เธอรู้สึกว่าเย่โม่เป็นคนยังไง?”

“อา...”  ฉือหว่านชิงที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจถูกหลูหลินถามอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวจึงเสียงรับออกไปคำหนึ่ง  ไม่นานเธอก็ตั้งสติได้  เงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อยพูดขึ้น  “ฉันรู้สึกว่าพี่ใหญ่เย่เป็นคนดีทั้งยังเก่งมากด้วย  อีกอย่าง...อีกอย่าง...”

ฉือหว่านชิงพูดค้างอยู่ครึ่งวันก็ยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาได้

“หว่านชิง…เธอเข้าร่วมกองทัพมาก็ 3 ปีแล้ว  ฉันรู้สาเหตุที่เธอมาเป็นทหารดี  แต่เมื่อหญิงสาวทุกคนโตขึ้นก็จำเป็นต้องหาสถานที่ที่เป็นของตัวเอง  ตั้งแต่เข้าร่วมกองทัพมาเธอยังไม่เคยแสดงท่าทีดีๆ ต่อทหารหนุ่มคนไหนเลยสักครั้ง  เมื่อ 3 ปีก่อนเพื่อหนีการจับคู่ของพ่อรวมถึงเรื่องของแม่เธอจึงทำให้มาอยู่ตรงนี้  ตอนนี้ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว...หรือเธอวางแผนว่าจะอยู่อย่างนี้ทั้งชีวิต?  บางครั้งถ้าความสุขมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว...เราก็ไม่ควรจะปฏิเสธมันนะ”  พูดถึงตรงนี้หลูหลินก็ถอนหายใจออกมา

ผ่านไปนานหลูหลินจึงค่อยพูดต่อ  “ปีนั้นตอนที่ฉันเพิ่งเรียนจบ ปวช. ก็กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นเลย  ตอนที่ฉันเพิ่งเข้าทำงานได้ใหม่ๆ ในหน่วยงานศิลปะ  ฉันก็ได้พบกับเขา…เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง  ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น...แต่หญิงสาวคนอื่นๆ ในที่ทำงานต่างก็แอบชอบพอเขากันทั้งนั้น”

“แต่เขากลับทำดีต่อฉันมาก  เขาชวนฉันไปออกเดทอยู่หลายครั้ง  ครึ่งปีให้หลังเขาก็ขอฉันแต่งงาน   ตอนนั้นฉันเพิ่งจะอายุได้ 19 ปี  อีกฝ่ายอายุได้ 27 ปีแล้ว  ฉันรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง…ถึงแม้จะชอบเขาแต่ก็บอกไปว่าฉันยังเด็กอยู่เลย  เลยขอให้เขารอ  ผ่านไปอีกครึ่งปี...ตอนวันเกิดอายุ 20 ปีเขาก็มาขอฉันแต่งงานอีกครั้ง  แต่ฉันอยากรออีกสักหน่อย  เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังเด็กอยู่มากจริงๆ จึงไม่กล้าจะสร้างครอบครัว”

“แต่หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอกับเขาอีกเลย...เขาจากไปแล้ว  ฉันรอเขาอีก 1 ปีแต่ก็ไม่มีข่าวคราวของเขาเลย  ตอนนั้นฉันจึงคิดว่า...ขอแค่เขาปรากฏตัวให้เห็นฉันก็เต็มใจจะแต่งงานกับเขาทันที  แต่เขาก็ไม่โผล่มา   ฉันไม่มีแก่ใจจะทำงานที่นั่นต่อแล้วจึงได้มาเข้าร่วมกับกองทัพแบบนี้”

“หว่านชิง  บางครั้งโอกาสก็มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  พลาดแล้วก็ไม่มีอีกเลย  เชื่อฉันเถอะ  ฉันพบเจอกับคนในกองทัพมามากมายหลายรูปแบบ  กับเย่โม่คนนี้...ฉันดูแล้วว่าเขาไม่ใช่พวกเจ้าเล่ห์หลอกลวง  แววตาของเขาไม่หลุกหลิกล่อกแล่ก  เพียงแค่ยากจนไปหน่อยก็เท่านั้น”

“แต่จากฐานะครอบครัวของเธอแล้วยังต้องสนใจเรื่องเงินทองของเขาอีกหรือไง?  อีกอย่างยังมีคำพูดที่ว่า ‘อย่าได้ดูถูกคนหนุ่มจนๆ เชียว’  ฉันว่าถ้าเธอชอบคนจากครอบครัวรวยๆ จริง...ปีนั้นเธอก็คงไม่ปฏิเสธครอบครัวของเธอแล้วหนีออกมาแบบนี้หรอก”  พูดจบหลูหลินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่แน่ใจว่ากำลังคิดถึงเรื่องตอนที่ตัวเองยังสาวช่วงนั้นหรือไม่

“พี่หลิน…ที่จริงแล้วฉันไม่ได้คิดกับเย่โม่อย่างที่พี่ว่าเลย  ก็แค่...อา ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี  ไม่พูดกับพี่แล้ว  ฉันไปหาพี่ใหญ่เย่ดีกว่า”  พูดเสร็จฉือหว่านชิงก็ลุกขึ้นเดินออกจากเต็นท์ไป

“หืม...หว่านชิง ขาของเธอเดินได้แล้วหรือ”  หลูหลินชี้ไปทางขาของฉือหว่านชิงอย่างประหลาดใจ

“แน่นอน!  จริงๆ แล้วตอนที่พี่ใหญ่เย่แบกฉันไปสักพักก็รู้สึกว่าเดินได้แล้ว  เพียงแค่เดินนานๆ แล้วจะปวดนิดหน่อยก็เท่านั้น...”  ฉือหว่านชิงพูดถึงตรงนี้ก็เหมือนกับจะคิดอะไรขึ้นมาได้  เธอไม่กล้าพูดอะไรต่อแล้วรีบวิ่งออกไปทันที  อยู่ๆ เธอก็รู้สึกร้อนๆ ที่หน้าขึ้นมาเหมือนกับว่าเธอเพิ่งถูกหลูหลินจับไต๋ได้อย่างไรอย่างนั้น

หลูหลินนั่งมองฉือหว่านชิงที่วิ่งออกไปด้วยอาการตกตะลึง  ฉือหว่านชิงคล้ายกับเธอสมัยนั้นเลย  แต่เย่โม่นั้นกลับไม่คล้ายชายที่ตามจีบเธอตอนนั้นแม้แต่น้อย

เวลานี้เย่โม่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่บนก้อนหินไม่ไกลจากที่พักนัก  แท้จริงแล้วเขากำลังใช้จิตสัมผัสเพื่อวิเคราะห์แผนที่ที่เขาพบเจอมา  ลวดลายบนแผนที่อันนั้นถูกเย่โม่คิดทบทวนไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว  เมื่อรวมกับสิ่งที่ฉือหว่านชิงช่วยเขาแปล...เย่โม่ก็พบว่ามันคือทะเลทรายทากลามากันจริงๆ

ถึงแม้เย่โม่จะไม่เคยไปที่ทะเลทรายทากลามากัน  แต่แผนที่ประเทศจีนนั้นเขาเคยเห็นรายละเอียดมาก่อน  เขารู้ที่ตั้งของมันอย่างชัดเจน  แต่กับ ‘ทะเลสาปคู่’ นั้น...เย่โม่ยังไม่รู้เรื่องของมันแม้แต่น้อย  แล้วยังมี ‘ประตูศักดิ์สิทธิ์’ อีก  มันเป็นสถานที่แบบไหนกัน?

ส่วน ‘เถาวัลย์หัวใจม่วง’ นั้นเย่โม่รู้จักดี  มันคือต้นไม้วิญญาณชนิดหนึ่งที่ใช้ทำยาสำหรับคนที่ยังอยู่ในด่านรวบรวมปราณ  ถึงแม้เงื่อนไขในการเติบโตของต้นไม้ชนิดนี้จะไม่ยากลำบาก  แต่ก็ไม่มีทางเติบโตในสถานที่อย่างทะเลทรายแน่นอน  เพราะต้นไม้วิญญาณชนิดนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเจริญเติบโตของมันก็คือ...น้ำ

ทะเลทรายทากลามากันคือทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของจีน  แต่ความชื้นโดยเฉลี่ยต่อปีนั้นไม่เคยเกิน 100 มิลลิลิตร  กระทั่งว่ามีอยู่ปีหนึ่งที่ความชื้นในอากาศมีเพียงไม่กี่มิลลิลิตรเท่านั้นเอง  แล้วอย่างนี้จะทำให้ต้นไม้วิญญาณเติบโตได้อย่างไร?

ถึงแม้เย่โม่จะกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่  แต่พอฉือหว่านชิงออกมาจากเต็นท์เขาก็รับรู้ได้ในทันที  เย่โม่ยิ้มบางๆ  คิดในใจว่าสาวน้อยคืนนี้ถึงจะมีท่าทีเย็นชา  แต่ก็เหมือนจะชอบตามติดเขาแจอยู่บ้าง

ขณะที่ฉือหว่านชิงกำลังคิดอยู่ว่าจะทักทายเย่โม่ยังไงดีนั้นเอง  เธอก็เห็นเย่โม่หันมายิ้มให้เธอ  ในใจของฉือหว่านชิงรู้สึกผ่อนคลายลง  เธอรีบเดินเข้าไปหาเขาทันที

ตอนที่ฉือหว่านชิงกำลังเดินไปด้านหลังของเย่โม่นั้นเอง  หน้าของเธอพลันเปลี่ยนสีทันที  มีงูน้อยสีเทาดวงตาสีเขียวสว่างตัวหนึ่งกำลังพุ่งฉกไปยังด้านหลังของเย่โม่!

แย่แล้ว!  ฉือหว่านชิงได้ยินมาว่างูที่มีหัวรูปสามเหลี่ยมนั้นล้วนเป็นงูมีพิษ  แต่งูตัวนี้ไม่เพียงมีสามเหลี่ยมเท่านั้น  เหลี่ยมตรงหัวของมันยังแหลมอีกด้วย  โดยไม่ทันได้คิดอะไรต่อ...ฉือหว่านชิงรีบพุ่งไปด้านหลังของเย่โม่ทันที!

งูตาเขียวหัวสามเหลี่ยมที่พุ่งโจมตีหวังฆ่าทางด้านหลังนั้น...เย่โม่รับรู้ถึงมันดี  ต่อให้ฉือหว่านชิงไม่พุ่งเข้ามาเขาก็มีหนทางหลบเลี่ยงงูตัวนี้แน่นอน  แต่เวลานี้ถ้าหากเขาอยากจะลากฉือหว่านชิงออกไปให้พ้นทางด้วยกันล่ะก็...ตอนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

ราวกับว่างูตัวนั้นไปถึงเป้าหมายพร้อมกันกับฉือหว่านชิง  ฉือหว่านชิงอยู่ด้านหลังของเย่โม่...ส่วนงูตาเขียวก็ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น  ถึงแม้จะถึงเป้าหมายในเวลาเดียวกันแต่ก็เห็นได้ชัดว่างูตัวนี้เร็วมาก  มันพุ่งเข้าไปกัดหลังของฉือหว่านชิงแทนอย่างแม่นยำ  เย่โม่ตกตะลึงแต่ก็ไม่ได้ร้อนใจนัก  เขาไม่เชื่อว่ากับแค่พิษงูเขาจะรักษาไม่ได้

เย่โม่หันกายกลับมากอดฉือหว่านชิงไว้ในอ้อมแขน  เขามองเห็นงูตาเขียวที่นิ่งมองเขาอยู่ไม่ไกล  มันต้องการจะโจมตีมาที่เขาเป็นครั้งที่ 2  ดูท่าว่างูตัวนี้จะอยากกัดเขาให้ได้  ความโกรธของเย่โม่พลุ่งพล่านขึ้นมา  แค่ยกมือขึ้นตะปู 3 ตัวก็ถูกซัดออกไป

ฉึก! ฉึก!  ตะปูที่ซัดออกไปกลับไม่มีตัวไหนพุ่งทะลุหัวของงูตาเขียวเลย  2 ตัวพุ่งไถลผ่านผิวของมันไป  มีเพียงตะปูตัวเดียวที่เรียกเลือดของมันได้  ราวกับมันจะรู้แล้วว่ามนุษย์ตรงหน้าอันตราย  มันจึงเลื้อยหนีหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

แย่แล้ว!  นี่มันไม่ใช่งู  เย่โม่ได้สติกลับมาทันที  มองฉือหว่านชิงในอ้อมแขนที่ตอนนี้สีหน้าได้กลายเป็นสีเทาแล้ว

เป็นพิษที่ร้ายแรงมาก!  เย่โม่ได้แต่ร้องในใจว่าแย่แล้ว

เวลานี้เองที่หลูหลินและพวกกัวฉี่เดินออกมา  พวกเขามองสถานการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าฉือหว่านชิงถูกงูกัด  ทั้งยังเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงเสียด้วย

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด